How to
โอริกามิ (Origami) เป็นศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่นให้เป็นรูปร่างสิ่งของต่างๆ เป็นการฝึกทักษะการเรียนรู้ที่น่าสนใจโดยเชื่อกันว่าถ้าเด็กๆ ได้เล่นการพับกระดาษแบบโอริกามิจะช่วยให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ที่ดี เมื่อเติบโตขึ้นสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดใช้กับการทำงานจริงได้ เช่น ทางด้านการออกแบบวิศวกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น เมื่อก่อนศตวรรษที่ 20 วิธีการและรูปแบบการพับกระดาษของญี่ปุ่นยังเป็นแบบธรรมดาทั่วไป แต่หลังจากนั้น การพับกระดาษก็ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจนเป็นมากกว่าแค่การพับกระดาษ รูปแบบการพับกระดาษโอริกามิที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นคือ กบและนก โดยวัตถุดิบสำคัญที่ใช้คือกระดาษซึ่งถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อ 250 ปีก่อนคริตศักราช จากนั้นญี่ปุ่นก็ได้เรียนรู้วิธีการทำกระดาษ สี หมึก จากประเทศจีนและสามารถผลิตใช้ได้เองในปีค.ศ.610 รูปแบบการพับกระดาษของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนมากขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1200 จนเมื่อ 400 ปีที่แล้วได้มีหลักสูตรการพับกระดาษขึ้นแก่เด็กๆ ในโรงเรียน เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก อาคิระ โยชิซาวา (Akira Yoshizawa) เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในศิลปะการพับ
ผมไปเที่ยวภูเก็ตครั้งล่าสุดมีลาภปากที่ได้กินกุ้งมังกร ที่ต้องใช้คำว่า ลาภปากก็เพราะเป็นกุ้งที่มีราคาแพงเหลือเกิน กุ้งชนิดอื่นๆ กิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท ก็ถือว่าแพงแล้ว ทว่ากุ้งมังกรกิโลกรัมละตั้ง 3,000 บาท และได้กุ้งเพียงตัวเดียวเท่านั้น เพราะแต่ละตัวหนักเป็นกิโล นี่ถ้าต้องซื้อกุ้งมังกรกินเองผมคงไม่ซื้อกิน เสียดายเงิน ที่ยอมกินก็เพราะมีเจ้ามือ แต่ก็เกรงใจเหมือนกันจึงกินเพียงพอประมาณ คือให้รู้ว่าเนื้อกุ้งมีรสชาติเป็นอย่างไรก็พอ ผมได้รับทราบจากร้านขายอาหารทะเลว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมากินกุ้งมังกรที่ภูเก็ต หากไม่ได้มากินกุ้งชนิดนี้ก็เหมือนไม่ได้มาเที่ยวภูเก็ต ก็ว่าได้ ก็เพราะอย่างนี้แหละจึงทำให้กุ้งมังกรราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะกุ้งตามธรรมชาติที่ชาวประมงจับได้มีน้อย ขณะที่คนกินมีมากขึ้น ร้านอาหารที่ภูเก็ตจึงสั่งซื้อกุ้งมังกรมาจากพม่าเสียเป็นส่วนใหญ่ กุ้งมังกรนำเข้าไม่ค่อยจะดีเพราะกุ้งจะตายก่อนถึงผู้กินกว่าครึ่ง กุ้งตายกับกุ้งเป็นราคาต่างกัน กุ้งตายเนื้อจะเละไม่แน่นเหมือนกุ้งเป็น ก็เพราะกุ้งมังกรมีราคา จึงทำให้ชาวประมงหันมาทำกระชังเลี้ยงกันหลายราย พอผมได้รับรู้ว่ากุ้งมังกรเลี
ปิ่นโตเถาเล็กเพิ่งไปเจอะเจอร้านอาหารตามสั่งที่ดูธรรมดา แต่ใช้ของดีอร่อยผิดคาด ชนิดมาเหนือเมฆทีเดียว ร้านนี้ไม่มีป้ายชื่อแต่ขาประจำเรียกกันว่า “หน่องริมคลอง” หน่องริมคลองเป็นเพิงริมซอย อาศัยตั้งโต๊ะข้างทางเดินเท้าริมคลองแคบๆ ที่มีลักษณะเหมือนคลองระบายน้ำคอนกรีต เข้าจาก “ปากซอยแจ่มจันทร์หรือซอยเอกมัย 21” ไม่ถึง 100 เมตร ร้านจะอยู่ด้านซ้ายมือติดกับร้าน Y50 แถวนี้ไม่มีที่จอดรถใดๆ ทั้งสิ้น ผมต้องไปจอดแถวทองหล่อ แล้วใช้บริการรถสาธารณะมาอีกที ลักษณะของร้านดูธรรมดาน่าเดินผ่านเลยไป กล่าวคือมีโต๊ะแค่ 4 ตัว จุคนได้ประมาณ 30 กว่าคนเท่านั้น คุณหน่องแม่ครัวเอกของเราทำแบบวันวูแมนโชว์ ยืนผัดคนเดียวหนึ่งเดียวเท่านั้น ผัดทีไรไอจามกันทั้งร้าน ที่นั่งแบบโอเพ่นแอร์ รับลม (เกือบร้อน) สบายใจ มีเพียงกันสาดยื่นไปริมคลองน้ำสีเขียวอ่อน ถ้าฝนตกหนักคงสาดหมดทุกโต๊ะ ร้านนี้มีเบอร์มือถือให้โทรสั่งล่วงหน้าที่เบอร์ “08-6044-9478” แต่ถ้าตอนเช้าๆ โทรมาสั่งแล้วคิวเต็มก็จะไม่รับสายอีกเลย หรือถ้าโทรจองโต๊ะไว้ มาแล้วโต๊ะอาจจะยังไม่ว่างก็ต้องยืนรอคิวสถานเดียว และต้องใจเย็นๆ บางครั้งอาจจะต้องรออาหารนานนับชั่วโมง (วันนั้นผมรอปร
ทุกครั้งที่ได้กินอาหาร อยากให้รู้สึกว่าได้กินอาหารที่ดี และที่สำคัญคือถูกสุขลักษณะ” นี่คือเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้บัณฑิตจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผันมาเป็นบล็อกเกอร์ด้านอาหารเต็มตัว จากความรักที่มีต่อ ”อาหาร” และ “การกิน” ทำให้ ไมเคิล หรือ เกษมศักดิ์ ศิริรักษ์ หนุ่มวัย 23 ปี ตระเวนกินหาของอร่อย แรกเริ่มเป็นร้านที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้า แต่เมื่อสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ครอบครัวจึงอนุญาตให้ขับรถ… นั่นทำให้เขาเริ่มมองหาร้านเด็ด โดยมีคู่มือเป็นหนังสือหลากหลายเล่ม อาจเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต-หลายครั้งหลายครา ไมเคิลบอกว่าต้องพบกับความผิดหวัง เมื่ออาหารที่ได้ ไม่เหมือนกับภาพที่เห็นจากในหนังสือ “เวลาเห็นโฆษณาแทรกระหว่างรายการต่างๆ ในโทรทัศน์ เรารู้ว่านั่นคือโฆษณา ที่ไก่กรอบเกินจริง น้ำซุปเยอะเกินจริง กุ้งตัวใหญ่เกินจริง นั่นเป็นสิ่งที่เรารู้ ถ้าเราไปร้านอาหารเองก็รู้อยู่แล้วว่าอาหารที่เราได้จะไม่เท่ากับที่เห็นในโฆษณา ”แต่บางครั้งเราเสียเงินในการเสพบางสื่อเพื่ออยากได้คุณภาพของสื่อ แต่กลายเป็นว่าคุณภาพของสื่อแทบไม่ต่างกัน จึงอยากทำอะไรสักอย่าง เป็นที่บอกเล่าเหมือนไดอา
บะหมี่หวานเย็น ขนมหวานแต่โบราณ ไม่เคยลองต้องไปโดนเด้อ #หมี่หวานเจ๊หมวย เชื่อว่าต้องมีหลายคนเหมือนผมแน่ๆ ที่เวลาอยากหาอะไรทาน แล้วไม่รู้จะไปไหน ก็มาลุยไชน่าทาวน์เมืองไทยอย่าง เยาวราช ครับ(ฮา) ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลเจแบบนี้ ใครๆ ก็ยิ่งนึกถึงที่นี่ #ความรักก็เช่นกัน ..โทษครับ ผิดๆ (ฮา) ร้านที่ผมจะพามาดูกันวันนี้ เป็นร้านขนมหวาน ที่มีทั้งหวานเย็น และหวานร้อน(ฮา) แต่ไม่ใช่บิงซูหรืออะไรแบบนั้นนะครับ เป็นขนมหวานโบราณอย่างโบกเกี๊ยะ เต้าทึง แล้วก็ หมี่หวาน ครับ! ร้านนี้คือร้าน หมี่หวาน เจ๊หมวย ร้านเคาน์เตอร์เล็กๆ ตั้งอยู่ในซอยเยาวราช 11 หรือ ตลาดเก่านี่เองครับ เลี้ยวเข้าซอยมาให้สังเกตเซเว่นทางขวามือ ถ้าเจอแล้วเดินตรงมาอีกนิ๊ดด ร้านอยู่ตรงข้ามเยื้องๆเซเว่นครับ! เล็กมากทีเดียว มีโต๊ะแค่สองตัว สังเกตดีๆ เด้อ แน่นอนว่าเมนูที่ผมสั่งก็คือ หมี่หวาน(ราคา 30 บาท) ครับ สั่งแบบเย็นเน้ออ เพราะอากาศร้อนมั่กๆ(ฮา) เพิ่งเคยทานเป็นครั้งแรกตื่นเต้นอยู่เหมือนกันครับ อิ แอบมองพี่เค้าทำ หมี่หวานคือบะหมี่ไข่นี่เอง! แบบที่เราทานกันตามร้านก๋วยเตี๋ยวอ่ะครับ(ฮา) เอามาคลุกน้ำตาลให้ละลาย จากนั้นก็ใส่เครื่องอย่างโบกเกี๊ยะ เม็
ช่วงฤดูฝนแม่ค้าจะนำมันปูนาอาหารหากินยากมาวางขาย แม่ค้าต้องนำปูตัวเมียมาเคี่ยวจนได้มันจากตัวปู ส่งผลราคาขายดีกิโลกรัมละ 400 บาท มีเท่าไหร่ไม่พอขาย นิยมทานกับข้าวสวยร้อนๆ และนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่างอีกด้วย เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นตลาดเช้ามีผู้คนนิยมไปจับจ่ายอาหารกัน เพราะมีทั้งอาหารสด คาว หวาน สำเร็จรูปจำนวนมากให้ทุกคนได้เลือกหาตามต้องการ โดยเฉพาะในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ การจับจ่ายซื้ออาหารเช้าจะพบกับอาหารที่นำมาขายในช่วงหน้าจำนวนหลายชนิด อาทิ จำพวกหน่อไม้ ปลาแม่น้ำหลากชนิด ปลาจ่อม กุ้งฝอย และปูนา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในจำนวนหนึ่งมีแม่ค้าที่นำอาหารประเภทปูมาวางขายให้ลูกค้าเลือกซื้อกัน เป็นร้านที่ขายปูนาแบบครบวงจร เพราะมีปูนาต้ม ก้ามปู ปูดอง ตลอดทั้งปูนาตัวเป็นๆ ใส่ถุงวางขายให้เลือกซื้อกันตามความต้องการ ซึ่งเป็นร้านของนางยุพิน แก้วชาวนา เพราะทุกหน้าฝนจะมีมันปูนา บรรจุใส่ถุงขาย น้ำหนักประมาณขีดกว่า ราคาถุงละ 50 บาท ราคาขายกิโลกรัมละ 400 บาท ทำมาเท่าไหร่ก็ขายหมด โดยเช้าวันนี้ทำมันปูนามาจำนวน 6 กิโลกรัม นางยุพิน กล่าวว่า ตลอ
พูดถึง “เอแคลร์” เชื่อว่าคงเป็นขนมโปรดของใครหลายคน แต่สำหรับคนที่ต้องการลดแป้งและน้ำตาลอาจจะไม่กล้ารับประทานหลายชิ้น ดังนั้นเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงผลิตแป้งสำเร็จรูปสำหรับทำเอแคลร์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งมีรางวัลการันตี โดยได้รับรางวัลที่2 ในการประกวด“รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2558 เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา” ของมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ลดการนำเข้าแป้งสาลี ดร.ลลานา ธีระนุสรณ์กิจ ผู้บริหารของบริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด แจกแจงว่า แป้งสำเร็จรูปสำหรับทำเอแคลร์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่นี้ เป็นการนำแป้งข้าวไรซ์เบอรี่มาทดแทนการใช้แป้งสาลี 100% ทำให้มีคุณสมบัติทางโภชนการสูง และเมื่อใช้ผสมกับแป้งข้าวโพดก็จะไม่แข็งกระด้าง อีกทั้งแป้งดัดแปรช่วยให้ความคงตัวของเปลือกไรซ์เบอร์รี่เอแคร์ไม่ยุบตัวหลังจากที่ผ่านการอบที่อุณหภูมิสูง และยังช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการอุ้มน้ำทำให้เนื้อสัมผัสมีความยืดหยุ่น แป้งดังกล่าวยังไม่มีเ
เจนี้เมนูเจโกอินเตอร์ได้นะจ๊ะ!!! สปาเก็ตตี้ปลาเค็มเจ อร่อยได้ไม่จำเจฉบับอิมพอร์ต เมนูอาหารเจมีทั้งแบบดังเดิมและแบบประยุกต์ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามกาลเวลา เพื่อความแปลกใหม่ที่แตกต่างออกไป เลยอยากนำเมนูอิมพอร์ตที่ถึงเครื่องถึงรสกับเมนู “สปาเก็ตตี้ปลาเค็มเจ” เมนูเส้นจานโปรดของใครหลายๆคนแน่นอนจานนี้มานำเสนอให้ได้ลองทำกัน https://www.youtube.com/watch?v=Rn09-SBNfWo มามะมา! เตรียมส่วนผสมเมนูอินเตอร์นี้กันค่ะ มาเริ่มที่พระเอกของเมนูนี้ก่อนเลยคือ “ปลาเค็มเจ” ตามด้วยนางเอกของเราเส้นสปาเก็ตตี้ เผ็ดเหงื่อไหลกับพริกแดงสับ หอมๆกับพริกแห้ง เติมรสชาติเข้มข้นด้วยน้ำตาลและซอสแม็กกี้เจ เพิ่มสีสันและความหอมเข้าไปอีกกับใบกะเพราสีเขียวสดใส สวนผสมน้อยมาก!!! ต้องควบคู่กับวิธีการทำที่ง่ายแสนง่าย มาเริ่มกันเลย! ตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไป รอให้น้ำมันร้อนใส่ปลาเค็มที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปทอดให้กรอบให้หอม เสร็จแล้วตักสะเด็ดน้ำมันสักนิดนะ มาตั้งกระทะต่อกันเลย อย่าลืมใส่น้ำมันลงไป รอให้น้ำมันร้อนใส่พริกลงไปผัด รอให้กลิ่นหอมโชยสักนิดใส่พริกแห้งลงไปผัดต่อเลยจ้า ตามด้วยนางเอกของเราเส้นสปาเก็ตตี้ที่เราลวกไว้ใส่ลงไ
ในอดีตลำไยอาจจะนำมาแปรรูปได้ไม่กี่อย่าง เช่นนำมาอบแห้งทำน้ำลำไย หรือเป็นส่วนผสมในขนมหวาน แต่ปัจจุบันได้มีการนำลำไยทั้งสดและแห้งมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหารคาวหวานสารพัด เช่น เค้กลำไย กาแฟลำไย ลำไยเนื้อสีทองเคลือบช็อกโกแลต วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งคือ เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างชาติและเด็กรุ่นใหม่ได้หันมาบริโภคกัน ซึ่งปรากฎว่าได้รับความนิยมอย่างดี โดยในส่วนของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นกลุ่มที่ผลิตลำไยเนื้อสีทองเคลือบช็อกโกแลต ขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ภายใต้แบรนด์สวัสดี( Sawasdee) มีวางขายที่คิงส์ พาวเวอร์ ในท็อป ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างอีกหลายแห่งที่เชียงใหม่ ขายในคิงพาวเวอร์ คุณเกษร ชัยพนัส ที่ปรึกษาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง ย้อนความเป็นมาของกลุ่มให้ฟังว่า ตั้งมาเมื่อปี 2549 โดยการรวมตัวกันของสมาชิกกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่ทำลำไยอบแห้งเนื้อสีทองในตำบล จำนวน 10 คน และเมื่อลูกสาวคือ“ปิยะภรณ์ สมพงษ์” ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เรียนจบด้านบริหารธุรกิจ ระดับปริญญาตรี ก็มาช่วยงาน โดยรับหน้าที่ประธานกลุ่ม พร้อมได้พัฒนากระบวนการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกลำไย การกว๊
“กาแฟ” เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ทางราชการเข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านดอยมูเซอปลูกทดแทนฝิ่น ตั้งแต่ ปี 2514 แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในช่วงแรก เนื่องจากขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการปลูก การเก็บผลผลิต จนทำให้เกิดปัญหาด้านการตลาด และราคาตกต่ำ การปลูกกาแฟบนดอยมูเซอไม่เพียงส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้จากพืชอื่นแทนการปลูกฝิ่น แต่ต้องการให้พวกเขาช่วยกันปลูกพืชเพื่อรักษาและอนุรักษ์ผืนป่าต้นน้ำด้วย ดังนั้น หากชาวบ้านหมดหวังในเรื่องรายได้แล้วเลิกปลูกกาแฟหันไปปลูกพืชอายุสั้นแทน อาจส่งผลกระทบต่อผืนป่าต้นน้ำในระยะยาวด้วย คุณจักรพงษ์ มงคลคีรี หรือ คุณพงษ์ เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ตระหนักในเรื่องดังกล่าวอย่างดี จนทำให้เขาพยายามผลักดันให้ชาวบ้านจำนวนมากยังคงปลูกกาแฟต่อไป ด้วยการรับซื้อกาแฟสด พร้อมทั้งเร่งฟื้นฟูความรู้เกี่ยวกับการปลูกกาแฟให้มีคุณภาพ รวมถึงต่อยอดไปถึงการแปรรูปจนนำมาสู่การพัฒนาเป็นกาแฟออร์แกนิก ในชื่อ “กาแฟสดมูเซอ” เดิมคุณพงษ์มีโรงคั่วกาแฟอยู่ในพื้นที่ ซึ่งตั้งมานานกว่า 10 ปี ตลอดเวลาเขาพบว่าชาวบ้านปลูกกาแฟแบบขาดรูปแบบที่แน่นอน และขาดคุณภาพ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไม่มีคนมารับซื้อกาแฟ เพราะในช่วงน
