Exclusive
เดี๋ยวนี้โลกแฟชั่นไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าสำหรับสาวๆ หุ่นพิมพ์นิยมยึดครองตลาดเท่านั้น เพราะบรรดาสาวหุ่นอวบ หรือสาวพลัสไซซ์ ลุกขึ้นมาทวงพื้นที่ของพวกเธอ แบรนด์แฟชั่นใหญ่น้อยเลยต้องหันมาเอาใจสาวพลัสไซซ์มากขึ้น จากเดิมที่ปล่อยให้พวกเธอเสาะหาเสื้อผ้าใส่กันตามมีตามเกิด บางร้านแทบจะไม่มีชุดสำหรับสาวไซซ์ L ด้วยซ้ำ ไม่ต้องคิดถึงสาวตุ้ยนุ้ยน้ำหนักเกินมาตรฐานที่ต้องใส่ไซซ์ XL ขึ้นไป ปัญหาเรื่องเสื้อผ้าของสาวอวบอ้วนได้รับการแก้ไข ทำให้พวกเธอมีทางเลือกมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องทนกับเสื้อผ้าหลวมๆ โคร่งๆ พอให้มีใส่ไปวันๆ แถมยังมีการออกแบบเป็นพิเศษโดยคำนึงถึงสรีระของสาวพลัสไซซ์ เพื่อให้สวมใส่แล้วดูดีมีสไตล์ ทันสมัย เข้ากับกระแสแฟชั่น แต่ปัญหาเดียวกันที่เกิดกับผู้ชายร่างใหญ่กลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก อาจเป็นเพราะหนุ่มๆ เหล่านี้ถูกมองว่าสวมใส่อะไรก็ได้ แค่เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต กางเกงขนาดใหญ่ๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ทั้งๆ ที่หนุ่มพลัสไซซ์จำนวนมากไม่ได้ต้องการแบบนั้น เพราะเสื้อผ้าขนาดใหญ่ๆ มักจะทำให้ใส่แล้วยิ่งดูอ้วนเทอะทะ ความยาวก็เกินพอดี แถมมีแต่แบบพื้นๆ ไม่ตอบโจทย์กระแสแฟชั่นอีกด้วย สำนักข่าวเอพี ระบุว่า ปัจจุบัน บ
เทศกาลงานอีเว้นต์เรื่องอาหาร ตามห้างหรือศูนย์แสดงสินค้าทั้งหลาย ย่อมมีผู้ประกอบการมากมายต่างขนผลงานของตัวเอง มาอวดโฉมเพื่อเรียกความสนใจจากผู้ซื้อให้มากที่สุด หลายวันก่อน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปสะดุดเข้ากับ บู๊ธเล็กๆ ที่เรียกตัวเองว่า “สวยกินได้” ที่มองการจัดหน้าร้านนั้น แม้จะดูเรียบง่าย แต่มีสีสันฉูดฉาดไม่เบา เดินเข้าไปดูใกล้ๆจึงรู้ว่าเป็นดอกไม้สดนานาชนิด ถูกนำมาใส่ไว้ในโหลแก้ว พร้อมจัดเรียงไว้อย่างสวยงาม สอบถาม คุณลูกโป่ง เจ้าของบู๊ธ “สวยกินได้” รายนี้ บอก สินค้าที่เธอทำนำมาแสดงในงานครั้งนี้ มีชื่อว่า “บุษบาห่มผ้า” เป็นอาหารว่างรูปร่างสวยงาม แปลกตา ทำมาจากแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะห่อไส้เห็ดรวนปรุงรส ผักสด และกลีบดอกไม้นานาชนิด “ดอกไม้ที่นำมาทำนี้ ต้องแน่ใจว่าไม่ได้ฉีดยา ซึ่งของเราปลูกเองจึงมั่นใจได้ ส่วนดอกไม้ทานได้ที่เลือกมานั้น มีหลายชนิด ทั้งโสน เข็ม เฟื่องฟ้า คุณนายตื่นสาย ขจร อัญชัน เล็บมือนาง พวงชมพู ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีรสชาติและเนื้อสัมผัสไม่เหมือนใคร” คุณลูกโป่ง อธิบาย ก่อนบอกต่อ ดอกไม้ทานได้นั้น ยังมีอีกหลายชนิดที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ เธอจึงอยากถ่ายทอด “งานศิลป์” ในรูปแบบของอาหาร
หลักคิดในการทำธุรกิจ ของยักษ์ใหญ่เท่าที่ได้สดับมา ถ้ามีคู่แข่งเมื่อไหร่ และคู่แข่งนั้น เป็นรายเล็กรายน้อย… ยักษ์ใหญ่บางราย เลือกที่จะฆ่าให้ตายเรียบ จนปราศจากคู่แข่ง ในขณะที่ ยักษ์ใหญ่บางราย เลือกที่จะปล่อยไป เพราะคิดว่า หากฆ่าตายแล้ว อาจจะมีรายใหม่ผุดขึ้นมา และอาจจะแข็งแกร่งกว่ารายเดิม ฉะนั้น ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด… เป็นที่รู้กันว่า ก้าวหน้าไก่สด แห่งอุบลราชธานี เป็นของตระกูล ตริยางกูรศรี โดยมี คุณสุนีย์ ตริยางกูรศรี คุณแม่ของลูกๆ ทายาทนักธุรกิจทั้ง 4 เป็นผู้กุมบังเหียน ปัจจุบันเป็นธุรกิจขายทั้งในและต่างประเทศ สร้างยอดขาย 3 พันล้านบาทต่อปี และเป็นธุรกิจสัตว์ปีกในอุบลฯ ที่ว่ากันว่า แข็งแกร่งขนาดที่ยักษ์ใหญ่เจาะไม่ได้ กว่าจะมาถึงวันนี้ ไม่ง่าย ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านล้ม ผ่านลุก มานับไม่ถ้วน และเรื่องราวต่อไปนี้ เป็นการเล่าเรื่องเบื้องหลังที่ ก้าวหน้าไก่สด มักจะไม่ค่อยเปิดเผยให้ใครฟังนัก เป็นเบื้องหลัง การล้มยักษ์ของคุณสุนีย์ ผู้มากบารมีในปัจจุบัน ผู้สนทนาคือ คุณสุระ ตริยางกูรศรี บุตรชายคนที่ 3 ของคุณสุนีย์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน ดูแลโรงงานอาหารสัตว์ โรงไฟฟ้าชีวมวล แห่
ต้องกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว หลังผู้เป็นพ่อถูกลูกหลงโดนยิงเสียชีวิต พร้อมทิ้งหนี้สินให้ต้องชดใช้ 50 ล้านบาท ฐานะพี่ชายคนโต “เกียรติศักดิ์ คำวงษา” หรือ เฟลม ในขณะที่อายุเพียง 13 ปี ต้องแบกรับภาระ ช่วยแม่หาเงินปลดหนี้และยังต้องเลี้ยงน้อง เคยลำบากได้กินไข่ต้มวันละ 1 ฟอง จากเคยได้อยู่บ้านหลังใหญ่ ต้องมาอยู่เพิง โดนดูถูกเหยียดหยามจากญาติฝั่งพ่อ แต่ทั้งหมดกลายเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตต้องต่อสู้ จนกระทั่งวันนี้เขากลายเป็นเจ้าของอาณาจักรกาแฟขี้ชะมด ที่จังหวัดนครพนม ทำรายได้ต่อปีนับร้อยล้านบาท เฟลม ในวัย 23 ปี เล่าย้อนว่า เป็นพี่ชายคนโต มีน้องสาว 1 คน เดิมทีครอบครัวทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ฐานะดี แต่โดนผู้ว่าจ้างโกง เลยเป็นหนี้เบ็ดเสร็จ 50 ล้านบาท จากนั้นไม่นานคุณพ่อโดนลูกหลงโดนยิงเสียชีวิต แถมยังถูกญาติฝั่งพ่อไล่ออกจากบ้าน อาศัยนำอุปกรณ์ก่อสร้างที่ติดตัวมา กั้นห้องอยู่กันชั่วคราว 3 คน อดเรียนโปรแกรมเมอร์ ไปเรียนอาชีวะสายก่อสร้าง ระหว่างเรียนต้องทำงานไปด้วย ช่วยแม่ใช้หนี้ แบ่งเบาภาระครอบครัว “หลังพ่อเสีย ครอบครัวก็มีหนี้สิน ญาติฝั่งแม่ช่วยขายที่ดินใช้หนี้แต่ก็ยังไม่พอ แม่เครียดจนเป็นมะเร็งเต้า
เจ้าของฟาร์มนกยูง และไก่ฟ้า วัยเจนวาย ไอเดียดีนำขนนกยูงในช่วงที่สลัดขนมาเพิ่มมูลค่าเป็นต่างหู ใช้วัสดุล้ำค่ามาประยุกต์ อาทิ ทองคำ พลอย นาค ลูกค้าคนไทยและต่างชาติชื่นชอบ เพราะเป็นงานแฮนด์เมดชิ้นเดียวในโลกที่สวยแปลกตา รายได้ช่วยค่าเลี้ยงดูนกยูงในฟาร์ม ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ยุพาภรณ์ แก้วคำ หรือ เจี๊ยบ อยู่บ้านเลขที่ 32 ม.3 ต.แม่ฮี้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ในวัย 23 ปี เล่าว่า ที่บ้านเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์ป่าถูกต้องตามกฎหมาย ขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ โดยสัตว์ที่เลี้ยงนั้นมีไก่ฟ้า และนกยูง 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไทยและพันธุ์อินเดีย วัตถุประสงค์ที่เลี้ยงก็เพื่อดูเล่น จำหน่าย และส่วนหนึ่งปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมในธรรมชาติ สำหรับการเพิ่มมูลค่าขนนกยูงนั้น เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ในช่วงฤดูฝน หรือราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี นกยูงจะผลัดขน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้เห็นคุณค่ากระทั่งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ทดลองเก็บขนนกยูงมาทำเป็นต่างหู ปรากฏว่าได้การตอบรับดี เริ่มมีคนสนใจสั่งซื้อ จากงานอดิเรกเลยกลายเป็นธุรกิจขึ้นมา “เจี๊ยบทดลองนำขนนกยูงมาทำต่างหู ปรากฏว่าคนรอบข้างชื่นชอบ
เมื่อเจ็ดสิบปีก่อน คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักสบู่หอม และนิยมใช้ “สบู่กรด”เพื่ออาบน้ำล้างตัวและซักผ้าในก้อนเดียวกัน จนเมื่อ พ.ศ. 2490 นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์ นามว่า “วอลเตอร์ เลโอ ไมเยอร์” ผู้จัดการ บริษัท เบอร์รี่ยุคเกอร์ แอนด์ โก ในประเทศไทย เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและคุณค่าของดอกไม้พื้นเมือง จึงตัดสินใจทำ “สบู่หอม”ออกมาขายเป็นเจ้าแรก ส่วนแรงบันดาลใจ ในการตั้งชื่อตราสินค้านั้น มาจากสีสันสวยงามของนกชนิดหนึ่งในป่าของบ้านเราเลยใช้ชื่อแบรนด์สบู่หอมยุคบุกเบิก ยี่ห้อแรกของไทยนี้ ว่า “นกแก้ว” ซึ่งการผลิตสมัยนั้น ทำกันในโรงงานเล็กๆเป็นห้องแถวย่านกล้วยน้ำไท มีพนักงานไม่ถึง 20 คนระหว่างขั้นตอนการกวนเนื้อสบู่ กลิ่นน้ำหอมจากดอกไม้ไทยนานาพันธุ์ มักฟุ้งกระจายไปทั่วคุ้ง ทำให้ชาวบ้านมามุงดูกันเป็นจำนวนมาก และด้วยเอกลักษณ์ของกลิ่น เนื้อสบู่ที่แข็งไม่ละลายง่าย และ เปิดราคาขายระดับชาวบ้านทำให้ “นกแก้ว”เป็นที่นิยมแพร่หลายได้ไม่ยาก ภายในเวลาอันรวดเร็ว ขึ้นแท่นเป็นรายเดียวในตลาดได้ไม่นาน การแข่งขันทางธุรกิจก็เริ่มต้นขึ้น คู่แข่งหลายรายพากันนำเข้าสบู่ แบรนด์นอกเข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ขณะเดียว
ผู้สื่อข่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” รายงานบรรยากาศจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “วัดใหญ่” สถานที่สำคัญของชาวพุทธ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก “วัดใหญ่” แห่งนี้ เป็นวัดที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” ซึ่งนับถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปงดงามที่สุดในโลกองค์หนึ่ง ปัจจุบันวัดใหญ่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั้งของคนไทยและต่างชาติ วันหนึ่งๆ มีผู้คนพากันไปกราบสักการะพระพุทธชินราช และเยี่ยมชมวัดกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีผู้ประกอบการสินค้านานาชนิด มารวมตัวกันอย่างคึกคัก กระทั่งทัศนียภาพโดยรอบวิหารอาจไม่เป็นระเบียบสวยงามไปบ้าง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ทางคณะกรรมการวัดฯ จึงเห็นชอบให้มีการจัดระเบียบแผงค้ากันใหม่ โดยใช้งบฯ ลงทุนก่อสร้างอาคารหลังใหม่ไว้ด้านหลังวัด จากนั้นจึงแจ้งให้บรรดาพ่อค้าแม่ขายทั้งหลาย ขึ้นไปตั้งแผงค้าของตัวเองบนอาคารดังกล่าวได้ แต่อาจเป็นเพราะหลายคนยังไม่ทราบหรืออาจไม่เคยชิน จึงไม่ค่อยพากันเดินไปซื้อหาสินค้าบนอาคารดังกล่าว เดือดร้อนถึงคนขายของหลายราย ที่ขายของไม่ค่อยได้ เพราะลูกค้าเดินมาไม่ถึง
“ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือก” คติประจำใจของผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง คุณบุญเฮือง ลิดดัง หรือคุณแครอล นักธุรกิจสาว ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานกลุ่มบริษัท ดาวเฮืองกรุ๊ป จำกัด ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟ ภายใต้แบรนด์ “ดาวคอฟฟี่” บอกถึงแรงบันดาลใจที่มาจากคุณหมอฮาว ลิดดัง ซึ่งเป็นคุณพ่อของเธอ “หากเราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่ตั้งใจตั้งแต่แรก งานนั้นๆ ก็จะล้มเหลว ดังนั้น ทางเลือกของเราคือ เลือกที่จะตั้งใจทำหรือไม่ตั้งใจทำ ถ้าเราตั้งใจทำ ถึงแม้มันจะไม่เกิดผลในตอนแรก แต่ถ้าตั้งใจ เราจะทำมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเป้าหมาย ฉะนั้น ทุกอย่างมันอยู่ที่ความตั้งใจของเราว่าจะสู้หรือจะไม่สู้ ถ้าเราเลือกว่าเราตั้งใจที่จะทำ ความล้มเหลวก็ไม่ใช่ทางเลือกของเราอีกต่อไป” คุณบุญเฮือง บอกว่า “คนไทยยังบริโภคกาแฟอยู่ในระดับน้อยกว่าคนลาว คือ ประเทศไทยมีการบริโภคกาแฟอยู่ที่ 1.07 กิโลกรัม/คน/ปี ขณะที่ประเทศลาวอยู่ที่ระดับ 1.5 กิโลกรัม/คน/ปี หรือ ข้อมูลสำรวจอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ยของคนไทย อยู่ที่ 200 แก้ว/คน/ปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับประเทศที่นิยมการบริโภคกาแฟ เช่น นอร์เวย์ 1 พันแก้ว/คน/ปี และญี่ปุ่น 400 แก้ว
การพัฒนางานชนบท เป็นงานสำคัญและเป็นงานยากที่ต้องทำโดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนา ภูมิสังคมประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งสภาพอากาศ พื้นที่ สภาพดิน น้ำและคน ทำให้การทำเกษตรของเมืองไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ การทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่ จึงต้องมีการศึกษาให้เกิดเข้าใจ และทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย อย่างในพื้นที่หมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แห่งนี้ก็เช่นกัน ด้วยเป็นพื้นที่สูง อยู่บนดอย การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างยาก หมู่บ้านตั้งอยู่ในภูเขาสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็น เมื่อครั้งอดีตการเดินทางเข้ามาที่นี่ลำบาก และทุรกันดารมาก ชาวเขาชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ ชนพื้นเมืองที่นี่ก็ทำการเกษตรแบบเลื่อนลอย ปลูกฝิ่นบ้าง ทำนาบ้าง ความเป็นอยู่ยากจน แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาถึงที่นี่ ความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินดอยอาสาของชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอดินโครงการหลวง วัย 53 ปี เล่าให้ฟังว่า “ยุคแรกๆ สมัยก่อนบรรพบุรุษ บนดอยที่นี่
คุณคงยศ มะโนน้อม เจ้าของกิจการซาลอน “แฮร์อินเทรนด์” ตั้งอยู่ในซอยอ่อนนุช 46 กรุงเทพฯ กิจการแห่งนี้ได้รับการขนานนามจากสื่อมวลชนหลายแขนง ให้เป็น “ซาลอนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” นอกจากจะดำเนินธุรกิจตามปกติทั่วไปแล้ว กิจการแห่งนี้ ยังมีจิตใจเป็นกุศล ทำวิกจากผมจริง ไปบริจาคให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้ มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบหนึ่งปีวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คุณคงยศ และทีมงาน ได้ร่วมกันทำความดีเพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ และเดินตามรอยพระบาท สานต่อที่พระองค์ทำเพื่อประชาชนโดยแท้จริง ด้วยการนำวิกไปบริจาคให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยมีการเข้าไปตัดแต่งให้ถึงเตียงผู้ป่วย “ตั้งแต่เริ่มทำงาน ผมมีพระองค์ท่านเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเลือกที่จะช่วยคนที่มีความทุกข์ที่สุดก่อนเสมอ เพื่อให้ลุกขึ้นมาสู้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเองได้ ผมจึงเลือกทำงานที่สามารถช่วยเหลือคนมีความทุกข์ได้ เพื่อขอตามรอยพระองค์ท่านตลอดไป” คุณคงยศ กล่าว
