Exclusive
สำหรับหลายๆ คน ทุกวันนี้การทำอาชีพเดียวไม่พอแล้ว ต้องมีอาชีพที่ 2 เอาไว้เป็นรายได้เสริม หรือสำรองในยามที่อาชีพแรกอยู่ในภาวะไม่แน่ไม่นอน เช่นเดียวกับการทำธุรกิจที่จะหวังพึ่งรายได้ทางเดียวก็อาจไม่พอ ควรมองหาลู่ทางเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ได้ 2 เด้ง หรือมากกว่านั้นก็ยิ่งดี ในสหรัฐอเมริกา มีไอเดียน่าสนใจจากการทำให้ร้านอาหารที่เปิดขายในช่วงเย็นจนถึงดึก สามารถหารายได้เพิ่มเติมในช่วงกลางวัน โดยปรับให้เป็นพื้นที่สำนักงานร่วมกัน หรือที่เรียกกันว่า โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-working Space) เป็นการนำแนวคิดแบบเศรษฐกิจแบ่งปันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ “นิวยอร์ก ไทม์ส” หยิบยกเรื่องราวของร้านอาหาร “อีลีท คาเฟ่” (Elite Café) ซึ่งใช้เวลาว่างระหว่างวันตั้งแต่ 08.30-17.00 น. ของวันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้บรรดาผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ รวมถึงพนักงานบริษัทที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เข้ามานั่งทำงาน ส่วนเวลาหลังจากนั้นก็ให้บริการในฐานะร้านอาหารตามปกติ ปัจจุบัน แนวคิดการทำพื้นที่สำนักงานร่วมกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ทั้งที่ต้องการเป็นเจ้านายตัวเอง รวมถึงคนที่รู้สึกว่าสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก ไม่จำ
คุณสมหมาย แพทรอน อายุ 38 ปี นักจิตวิทยาประจำศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ผู้รับผิดชอบกิจการ ร้านอาหาร “My Mom – มาย มัม” แห่ง “บ้านบางแค” ให้ข้อมูลว่า แต่เดิมร้านอาหารแห่งนี้ เป็นสถานที่ทำกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุในบ้านบางแค แต่ด้วยสุขภาพร่างกายของหลายๆ ท่าน ทำให้ดำเนินกิจกรรมไม่ไหว ร้านจึงถูกปล่อยว่างไว้ ทางผู้บริหารจึงมีนโยบายเปิดโอกาสให้นักเรียนผู้สูงอายุ ของบ้านบางแค รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มาทำกิจกรรมในร้านแทน “บ้านบางแค มีโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุ หลักสูตร 3 เดือน ผู้เข้ารับการอบรม เป็นผู้สูงอายุ วัย 60 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลภายนอกหรือภายในบางแคก็ได้ มารวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เรียนรู้การดูแลสุขภาพ การทำอาหาร รู้จักกฎหมายและกิจกรรมฟื้นฟูผู้สูงอายุ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยสอน” คุณสมหมาย ให้ข้อมูลอย่างนั้น และว่า สำหรับการจัดการภายในร้าน “My Mom” แห่งนี้ มีเธอเป็นผู้ดูแลหลักในการบริหาร ทั้ง เป็นผู้จัดซื้อวัตถุดิบ ดูแลด้านบัญชีรายรับ-รายจ่าย และความเรียบร้อยโดยภาพรวม ส่วนการทำอาหารและบริการลูกค้านั้น เป็นหน้าที่ของนักเรียนผู้สูงอายุ รุ่น 2 ข
บังเอิญไปเห็นข่าวชิ้นเล็กๆ เกี่ยวกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ “SACICT” ที่มีความคิดจะจับมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริม “ผ้าขาวม้า” ให้เป็นของที่ระลึกประจำชาติ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในปี 2562 เนื่องจากปีนั้นจะมีการจัดงานฝ้ายทอใจ ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรมีอาชีพการทอผ้าฝ้าย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการจำหน่ายผ้าฝ้ายศิลปาชีพให้ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องด้วย ผมอ่านแล้วก็เกิดความน่าสนใจ ยิ่งเมื่อฟัง “อัมพวัน พิชาลัย” ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) พูดถึงทิศทางของการจัดงาน ฝ้ายทอใจในปี 2562 โดยเธอบอกว่า SACICT จะยกระดับความเป็นสากลเพื่อต่อยอดความก้าวหน้าของการพัฒนาผ้าขาวม้า-ผ้าฝ้ายไทยในปีหน้าให้เป็นของ ที่ระลึกประจำชาติ “เพื่อใช้เป็นสิ่งแทนคุณค่าความเป็นสัญลักษณ์ หรือตัวแทนของประเทศไทย สำหรับนักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติ
คุณอุดมศักดิ์ รักรอด ประธานบริหารบริษัท อาร์ดีบ็อกซ์ ผู้ก่อตั้ง Rudedog แบรนด์เสื้อยืดแฟชั่นที่คนนับล้านวางใจและบอกต่อ ศึกษาแนวโน้มการเติบโตของตลาดเสื้อยืดมาตลอด 7 ปีที่ พบว่ามีการเติบโตในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน มีอัตราการบริโภคสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นสูง และจากปัจจัยภายนอก ด้านการเมืองเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการเติบโตของตัวเลขผู้เข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ทำให้ตลาดในภูมิภาคนี้มีศักยภาพและมีโอกาสขยายตัวได้อีก จึงมีการขยายสินค้าเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในประเทศ ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าสำคัญของทาง Rudedog เนื่องจากจุดแข็งของแบรนด์ Rudedog คือการรักษาคุณภาพของสินค้าทุกชิ้นด้วยมาตรฐานเดียวกัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การเลือกเส้นใยผ้าที่ดีที่สุดทำให้เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย ผ่านการทอด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ซักแล้วไม่ยืด ไม่ย้วย ไม่หด รวมถึงการตัดเย็บอย่างปราณีต และการสกรีนที่ไม่ซ้ำแบบ ทำให้ Rudedog ได้รับการยอมรับในตลาด ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่า ในราคาที่จับต้องได้ ในปีนี้ บริษัท
ไปเที่ยวเมืองน่านเมื่อเดือนที่แล้ว มีโอกาสได้ไปเห็นห้องพักที่ได้บรรยากาศดีเหลือเกิน ที่ว่าดีก็เพราะ ภายในบริเวณที่พัก มีหนังสือเป็นพันๆ เล่มให้เลือกอ่าน หรือถ้าชอบใจเล่มใดจะซื้อก็ได้ ขณะนั่งหรือเอกเขนกอ่านหนังสือจะสั่งกาแฟมาจิบก็ได้ตลอดเวลา การที่สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าห้องสมุด บ้านๆ น่านๆ จึงตรงกับความจริงที่สุด เจ้าของกิจการ คือ อาจารย์ชโลมใจ ชยพันธนาการ หรือส่วนใหญ่จะเรียกอาจารย์ท่านนี้ว่า ครูต้อม ครูต้อม เล่าความเป็นมาของกิจการของเธอคร่าวๆ ว่า เธอเรียนจบปริญญาโทมาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นมีอาชีพเป็นอาจารย์ อยู่ที่โรงเรียนสตรีศรีน่าน จังหวัดน่าน เนื่องจากครูต้อมเป็นนักอ่านอย่างชนิดเรียกได้ว่าเป็นหนอนหนังสือตัวยง เธออ่านหนังสือทุกชนิด ซื้อเองบ้าง มีคนให้บ้าง เธอไม่ได้เป็นนักอ่านอย่างเดียว ยังเป็นคนรักหนังสือด้วย เธอจึงเก็บหนังสือใส่ตู้ไว้อย่างดี จนมีจำนวนมากเป็นพันๆ เล่ม เมื่อมีหนังสือจำนวนมาก ทำให้เธอคิดว่า ไม่ควรเก็บไว้เฉยๆ ควรเปิดโอกาสให้คนเมืองน่าน โดยเฉพาะเด็กๆ ได้อ่านบ้าง ครูต้อม จึงเปิดบ้านเป็นห้องสมุด เพื่อให้คนที่ไม่มีโอกาสซื้อหนังสืออ่านเองได้มาอ่าน โดยเป
เคยบ้างไหมที่เราใช้บริการผ่านเน็ต หรือผ่านแอพโมบายเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน ยุคสมัยนี้ถ้าใครบอกไม่เคยใช้คงเชยแย่ จริงไหมครับ? แต่ก็มีบางครั้งที่เกิดอาการมือลั่น ซื้อแอพ หรือบริการอื่นๆ ผ่านออนไลน์โดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรดี? ไม่อยากเสียเงินฟรีต้องทันเกม 1. ไม่อ่านเงื่อนไขตอนสมัครให้ดีเสียก่อนว่ามีการเสียเงินแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นการซื้อขายครั้งเดียวจบ 2. เผลอเข้าใจผิดคิดว่าแอพที่ติดตั้งนั้นเป็นของฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 3. สมัครแล้วอยากจะยกเลิกแต่ทำไม่เป็นเลยปล่อยไปตามยถากรรม 4. อาการมือลั่นจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อหรือใช้บริการแอพนั้น แต่เป็นเพราะเผลอไปกดเข้าสู่ขั้นตอนต่างๆ จนไปถึงการชำระเงินและตัดผ่านบัญชีแบบอัตโนมัติ 5. ไม่ตรวจสอบให้ดีว่าแอพตัวนี้เคยสั่งซื้อจากบัญชีอีเมล หรือชื่อผู้ใช้อื่นที่เคยเปิดทิ้งไว้ 6. เปิดใช้บริการเกินจำนวนที่แอพนั้นระบ
มีข้อสังเกตน่าสนใจ ระบุร้อยละ 99 ของ “มนุษย์เงินเดือน” ต้องอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หากธุรกิจนั้นไปได้ดี พวกเขาย่อมไม่ลังเลที่จะลาออกมาทำเป็นงานหลัก และถ้ายังไม่มั่นใจเท่าไหร่ อาจทำไว้เป็นงานรองเป็นอาชีพที่ 2 หารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัวอีกทางหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง มีสักกี่คนทำได้อย่างตั้งใจ เพราะเท่าที่ปรากฏ หลายคนคิด หลายคนพูด และหลายคนไม่ลงมือทำ แต่ขณะเดียวกัน…ก็มีบางคน พูด คิด และลงมือทำอย่างจริงจังตั้งใจ ตามปกติทั่วไป ช่วงสายๆ ของวันอาทิตย์ หลายคนคงยังงัวเงียอยู่บนที่นอน อยากพักผ่อนในวันหยุดให้เต็มที่ แต่คงไม่ใช่สำหรับ “สองสาวแบงก์” คนขยัน ซึ่งกำลังขมีขมันทำหน้าที่ตัวเองอยู่ใน “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม” ย่านบางบัวทอง กิจการงานเสริมของพวกเธอ คุณนัยนา ยังเกิด ที่ให้เรียกแบบกันเองว่า คุณจุ๊บ กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลการทำธุรกิจ ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มกันเอง เริ่มต้นว่า ปัจจุบันมีหน้าที่การงาน เป็นพนักงานประจำแผนกประชาสัมพันธ์ของธนาคารมีชื่อแห่งหนึ่ง ส่วน Mushroom Cottage Farm หรือ “กระท่อมเห็ด ฟาร์ม” ธุรกิจหัวข้อสนทนาครั้งนี้ เป็นอาชีพเสริมซึ่งลงทุนร่วมกับ คุณกุ๊ก-ปรียนันท์ แสงดี เพื
พิษเศรษฐกิจปี 2540 ส่งผลให้ คุณถวิล แสนสุข กลายเป็นคนมีหนี้หลักล้านบาท แต่แทนที่จะท้อถอย กลับลุกขึ้นมองหาโอกาส โดยใช้ภาวะกดดันเป็นแรงผลักฮึดสู้เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ จวบจนวันนี้เขากลายเป็นเจ้าของสินค้านวัตกรรมสุดเจ๋ง “หลอดไฟไล่ยุง” หลอดไฟที่สามารถให้ได้ทั้งแสงสว่างไปพร้อมกับการไล่ยุง และไม่ใช่คนเท่านั้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย แต่สัตว์เลี้ยงก็กลายเป็นอีกกลุ่มใหญ่ จนมียอดขายหลักพันหลอดต่อเดือน หนี้สินรุมเร้า ถึงคราวต้องสู้ แรกเริ่มเดิมที คุณถวิลเป็นครูอยู่ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง กระทั่ง 2 ปีผันตัวเองมาเป็นพนักงานจดแต้มโบว์ลิ่งรับเงินเดือน 400 บาท ในวัย 28 ปี ใช้เวลาอยู่ตรงนั้น 2 ปีก็เข้าทำงานประจำในร้านจำหน่ายและติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ประสบการณ์ช่างแอร์ 7 ปี แน่นพอจะสานต่อคำว่า “เถ้าแก่” โดยเลือกห้องค้าทำเลเหมาะ เช่าและเปิดร้านในชื่อ “ถวิลเซอร์วิสแอร์” รับดูแลติดตั้งเครื่องปรับอากาศอยู่ในจังหวัดขอนแก่นบ้านเกิดภรรยา ซึ่งธุรกิจดูท่าไปได้ดี กระทั่งมาถึงปี 2540 วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้หลายๆ ธุรกิจล้มพับ และหนึ่งในนั้นก็คือ ถวิลเซอร์วิสแอร์ ที่ต้องปิดตัวลง คุณถวิล กลายเป็นคนมีหนี้นับล้
เมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสเข้าร่วมงานในโครงการ ‘สืบสานงานเงิน’ ที่ ‘สยามเจมส์ กรุ๊ป’ จัดขึ้น ที่จังหวัดน่าน โดยงานในวันนั้นเป็นกิจกรรมรอบ Mini Matching ที่ทางสยามเจมส์จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเพื่อเซ็นสัญญาจำหน่ายสินค้า ส่วนผู้ประกอบการที่ยังไม่มีความพร้อมแต่สามารถพัฒนาได้จะให้เข้าร่วมโครงการกับสยามเจมส์ต่อไป ภายในงานมีผู้ประกอบการเครื่องเงินและช่างฝีมือเข้าร่วมทั้งหมด 19 ราย (จากทั่วประเทศ 33 ราย) แบ่งเป็นสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ 9 ราย และประเภทแฟชั่น 10 ราย สำหรับ ‘เครื่องเงิน’ ในประเทศไทยนั้น ช่างไทยเรามีฝีมือไม่แพ้ชาติใดในโลกโดยเฉพาะผู้ประกอบการจากภาคเหนือ ทั้งความละเอียดในเนื้องาน เนื้อเงินคุณภาพ ลวดลายที่ทันสมัย สร้างสรรค์ผ่านรูปแบบเครื่องประดับ ต่างหู กำไล สร้อยคอ ก็ดี หรือจะเป็นเครื่องใช้ตั้งโชว์นั้นสวยงามไม่แพ้กัน ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองส่งผลให้เครื่องเงินไทยนั้นส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก และมีมูลค่าการตลาดมากถึง 1,700 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว แน่นอนว่าภายในงาน มีร้านเครื่องเงินเก่าแก่และหน้าใหม่มาร่วมงานกันคึกคัก ต่างชูจุดเด่นของร้านอย่างไม่ยอมกัน เริ่
ตั้งแต่ต้นศักราชใหม่เป็นต้นมา พบข้อมูลวิเคราะห์จากบรรดา “กูรู” ทางเศรษฐกิจของไทย หลายต่อหลายท่าน ต่าง “ฟันธง” ไปในทางเดียวกันว่า ปี 2561 น่าจะเป็นปีที่ SMEs ไทย ต้องเพิ่มความระมัดระวัง และอาจถึงขั้น “อยู่ยาก” ด้วยภาพรวมของประเทศมีความผันผวนสูงมาก อันเกิดจากปัจจัยประกอบหลายด้าน อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ราคาพลังงานมีแนวโน้มขาขึ้น ปัจจัยเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ อัตราเงินเฟ้อที่ไม่แน่นอน มีความผันผวน ผนวกกับหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการ เป็นต้น และถึงแม้ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยหลายหน่วยงาน จะพยายามออกนโยบายและกลยุทธ์มากมาย โดยเฉพาะมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทย นั้น เป็น “ฟันเฟือง” ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านราย มีภาคแรงงานกระจายอยู่กว่า 11 ล้านคน และนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากแต่ความพยายามดังกล่าวนั้น หลายฝ่ายต่างลงความเห็น ยังไม่ทำให้สถานการณ์ของเหล่า SMEs ไทย ดีขึ้นมากนัก ดังเห็นได้จากตัวอย่างในหลายธุรกิจ ที่ต่
