Exclusive
การสร้างความแปลกใหม่ให้กับธุรกิจอาหารยังคงได้ผลดีเสมอ นอกจากกระแสตอบรับจะดีด้วยแล้ว ยอดขายยังเพิ่มขึ้นตามระเบียบ มีโอกาสไปเดินงานมหกรรมอาหาร หรือ Food Party 2017 มีบู๊ธอาหารชื่อดังมากมายมาออกร้านมีอยู่ร้านหนึ่ง เป็นจุดสังเกต เจ้าของร้านยืนรับลูกค้าด้วยตัวเองอยู่หลายชั่วโมงด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มชื่อ คุณเควิน หนุ่มสิงคโปร์ เจ้าของเมนูเด็ด ปีกไก่ยัดไส้ ไม่มีกระดูก เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ถือโอกาสดึงตัวมาพูดคุย ได้ความว่า ปีกไก่ยัดไส้ เป็นสูตรที่ตนนำมาจากประเทศสิงคโปร์ “ตอนเด็กคุณยายทำให้ผมกิน ไปๆ มาๆ เมืองไทยอยู่หลายปี จนมามีครอบครัวแต่งงานอยู่ที่ไทย เห็นเมืองไทยยังไม่มีอาหารชนิดนี้ จึงลองทำขายดู เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา” ปรากฏได้รับกระแสดีเกินขาด ลูกค้าให้ความสนใจ เพราะไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน และด้วยจุดเด่นของเมนูนี้ คือไม่มีกระดูก ใช้ปีกไก่ไซซ์ใหญ่คุณภาพที่คัดสรรมาเอง ข้างในยัดไส้ต่างๆ ดังนี้ ไส้ข้าวอบ ข้าวอบสูตรคุณป้าปรุงพิเศษ ผสมกุนเชียงหมู, ข้าวโพด, เห็ดหอม และแคร์รอต พร้อมกลิ่นหอมๆ จากเนย ไส้บ๊ะจ่าง ข้าวเหนียวปรุงสูตรบ๊ะจ่างแบบฉบับไรซ์วิงส์ ผสมเห็ดหอม, กุ้งแห้ง และไข่แดง นึ่งจนห
กรุงพนมเปญ นับเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศกัมพูชา โดยตั้งปี พ.ศ.2535 เป็นต้นหลังจาที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรี ยินดีต้อนรับการลงทุนจากทุกขนาดจากนานาชาติ ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ มีอัตราการเติบโตมากขึ้นตามลำดับ กระทั่งเป็นศูนย์รวมของโรงแรม ภัตตาคาร บาร์ และสิ่งก่อสร้างมากมาย เมื่อไม่นานมานี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้เยี่ยมชมย่านการค้าสำคัญในกรุงพนมเปญ โดยเริ่มจาก Night Market ซึ่งอยู่ติดกับถนนเลียบแม่น้ำ ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวตะวันตก ฟู้ดคอร์ท ขแมร์ไสตล์ บรรยากาศความน่าสนใจของ “ตลาดถนนคนเดิน ขแมร์ สไตล์” นี้ ถ้าเทียบกับบ้านเรา คงต้องบอกตรงๆว่ายังห่างไกลกันอยู่มาก เพราะเท่าที่สำรวจด้วยสายตาจากสินค้าที่วางขาย แทบหาไม่เห็นว่าจะมีสินค้าเชิงไอเดียสร้างสรรค์ หรืองานทำมือของคนในท้องถิ่น ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้าสำเร็จรูป ชุดชั้นใน รองเท้ามือสอง ขณะที่ ของที่ระลึก อย่าง พวงกุญแจ ดอกไม้แห้ง ฯลฯ เข้าใจว่าน่าจะนำเข้าจากไทยหรือไม่ก็เวียดนาม เป็นหลัก วันรุ่งขึ้น มีโอกาสแวะที่ ตลาด Central Market หรือตลาดนัดแหล่งใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงพนมเ
จากกรณีที่เว็บไซต์เดลิชดอตคอม ออกมาระบุชื่อร้านอาหารร้านโปรดของ น.ส.เมแกน มาร์เคิล ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะพระคู่หมั้นของเจ้าชายแฮร์รี่ รัชทายาทอันดับ 5 ของราชวงศ์อังกฤษ โดยมาร์เคิลได้ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2559 ระหว่างโปรโมตเว็บไซต์เดอะทิก ว่า เธอปลื้มร้านอาหาร “โชติจิตร” ในกรุงเทพฯ มาก แม้ร้านดังกล่าวมีเพียง 6 โต๊ะ ไม่ได้มีดาวรับรองจากมิชลิน ไม่ได้หรูหราอะไร แต่รสชาติของอาหารไทยที่ปรุงออกมาจากร้านแห่งนี้ ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมองใหม่ที่มีต่ออาหารไทยไปเลยนั้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้รับคำบอกเล่า ความเป็นมาของร้านดังกล่าว จาก คุณกระช้อยชุลี กิมังค์สวัสดิ์ หรือ คุณติ๋ม ที่รับช่วงกิจการเข้ามาดูแลร้านโชติจิตรได้ราว 20 ปีแล้ว โดยถือเป็นทายาทรุ่นหลาน เพราะเดิมทีร้านแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย คุณตาโชติ เหล็งสุวรรณ ข้าราชการทหาร ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพร ซึ่งต่อมาได้เปิดร้านจำหน่ายเหล้ายา จนมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเนืองแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนพ้องที่ต่างแวะเข้ามาเยี่ยมเยือนไม่ขาด “คุณตามีความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณ ท่านจึงปรุงเหล้ายาแก้อาการต่างๆ อย่าง แก้กษัย ปวดเมื่อย ซึ่ง
คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารปิ้งย่างชื่อดังของไทย “บาร์บีคิวพลาซ่า” ประกาศถึงอีกก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ 30 ปี ของฟู้ดแพชชั่น กับการเปิดร้านบาร์บีคิวพลาซ่าในรูปแบบ “สแตนด์อโลน” (Stand alone) ครั้งแรกในประเทศกัมพูชา โดยร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้รับสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าในพื้นที่ อย่าง Express Food Group (EFG) ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ข้อ คือ Win-Win Strategy ที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย Partnership Relations คือ สร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรแบบยั่งยืนบนพื้นฐานแห่งความเชื่อใจ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยความคล่องตัวและราบรื่น และ Effective Support คือ สร้างระบบให้การสนับสนุนจากส่วนกลางที่ทำให้การดำเนินงานต่างๆ ในพื้นที่ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน คล่องตัว และทันท่วงที ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันแบ่งปันความรู้ที่แต่ละฝ่ายมีความเชี่ยวชาญ พัฒนาให้เกิดโมเดลบาร์บีคิวพลาซ่า สแตนด์อโลน ขึ้นในครั้งนี้ “รูปแบบของ บาร์บีคิวพลาซ่า สแตนด์อโลน ในประเทศกัมพูช
“ประยุทธ มหากิจศิริ” ที่ทุกคนรู้จักกันดีในนาม “เจ้าพ่อเนสกาแฟ” มหาเศรษฐี อันดับ 18 ของเมืองไทย ปี 2015 จัดโดย Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 4.56 หมื่นล้านบาท และยังมีธุรกิจอีกมากในอาณาจักรตระกูลมหากิจศิริ ในนาม “บริษัทพีเอ็ม กรุ๊ป” ที่เจ้าสัวได้ปลุกปั้นขึ้นมากับมือ มีทั้งธุรกิจผลิตเหล็ก สนามกอล์ฟ อุตสาหกรรมพลังงาน มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาท จากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 70 กะรัต วันนี้อาจจะเป็นเวลาที่ความรู้ต่างๆ ได้ตกผลึก และพร้อมถ่ายทอดแบ่งปันสู่คนรุ่นใหม่ และสังคม เมื่อ 2 ปีก่อน เจ้าสัวประยุทธ เคยลุกขึ้นมาจับปากกาเขียนหนังสือ “ลองดู ประยุทธ มหากิจศิริ” จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อต้นปี 2558 จนมาถึงตอนนี้มียอดพิมพ์กว่า 1.5 แสนกว่าเล่มแล้ว เพื่อบันทึกประวัติชีวิต 5 รุ่น “มหากิจศิริ” พร้อมแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ มาแชร์ให้คุณลองนำไปประยุกต์ใช้ โดยจัดพิมพ์แจกจ่ายให้ตามห้องสมุดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ใครที่พลาด หรือยังไม่ได้อ่าน เจ้าสัวประยุทธ ก็ขอถือโอกาสนี้ ลุกขึ้นมาเปิดคอมพ์ ขยับเมาส์ โพสต์สเตตัส เปิดเพจ “Let’s Try S
ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ย่านราชพฤกษ์ รองรับลูกค้าโซนอินดอร์-เอาต์ดอร์ ได้กว่า 500 ที่นั่ง และกำลังเป็นที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางทั้งโลกออนไลน์-ออฟไลน์ อาจเพราะมีการตกแต่งร้านได้แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ทำให้กลายเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมามีลูกค้ามารอใช้บริการตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด โดยเฉพาะช่วงศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ข่าวว่า มีผู้คนมารอเข้าคิวเป็นร้อย บางรายยินดีรอใช้บริการนานกว่าสองชั่วโมงกันมาแล้ว Villa De Bear (วิลล่า เดอ แบร์) ร้านอาหารสไตล์ยุโรป คือ กิจการที่เกริ่นถึง มี คุณต้อม – ศิวะกร จูงพล ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง วัยสามสิบกว่า เป็นหุ้นส่วนใหญ่และเจ้าของแนวคิดตั้งต้น แนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยทำงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซน์ในบริษัทแห่งหนึ่งนาน 5 ปี ควบคู่ไปกับการรับงานฟรีแลนซ์และเปิดบริษัทให้บริการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ เป็นที่ปรึกษาด้าน Online Marketing ก่อนผันตัวเองไปเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น ก่อนหน้านี้เคยร่วมลงทุนในสถานบันเทิง ร้านอาหารปิ้งย่างในห้างสรรพสินค้า ซึ
“เม้ง” คือชื่อเรียกขาน ต้นตำรับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเก่าแก่ประจำถิ่นเมืองเพชรบุรี กระทั่งเมื่อเกือบปีก่อนหน้านี้ ลูกหลานรุ่น 3 ได้เข้ามาบริหาร มีการปรับปรุงโฉมทั้งหน้าร้านและการบริการ ใช้ชื่อใหม่รวมทั้งใส่สโลแกนให้จดจำกันง่ายขึ้นว่า “เจ๊กเม้ง”………หน้าไม่งอ รอไม่นาน จากนั้นจึงนำ “ร้านก๋วยเตี๋ยว” ในแบบของคนรุ่นใหม่ มาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้เครื่องมือสื่อสารประเภท “โซเชียลมีเดีย” ทุกรูปแบบ ทุกวันนี้ “เจ๊กเม้ง” กลายเป็นแหล่ง “Don’t Miss” สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ ไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่ายของวันทำงาน หลังลูกค้าบางตา คุณไอซ์-ธีรศานต์ สหัสพาสน์ ผู้บริหาร “เจ๊กเม้ง” ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังแห่งเมืองเพชร สละเวลามานั่งพูดคุยกัน ด้วยบุคลิกอ่อนน้อม เริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามสั้นๆ ภายในไม่กี่ปี อะไรทำให้ “เจ๊กเม้ง” มีชื่อเสียงขนาดนี้ คุณไอซ์ ยิ้มกว้าง ก่อนตอบแบบถ่อมตัว อาจเพราะเขาเริ่มต้นด้วยการพยายามสร้างการรับรู้ในหมู่นักท่องเที่ยว ผ่านทาง โซเชียลมีเดีย ที่ว่า “มาเพชรบุรี ต้องมากินเจ๊กเม้ง” เหมือนกับมาเพชรบุรีแล้ว ต
ที่ ต.น้ำเชี่ยว อ.แหลมงอบ จ.ตราด นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ผสานวิถีชีวิต สอดแทรกวัฒนธรรม สองศาสนา สามวัฒนธรรม ระหว่าง ไทย มุสลิม และ จีน นอกจากนั้นหมู่บ้านน้ำเชี่ยวแห่งนี้ ยังได้รับเลือกให้เป็น “หมู่บ้าน OVC” (OTOP Village Champion) รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดีเด่นจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์เด่นของที่นี่ คือ “ข้าวเกรียบยาหน้า” สำหรับที่มาของเมนูข้าวเกรียบยาหน้า ตัวแทนชุมชน บอกว่า ในสมัยโบราณ ชาวมุสลิม ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านน้ำเชี่ยว ได้นำวัฒนธรรมการกินเข้ามาด้วย นั่นคือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ประกอบกับที่บ้านน้ำเชี่ยวนั้นมีมะพร้าว มีกุ้งเยอะ เลยทดลองนำมาดัดแปลงทำเป็นขนม โดยมีส่วนผสมของ น้ำตาลอ้อย มะพร้าว กุ้ง และแผ่นแป้ง ส่วนประกอบหลัก มี แผ่นแป้ง และ ไส้ “แผ่นแป้ง” มีส่วนผสมของ แป้งข้าวเจ้า และแป้งมัน ผสมกันตามอัตราส่วน จากนั้นนำไปตากแดด ก่อนรับประทานให้ย่างบนเตาถ่านจนแผ่นแป้งสุก ส่วนผสมของไส้ มี กุ้ง มะพร้าวขูด แคร์รอต พริกไทย รากผักชี เกลือ ตำเข้ากันให้ละเอียด ขั้นตอนการทำ 1. นำน้ำตาลปี๊บ ที่ผ่านการเคี่ยวแล้ว ลักษณะคล้ายคาราเมล ทาบนแผ่นข้าวเกรียบที่ย่างสุก
หมูทอดธรรมดาๆ ก็กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ ตัวอย่างมีให้เห็นไม่มาก ร้านหมูทอดเฮียวงศ์ ชื่อร้านง่ายๆ ตั้งตามชื่อคนขาย ถูกขนานนามว่าเป็นหมูทอดแมสเซนเจอร์ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหนุ่มแมสเซนเจอร์แทบจะทั้งหมด เปิดขายมาร่วม 10 ปี เฮียวงศ์ อายุ 40 ปี หนุ่มต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังหนุ่ม จนวันนี้กลายเป็นเจ้าของร้านหมูทอดสูตรเด็ดมื้อเที่ยงขวัญใจแมสเซนเจอร์ เฮียวงศ์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำอาชีพเซลส์ เป็นอาชีพที่ดีแต่ใช่ว่าเป็นเซลส์จะขายของได้ตลอดเวลา เงินเดือนน้อยต่างจากค่าครองชีพที่สูงลิ่ว อดถึงขนาดที่ต้องเดินวนชิมของตามห้างอิ่มท้องแล้วไปต่อ หรือไม่ก็ซื้ออาหารลดราคาในห้างราคา 10 บาท ซื้อข้าวสวยจากข้างทางประทังชีวิต “คิดว่าออกมาหาอะไรทำดีกว่า ที่พอจะเป็นอาชีพให้กับเราได้ ตอนนั้นคิดแค่นี้ ลองทำดูจะยังไงก็ช่าง เลือกขายอาหารเพราะยังไงขายอาหารไม่มีทางอดตายอยู่แล้ว” เฮียวงศ์ เล่าต่อ เมื่อคิดได้ หยิบยืมเงินจากเพื่อนมาเปิดร้านขายหมูเล็กๆ เป็นห้องสังกะสีให้เช่า 2 ห้อง จ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละประมาณ 5,000 บาท ห้องแรกเอาไว้ทอดหมู รับออร์เดอร์ ส่วนอีกห้อง มีเก้าอี้ 1 ตัวให้นั่งกินกันแบ
ได้คำแนะนำจากคนในพื้นที่มาว่า ถ้าอยากชิมผัดไทยรสชาติกลมกล่อม แบบไม่ต้องปรุง ให้ไปลองที่ “แดง ผัดไทย” ร้านดังแห่งท่าฉลอม ที่เปิดขายมานาน 40 ปี และมีลูกค้าอุดหนุนอบอุ่นทุกวัน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จึงขอ “ตามรอยร้านอร่อย” ด้วยการขี่จักรยานยนต์ลงเรือข้ามฟากจากฝั่งมหาชัย จ่ายเงินไป 9 บาท แบ่งเป็นค่ามอเตอร์ไซค์ 6 บาท ผ่านได้สองคน ส่วนคนที่สามคิดหัวละ 3 บาท ลงเรือแล้วไม่ต้องรอนาน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ที่ใบหน้าได้มีโอกาสปะทะลมทะเล เรือก็เข้าเทียบท่าทิ่เรือ “ท่าฉลอม” ย่านการค้าสำคัญในอดีตของจังหวัดสมุทรสาคร เดินตรงออกมาจากท่าเรือ ข้ามถนนเส้นเล็กๆที่ตัดขวางชื่อว่าถนน “ถวาย” เข้าถนนสุทธิวาตวิถี ไปไม่ไกลเท่าไหร่ มองทางขวามือเห็นอาคารร้านค้าเรียงราย สังเกตไม่ยาก เพราะจะเห็นป้ายใหญ่ ตัวหนังสือสีแดง แปะไว้หน้าร้านแห่งหนึ่ง ว่า “แดง ผัดไทย” ใช่เลยที่ตามหา ป้าแดง คนดังแห่งท่าฉลอม ป้าแดง เจ้าของกิจการ ในวัย 70 ปี แม้จะมีผ้ายืดพันไว้บริเวณข้อศอกของทั้งสองแขน แต่สังเกตด้วยตาแล้วเห็นว่ายังมีเรี่ยวแรงกระฉับกระเฉง กำลังง่วนอยู่หน้าเตากับหน้าที่หลักในการปรุงเมนูประจำร้าน เลยหันไปชวน “คุณน้าผู้ช่วย” ว
