Exclusive
ทุกวันนี้สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว การเข้าร่วมเครือข่ายกิจกรรมกับคนคอเดียวกัน รวมถึงบันทึกเรื่องราวและความรู้สึกในช่วงเวลาต่างๆ ไม่น่าแปลกใจที่บางคนจะมีอาการติดโซเชียล หมดเวลาไปไม่น้อยกับเว็บเครือข่ายสังคมต่างๆ ขณะที่หลายๆ คนยอมลงทุนลงแรง หากจะช่วยทำให้ภาพและคลิปที่ปรากฏบนสื่อสังคมเหล่านี้สามารถเรียกไลก์และยอดเข้าชมจำนวนมาก กลายเป็นเน็ตไอดอลแบบย่อมๆ ปัจจุบัน มีบริษัทหลายแห่งที่ให้บริการแปลกๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์โซเชียลของผู้คนยุคนี้ รวมไปถึงบริษัทญี่ปุ่น “แฟมิลี่ โรแมนซ์” เว็บไซต์เดลีเมล์ ระบุว่า บริษัทแห่งนี้พร้อม “จัดให้” ทุกความต้องการ แม้แต่บริการ “เพื่อนเช่า” สำหรับคนที่อยากถ่ายภาพเซลฟี่ให้ดูมืออาชีพมากขึ้น โดยบริษัทจะจัดส่งเพื่อนชั่วคราวมาช่วยเติมเต็มภาพถ่ายให้ดูน่าประทับใจกว่าเดิม เพื่อนำไปแชร์บนสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ทั้งอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ สำหรับค่าบริการก็อยู่ที่ราว 8,000 เยน หรือเกือบ 2,500 บาท สำหรับเพื่อน 1 คน ที่จะใช้เวลาอยู่กับลูกค้า 2 ชั่วโมง และสามารถถ่ายภาพได้ไม่อั้นภายในเวลาดังกล่าว
คุณสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่ผู้ประกอบการลำไยอบแห้งในจังหวัดลำพูน ขาดสภาพคล่องในการซื้อเครื่องอบลำไยเพื่อรองรับปริมาณลำไยจำนวนมากจากปัญหาลำไยล้นตลาด กระทั่งมีการยื่นคำขอมายัง สสว. เพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากโครงการ Micro SME Loan ของ สสว. จำนวน 135 ราย วงเงิน 27 ล้านบาท สสว. ได้พิจารณาอนุมัติแล้ว จำนวน 112 ราย คิดเป็นวงเงินรวม 22,400,000 บาท พร้อมเบิกจ่ายจำนวน 65 ราย คิดเป็นวงเงิน 13 ล้านบาท ซึ่งเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สสว. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการเร่งรัดจัดทำสัญญา รวมทั้งตั้งเรื่องเพื่อการเบิกจ่ายกรณีเร่งด่วน ให้ทันกับความต้องการของผู้ประกอบการในการบรรเทาปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ผอ.สสว. เผยอีกว่าล่าสุด มีผู้ประกอบการในจังหวัดลำพูนมารับเงินอุดหนุน จำนวน 65 ราย วงเงิน 13 ล้านบาท ซึ่งจากการสอบถามความต้องการของผู้ประกอบการได้คำตอบว่า 80% ต้องการเงินเพื่อไปปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และอีก 20% ต้องการนำเงินมาเพื่อเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจและซื้อลำไย อ
เมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ได้รู้จักขนมชนิดหนึ่งที่จะได้กินเฉพาะเวลาที่มีใครไปเชียงใหม่แล้วซื้อกลับมาเป็นของฝาก นั่นก็คือ “กะละแม” ขนมเหนียวๆ รสชาติหวานมัน สีน้ำตาลเข้ม ชิ้นเล็กๆ พอคำ มีถั่วลิสงแปะไว้เม็ดหนึ่งห่อด้วยใบตองแห้ง เป็นของฝากขึ้นชื่อที่ใครไปใครมาต้องซื้อกลับมาเสมอๆ ก่อนยุคสมัยที่มีโอท็อป ฉันเข้าใจว่ากะละแมเป็นขนมของชาวเชียงใหม่ จนเมื่อโตมาและได้มีนิวาสสถานอยู่ใกล้ปากเกร็ด ได้ไปเที่ยววัดและชุมชนชาวมอญอยู่บ่อยๆ จนได้รู้ว่ากะละแมเป็นขนมของชาวมอญ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแหลมทองมาตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยเข้ามาหลายยุคสมัยและกระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ที่มากที่สุดคือในภาคกลาง ส่วนในภาคเหนือจะมีชุมชนชาวมอญในจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน การอาศัยอยู่ของชาวมอญมีมาแต่ครั้งพุทธกาล ดังปรากฏในตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังดินแดนแถบนี้ได้พบกับชาวพื้นเมือง คือ ชาวมอญ และชาวลัวะ อันแสดงถึงความเก่าแก่ของชนชาติมอญในดินแดนล้านนา ชาวมอญมีการโยกย้ายถิ่นอยู่หลายระลอกทั้งการมาพร้อมกับพุทธศาสนา และการย้ายถิ่นด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น การเมือง และโรคระบาด เรารู้จักชาวมอญในลุ่มน้ำ
เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท เอออน ฮิววิท ประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานมอบรางวัล สุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2560 โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ประธานสายวิชาการบริหารจัดการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โครงการสุดยอดนายจ้างดีเด่น มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพของแรงงานไทย เพราะเป็นการให้การศึกษาและกระตุ้นให้นายจ้างใส่ใจพัฒนาการสรรหา พัฒนาและรักษาบุคลากรขององค์กรในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานโลก ทั้งนี้นายจ้างและฝ่ายบริหารบุคคลได้เรียนรู้ถึงทฤษฎีและแนวคิดตลอดจนขั้นตอนต่างๆที่ใช้ในการประเมินและคัดเลือกสุดยอดนายจ้างดีเด่นที่เข้มงวด ซึ่งปัจจัยต่างๆที่ใช้ในการประเมินได้รับการพิสูจน์ทราบมาแล้วจากต่างประเทศ แต่ได้มีการประยุกต์และผสานให้เข้ากับบริบทของประเทศ โดยคณะกรรมการตัดสินแต่ละท่าน ได้ให้คำแนะนำจากมุมมองที่หลากหลายบนพื้นฐานของสภาพสังคมเศรษฐกิจของไทย จึงมั่นใจได้ว่าการประเมินมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกองค์กรที่เข้าร่วมโครงการ การเข้าร่วมในโครงการนี้ จึงไม่ไ
คุณเอ-โรสสุคนธ์ ภัทรภาดา เจ้าของกิจการแฟรนไชส์ “ส้มตำมาละเด้อ” เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน หากผู้ประกอบการมัวย่ำอยู่กับที่คงไม่ได้ ยิ่ง “สมรภูมิ”ร้านอาหารด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นที่จะต้อง “รู้เขา รู้เรา” ก่อนเป็นอันดับแรก “ทุกวันนี้ หลายคนเหมารวมว่า การขายอาหารเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน เพราะถึงอย่างไรคนก็ต้องกิน แต่ลืมคิดไปหรือเปล่า ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่คิดอย่างนั้น คนอื่นก็คิด จึงมีคู่แข่งขันเกิดขึ้นมากมาย บางรายมาเร็ว ไปเร็ว บางรายดันทุรังเปิดไป ทั้งที่ขาดทุน แถมยังมีคู่แข่งผุดขึ้นมายิ่งกว่าดอกเห็ด เมื่อต้องเผชิญกับคู่แข่งขันมากมายที่ยังมีชีวิตรอดในตลาด ตัวเราเองได้สร้างจุดต่างในร้านของเราแล้วหรือยัง การสร้างจุดแตกต่างในสินค้าหรือบริการถือเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่งของร้านเลยทีเดียว” คุณเอ บอกอย่างนั้น คุณเอ เจ้าของกิจการ “ส้มตำมาะลเด้อ” และว่า ร้านอาหารที่ปิดตัวลงไปอย่างง่ายดายมักประสบปัญหาแตกต่างกันออกไปด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น สายป่านยาวไม่พอ รสชาติอาหารไม่คงที่ พนักงานเข้าออกเป็นว่าเล่น และขาดหลักการบริหารที่ถูกวิธี หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหานั้นอยู่ อยาก
ทุเรียนเมทรินทร์ อาจเป็นชื่อของทุเรียนไทยสายพันธุ์ใหม่ มีจุดเริ่มต้นมาจากความเศร้า หากเปี่ยมไปด้วยความรักและความหวังที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งถ้าใครยังพอจำได้ ย้อนไปเมื่อราวต้นปี 2558 ข่าวคราวของ ครอบครัว “เนาวรัตน์พงษ์” ที่ต้องพบความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่เมื่อ “มะเร็งในสมอง” ได้พรากลูกสาวคนเดียวของบ้าน “น้องไอนส์-เมทรินทร์” ให้ต้องมีอันจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยวัยเพียง 2 ขวบ นับว่าอยู่ในความสนใจเป็นวงกว้าง และด้วยความไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ของหนูน้อยแก้มป่อง-ตากลมโต ที่เข้ารับการรักษาตัวอย่างถึงที่สุด โดยผ่านการผ่าตัดสมองและการผ่าตัดอื่นๆ รวมแล้ว 12 ครั้ง คีโม 20 ครั้ง และทำรังสีบำบัดอีก 20 ครั้ง ทำให้ชาว โซเชียล ตั้งฉายาขวัญใจตัวน้อยของพวกเขาว่า “นักสู้ฟันน้ำนม” “ช่วงเวลานั้นได้เห็นเพื่อนร่วมทุกข์มากมายที่เป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่เสียชีวิตลงคนแล้วคนเล่า ทั้งที่พวกเขายังเป็นเด็ก จึงพยายามผลักดันให้เกิดการจัดตั้งกองทุนวิจัยรหัสพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งในเด็ก มูลนิธิรามาธิบดี โดยให้การต่อสู้ของไอนส์เป็นจุดเริ่ม” ดร.สหธรณ เนาวรัตน์พงษ์ คุณพ่อของน้องไอนส์ ย้อนความทรงจำ ผ่านเสียงหม่น ก่อนเล่าให้ฟัง เข
“พื้นที่เเห่งรัก” ที่เป็นมากกว่า บ้าน คือ นิยามตัวเอง ของฟาร์มสเตย์ บ้านไร่ ไออรุณ อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง มี คุณเบส-วิโรจน์ ฉิมมี วัยสามสิบต้นๆ สถาปนิกหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกเมื่อไม่นาน ซึ่งปัจจุบันเป็นกิจการที่ได้รับการกล่าวขานถึงกันอย่างกว้างขวางถึงความพอดีและพอเพียง จนถูกจัดให้เป็นฟาร์มสเตย์มาแรงสุดในเวลานี้ เพราะมีคนจองคิวยาวเหยียดเต็มตลอดทั้งปี “สิ่งที่ผมกำลังทำเเละเเบ่งปันออกไป ผมไม่ได้อยากเเละมีเจตนาที่จะเชื้อเชิญ หรือให้ทุกคนบนโลกใบนี้เดินทางมาที่บ้านของผม…เเต่ผมอยากให้ทุกๆ คนกลับบ้านของคุณเอง เเล้วสร้างบ้านให้มีชีวิต เติมเต็มความสุขให้กับคำว่า บ้าน หลังนั้นของคุณอีกครั้ง” คุณเบส เผยความรู้สึกไว้อย่างนั้น ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ทำงานในกรุงเทพฯ ได้ 3 ปีกว่า จึงลาออกและเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อสร้างฝันของตัวเอง ด้วยการปลูกบ้านเพื่ออยู่กับครอบครัวแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ช่วงแรกไม่มีใครเห็นด้วย เพราะคิดว่าส่งลูกเรียนแล้ว ลูกต้องได้ทำงานในกรุงเทพฯ จะได้ไม่มาเหนื่อยแบบพ่อ-แม่ที่ต
ย้อนไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แหลมเกต คือชื่อของร้านอาหารทะเลชื่อดัง ระดับ “ท็อปไฟว์” ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เปิดให้บริการอยู่นานจนกลายเป็น “ร้านเก่าแก่” แต่แล้วเมื่อ “สังคมเมือง” เข้า “รุกคืบ” บรรยากาศโดยรอบ จนทำให้ศรีราชา อาจไม่เหมาะกับการไปตากอากาศหรือพักผ่อนเหมือนดังแต่ก่อน เจ้าของร้านรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ ซึ่งนับวันอายุก็ยิ่งมากขึ้น จึงตัดสินใจ ปิดกิจการลง เมื่อราวปี 2550 ที่ผ่านมา ถัดจากนั้นราว 4-5 ปี ทายาทรุ่นสองของกิจการ ได้สานต่อธุรกิจครอบครัว ปลุกให้ “แหลมเกต” พลิกขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง บนทำเลกลางกรุง ย่านสุขุมวิท แต่ความตั้งใจของเจ้าของร้านเจนวาย กลับไม่เป็นไปอย่างที่วาดฝันไว้ “เส้นทาง” ของ “แหลมเกต” เมื่อครั้งนั้น จึงทั้งขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ และไม่ได้โรยด้วยกุหลาบ…แม้แต่กลีบเดียว “เกิดและโตมากับร้านอาหาร แค่พนักงานเสิร์ฟอาหารมา 1 จาน รู้เลยว่าอร่อยหรือไม่อร่อย พอเรียนจบปริญญาตรีจึงตัดสินใจไม่ทำร้านอาหารแล้วเข้ากรุงเทพฯ มาสมัครงานประจำ ทำที่แรกรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง อยู่ได้ไม่ถึงปีจึงลาออก” คุณโค้ก-อพิชาต บวรบัญชารักษ์ ผู้บริหารกิจการ Laemgate Infinite (แหลม
จากการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ ที่ให้ประชาชนทั้งประเทศ ร่วมถวายความจงรักภักดี ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการปลูกดาวเรือง ให้บานสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เดือนตุลาคมที่จะถึงนั้น ทำให้ความต้องการเมล็ดดาวเรืองพุ่งสูงขึ้น ถึงขั้นกลายเป็นของหายากไปเลยทีเดียว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้อัพเดตสถานการณ์เมล็ดพันธุ์ดาวเรือง กับทาง คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์เวสท์ซีด ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองรายใหญ่เบอร์ต้นๆ ของประเทศ คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์เวสท์ซีด ประเทศไทย จำกัด คุณอิสระ เผยว่า ปกติการตลาดเมล็ดดาวเรืองในประเทศไทย ถูกผลิตป้อนตลาดประมาณ 400 กิโลกรัมต่อปี ทั้งนี้ ช่วงตั้งแต่ที่รัฐบาลออกแคมเปญนี้มา ทำให้จนถึงตอนนี้เมล็ดดาวเรืองออกสู่ตลาดมาราว 500 กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ และเมล็ดดาวเรือง 100 กิโลกรัมที่เพิ่มมานี้ จะส่งผลให้ ดาวเรืองบานสะพรั่งในช่วงเดือนตุลาคม ราว 600 ล้านดอก ตัวเลข 600 ล้านดอก มาจากไหน เมล็ดดาวเรือง 1 กิโลกรัม มีจำนวนเมล็ด 3 แสนเมล็ด แต่ละเมล็ดขึ้นเป็น
มะเขือพวง เป็นพืชตระกูลมะเขือ มีถิ่นกำเนิดในแถบรัฐฟลอริดา, หมู่เกาะเวสต์ อินดีส์, เม็กซิโก จนถึงอเมริกากลาง และทวีปอเมริกาใต้แถบประเทศบราซิล เป็นวัชพืชขึ้นกระจัดกระจายเกือบทั่วเขตร้อน โดยทั่วไปสำหรับครัวไทย มะเขือพวง มักใช้เป็นวัตถุในการปรุงอาหารหลากหลายแบบ อย่างเช่น ใช้ตำผสมลงในน้ำพริกหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกขี้กา ใช้ใส่ในแกง เช่น แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงป่า แกงอ่อม ซุบ กินดิบเป็นผักจิ้ม หรือกินสุกโดยการเผา ปิ้ง หรือย่าง แถมยังช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น สวนมะเขือพวงของคุณศิริพร กุศล (คุณดำ) และคุณพยุง กันญา (คุณยุง) ตั้งอยู่ที่คลองเสือ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นสวนที่ปลูกมะเขือพวงส่งเข้าโรงงานไปยังตลาดต่างประเทศและส่งขายไปยังตลาดต่างๆ ทั่วประเทศ ลาออกจากงานประจำ หันทำเกษตร อาชีพของตนเอง คุณศิริพร เริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงการหันมายึดอาชีพเป็นเกษตรกรว่า เดิมก็ทำงานเป็นพนักงานประจำ ในตำแหน่งพนักงานขาย ของบริษัทต่างชาติมากว่า 20 ปี ซึ่งได้เงินเดือนมากถึงเดือนละแสนบาท ก่อนจะมีความคิดอยากลาออกจากงานที่ทำก็เพราะมีความคิดว่าในบันปลายชีวิตอยากมีงานอะไรที่ทำ
