Exclusive
ไม่ต้องเรียนจบสูงก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นนายตัวเองได้ หากมีไอเดีย และลงมือทำ เหมือนกับ คุณเก่ง-อารีรัตน์ ราโพธิ์ วัยเพียง 23 ปี สาวสิงห์บุรี เจ้าของร้าน ถั่วปั่น 5 สี ธุรกิจเล็กๆ แต่สร้างรายได้ได้จริง เธอเล่าว่า เรียนจบเพียงชั้น ม.3 ทำงานมาหลากหลายอาชีพ จนรู้สึกว่าอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง จึงหันมาค้าขายปรับเปลี่ยนจนเป็นร้านถั่วปั่น 5 สี ขายมานานร่วม 2 ปี “ตอนแรกทำน้ำถั่วปั่นกินเองอยู่เป็นประจำ อีกอย่างมีแฟรนไชส์น้ำถั่วปั่นค่อนข้างเยอะ แต่เราไม่ได้ซื้อมา เห็นว่าน่าสนใจและดีต่อสุขภาพ ลองมาทำกินเอง หาสูตรจนลงตัวแล้วยึดเป็นอาชีพ” เจาะกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ แก้วละ 30 บาท รายได้ต่อวันประมาณ 3-4 พันบาท ตื่นแต่เช้าเตรียมวัตถุดิบออกขายราว 6 โมงเช้า จนถึงบ่ายโมงโดยประมาณ ใช้ถั่วซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก 5 ชนิด วันละ 5 กิโลกรัม นำไปนึ่ง 8 ชั่วโมง โดยถั่วแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณ ดังนี้ ถั่วเหลือง – ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูก และบำรุงระบบประสาทในสมอง ถั่วแดง – ช่วยขับปัสสาวะ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ลมพิษ บรรเทาอาการปวดข้อและบวม ถั่วดำ – มีสารช่วยบรรเทาอาการปวดลำไส้เล็ก บำรุงโลหิต ถั่วเขียว – แ
คุณแนน – วัชราภรณ์ คล้ายเนียม เจ้าของ “รถนิยม CAR BAR MILK” กิจการขายอาหาร-เครื่องดื่มประเภทนมชง ขนมปังปิ้ง สเต๊ก และ อาหารไทยจานหลักหลากหลาย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากลูกค้าในเมืองมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ทุกเพศ-วัย กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เธอเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว ปัจจุบันอายุ 34 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ก่อนหน้านี้ทำงานประจำอยู่ฝ่ายการตลาดของหมู่บ้านจัดสรร ส่วนแฟนหนุ่มซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ คือ คุณต้อม –อนุรักษ์ สุดดี ทำงานในตำแหน่งเป็นวิศวฯไฟฟ้าประจำห้องเย็นแห่งหนึ่งในมหาชัยนี้เอง ทำงานกันมาได้พักใหญ่ เธอเกิดความคิดอยากให้แฟนหนุ่มออกจากงานประจำมาหาอะไรทำที่ได้เงินมากกว่าเดือนละหมื่นกว่าบาท เพราะแม้จะทำโอทีหนักหน่วงแค่ไหน ก็ได้ค่าตอบแทนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาท คุณแนน เจ้าของกิจการ “ตอนนั้นที่กรุงเทพฯกำลังฮิตรถโฟล์กตู้ มาแต่งแล้วเปิดเป็นร้านขายนมปั่น-ขนมปังปิ้ง เลยตัดสินให้แฟนลาออกมาทำรถนม บ้างดีกว่า แต่เราไม่มีรถโฟล์กตู้ มีแต่รถกระบะเก่าคันหนึ่ง ซื้อมาสะสมไว้นานแล้ว เลยคิดนำมาดัดแปลงเป็นหน้าร้านหาเงินดีกว่า” คุณแนน
ในอดีต ชาวประมงในหมู่บ้านคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใช้อวนตาถี่จับสัตว์น้ำ แบบเน้นเอาปริมาณ ซึ่งอวนตาถี่ดังกล่าวนั้น นับเป็นเครื่องมือประมงแบบทำลายล้างที่กวาดจับสัตว์น้ำแทบทุกชนิด โดยเฉพาะลูกปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ปลาทู ปลาอินทรี จนทรัพยากรทางทะเลหน้าหมู่บ้านคั่นกระไดเสื่อมโทรมลงไปมาก ส่งผลให้ ชาวประมงหมู่บ้านคั่นกระได ต้องออกเรือไปไกลมากขึ้น เพื่อจับปลาจากหมู่บ้านอื่นๆ จนทำให้ทรัพยากรทางทะเลร่อยหรอไปทีละหมู่บ้าน กระทั่งได้รับสมญานามจากหมู่บ้านที่ไปเยือนว่า “กองปราบปลา” เนื่องจากหาปลาแบบล้างผลาญไปจนถึงเขตจังหวัดชุมพร แต่แล้วเมื่อเจ้าของพื้นที่ยื่นคำขาดให้ออกไปจากเขตแดนของพวกเขาภายใน 24 ชั่วโมง ชาวประมงจากหมู่บ้านคั่นกระได จึงต้องล่าถอยกลับคืนถิ่นของตัวที่ท้องทะเลมีแต่ความเสื่อมโทรมอย่างหนัก จนชาวประมงหลายรายต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพรับจ้างก่อสร้าง กระทั่งปี 2551 ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมรักษ์ทะเลไทย ชาวประมงบ้านคั่นกระได ได้รวมกลุ่มกันเพื่อฟื้นฟูความอุดสมสมบูรณ์ของทะเลหน้าบ้านให้กลับคืนมา เริ่มจากการเลิกใช้อวนตาถี่ สร้างซั้งกอเพื่อเป็นบ้านให้เกิดกับสัตว์น้ำวัยอ่อน ทำธนาคารปู ห้ามเรื
“บิ๊กเต้ช็อป” เป็นร้านโชห่วยอยู่ย่านรังสิต ซึ่งว่ากันว่าเป็นความหวังใหม่ของวงการร้านค้าปลีก เป็นโชห่วยรุ่นใหม่ขวัญใจวัยโจ๋ทั้งหลายในละแวกนั้น ด้วยเหตุผลบริหารร้านได้ “เข้ากั๊น เข้ากัน” กับความต้องการของโลกยุคนี้…เสียนี่กระไร Big Te Shop (บิ๊กเต้ช็อป) มินิมาร์ตรุ่นใหม่ ใส่ใจทุกความต้องการของนักศึกษา คือ ชื่อและสโลแกนประจำตัว ของร้านโชห่วยที่เกริ่นถึง มี คุณเต้-ศตวัสส์ ฝ่ายรีย์ หนุ่มหน้าใส บุคลิกกันเอง เป็นเจ้าของกิจการ “เรื่องซื้อแฟรนไชส์มาเปิดไม่อยู่ในหัวเลย อยากทำเองมากกว่า เพราะเชื่อมั่นในไอเดียว่าทำได้” เจ้าของร้านต้นเรื่อง “บิ๊กเต้ช็อป” เริ่มต้นอย่างนั้น ก่อนย้อนความเป็นมา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เคยผ่านงานด้านโทรทัศน์มาหนึ่งปี ก่อนย้ายมาเป็นพนักงานในสถาบันการศึกษาที่จบเป็นบัณฑิตออกมา กระทั่งก่อนแต่งงาน ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวด้วยการเปิดร้านโชห่วยตามคำแนะนำจากคุณแม่ยาย เนื่องจากมีทำเลน่าลงทุน อยู่ใต้ถุนหอพัก ฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และด้วยความที่มีใจรักด้านการค้าขายมาตั้งแต่เด็กเป็นทุนอยู่แล้ว จึงใส่ใจเต็ม
พระครูปลัดมงคล เจ้าอาวาส วัดมหาโพธิ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางวัดมหาโพธิ ได้เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการสอนงาน “แกะสลักพระไม้” ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่สนใจ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้การดำเนินงานของชุมชน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำหรับความเป็นมาของการถ่ายทอดวิชา “แกะสลักพระไม้” จุดเริ่มมาจากที่ว่า พระพุทธรูปเก่าแก่ของวัดมหาโพธินั้น ทำจากไม้ และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีบุคคลหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการและผู้นำในชุมชน มาร่วมกันทำ “โครงการแกะสลักพระไม้คืนให้เมืองน่าน” จากนั้นได้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยมาเข้าร่วมโครงการ ด้วยการมาช่วยกัน “แกะสลักพระ” จากเศษไม้เหลือใช้ เหลือทิ้งตามป่าข้างทาง ซึ่งนับเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” ให้กับ “ของไม่มีค่า” ได้ทางหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดมหาโพธิ กล่าวต่อว่า หลังจากที่มีประชาชนมาเรียนรู้การแกะสลักพระไม้กันมากหน้าหลายตาแล้ว บ้างก็นำพระไม้ที่แกะออกมาได้นั้นถวายวัด เพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาสมากราบไหว้ ตามความเชื่อที่ว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลอีกทางหนึ่ง และเมื่อมีคนทำและ
การสร้างความแปลกใหม่ให้กับธุรกิจอาหารยังคงได้ผลดีเสมอ นอกจากกระแสตอบรับจะดีด้วยแล้ว ยอดขายยังเพิ่มขึ้นตามระเบียบ มีโอกาสไปเดินงานมหกรรมอาหาร หรือ Food Party 2017 มีบู๊ธอาหารชื่อดังมากมายมาออกร้านมีอยู่ร้านหนึ่ง เป็นจุดสังเกต เจ้าของร้านยืนรับลูกค้าด้วยตัวเองอยู่หลายชั่วโมงด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มชื่อ คุณเควิน หนุ่มสิงคโปร์ เจ้าของเมนูเด็ด ปีกไก่ยัดไส้ ไม่มีกระดูก เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ถือโอกาสดึงตัวมาพูดคุย ได้ความว่า ปีกไก่ยัดไส้ เป็นสูตรที่ตนนำมาจากประเทศสิงคโปร์ “ตอนเด็กคุณยายทำให้ผมกิน ไปๆ มาๆ เมืองไทยอยู่หลายปี จนมามีครอบครัวแต่งงานอยู่ที่ไทย เห็นเมืองไทยยังไม่มีอาหารชนิดนี้ จึงลองทำขายดู เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา” ปรากฏได้รับกระแสดีเกินขาด ลูกค้าให้ความสนใจ เพราะไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน และด้วยจุดเด่นของเมนูนี้ คือไม่มีกระดูก ใช้ปีกไก่ไซซ์ใหญ่คุณภาพที่คัดสรรมาเอง ข้างในยัดไส้ต่างๆ ดังนี้ ไส้ข้าวอบ ข้าวอบสูตรคุณป้าปรุงพิเศษ ผสมกุนเชียงหมู, ข้าวโพด, เห็ดหอม และแคร์รอต พร้อมกลิ่นหอมๆ จากเนย ไส้บ๊ะจ่าง ข้าวเหนียวปรุงสูตรบ๊ะจ่างแบบฉบับไรซ์วิงส์ ผสมเห็ดหอม, กุ้งแห้ง และไข่แดง นึ่งจนห
กรุงพนมเปญ นับเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศกัมพูชา โดยตั้งปี พ.ศ.2535 เป็นต้นหลังจาที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรี ยินดีต้อนรับการลงทุนจากทุกขนาดจากนานาชาติ ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ มีอัตราการเติบโตมากขึ้นตามลำดับ กระทั่งเป็นศูนย์รวมของโรงแรม ภัตตาคาร บาร์ และสิ่งก่อสร้างมากมาย เมื่อไม่นานมานี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้เยี่ยมชมย่านการค้าสำคัญในกรุงพนมเปญ โดยเริ่มจาก Night Market ซึ่งอยู่ติดกับถนนเลียบแม่น้ำ ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวตะวันตก ฟู้ดคอร์ท ขแมร์ไสตล์ บรรยากาศความน่าสนใจของ “ตลาดถนนคนเดิน ขแมร์ สไตล์” นี้ ถ้าเทียบกับบ้านเรา คงต้องบอกตรงๆว่ายังห่างไกลกันอยู่มาก เพราะเท่าที่สำรวจด้วยสายตาจากสินค้าที่วางขาย แทบหาไม่เห็นว่าจะมีสินค้าเชิงไอเดียสร้างสรรค์ หรืองานทำมือของคนในท้องถิ่น ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้าสำเร็จรูป ชุดชั้นใน รองเท้ามือสอง ขณะที่ ของที่ระลึก อย่าง พวงกุญแจ ดอกไม้แห้ง ฯลฯ เข้าใจว่าน่าจะนำเข้าจากไทยหรือไม่ก็เวียดนาม เป็นหลัก วันรุ่งขึ้น มีโอกาสแวะที่ ตลาด Central Market หรือตลาดนัดแหล่งใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงพนมเ
จากกรณีที่เว็บไซต์เดลิชดอตคอม ออกมาระบุชื่อร้านอาหารร้านโปรดของ น.ส.เมแกน มาร์เคิล ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะพระคู่หมั้นของเจ้าชายแฮร์รี่ รัชทายาทอันดับ 5 ของราชวงศ์อังกฤษ โดยมาร์เคิลได้ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2559 ระหว่างโปรโมตเว็บไซต์เดอะทิก ว่า เธอปลื้มร้านอาหาร “โชติจิตร” ในกรุงเทพฯ มาก แม้ร้านดังกล่าวมีเพียง 6 โต๊ะ ไม่ได้มีดาวรับรองจากมิชลิน ไม่ได้หรูหราอะไร แต่รสชาติของอาหารไทยที่ปรุงออกมาจากร้านแห่งนี้ ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมองใหม่ที่มีต่ออาหารไทยไปเลยนั้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้รับคำบอกเล่า ความเป็นมาของร้านดังกล่าว จาก คุณกระช้อยชุลี กิมังค์สวัสดิ์ หรือ คุณติ๋ม ที่รับช่วงกิจการเข้ามาดูแลร้านโชติจิตรได้ราว 20 ปีแล้ว โดยถือเป็นทายาทรุ่นหลาน เพราะเดิมทีร้านแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย คุณตาโชติ เหล็งสุวรรณ ข้าราชการทหาร ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพร ซึ่งต่อมาได้เปิดร้านจำหน่ายเหล้ายา จนมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเนืองแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนพ้องที่ต่างแวะเข้ามาเยี่ยมเยือนไม่ขาด “คุณตามีความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณ ท่านจึงปรุงเหล้ายาแก้อาการต่างๆ อย่าง แก้กษัย ปวดเมื่อย ซึ่ง
คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารปิ้งย่างชื่อดังของไทย “บาร์บีคิวพลาซ่า” ประกาศถึงอีกก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ 30 ปี ของฟู้ดแพชชั่น กับการเปิดร้านบาร์บีคิวพลาซ่าในรูปแบบ “สแตนด์อโลน” (Stand alone) ครั้งแรกในประเทศกัมพูชา โดยร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้รับสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าในพื้นที่ อย่าง Express Food Group (EFG) ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ข้อ คือ Win-Win Strategy ที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย Partnership Relations คือ สร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรแบบยั่งยืนบนพื้นฐานแห่งความเชื่อใจ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยความคล่องตัวและราบรื่น และ Effective Support คือ สร้างระบบให้การสนับสนุนจากส่วนกลางที่ทำให้การดำเนินงานต่างๆ ในพื้นที่ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน คล่องตัว และทันท่วงที ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันแบ่งปันความรู้ที่แต่ละฝ่ายมีความเชี่ยวชาญ พัฒนาให้เกิดโมเดลบาร์บีคิวพลาซ่า สแตนด์อโลน ขึ้นในครั้งนี้ “รูปแบบของ บาร์บีคิวพลาซ่า สแตนด์อโลน ในประเทศกัมพูช
“ประยุทธ มหากิจศิริ” ที่ทุกคนรู้จักกันดีในนาม “เจ้าพ่อเนสกาแฟ” มหาเศรษฐี อันดับ 18 ของเมืองไทย ปี 2015 จัดโดย Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 4.56 หมื่นล้านบาท และยังมีธุรกิจอีกมากในอาณาจักรตระกูลมหากิจศิริ ในนาม “บริษัทพีเอ็ม กรุ๊ป” ที่เจ้าสัวได้ปลุกปั้นขึ้นมากับมือ มีทั้งธุรกิจผลิตเหล็ก สนามกอล์ฟ อุตสาหกรรมพลังงาน มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาท จากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 70 กะรัต วันนี้อาจจะเป็นเวลาที่ความรู้ต่างๆ ได้ตกผลึก และพร้อมถ่ายทอดแบ่งปันสู่คนรุ่นใหม่ และสังคม เมื่อ 2 ปีก่อน เจ้าสัวประยุทธ เคยลุกขึ้นมาจับปากกาเขียนหนังสือ “ลองดู ประยุทธ มหากิจศิริ” จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อต้นปี 2558 จนมาถึงตอนนี้มียอดพิมพ์กว่า 1.5 แสนกว่าเล่มแล้ว เพื่อบันทึกประวัติชีวิต 5 รุ่น “มหากิจศิริ” พร้อมแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ มาแชร์ให้คุณลองนำไปประยุกต์ใช้ โดยจัดพิมพ์แจกจ่ายให้ตามห้องสมุดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ใครที่พลาด หรือยังไม่ได้อ่าน เจ้าสัวประยุทธ ก็ขอถือโอกาสนี้ ลุกขึ้นมาเปิดคอมพ์ ขยับเมาส์ โพสต์สเตตัส เปิดเพจ “Let’s Try S
