SMEs
อยากทำ ป๊อกป๊อก ลงทุนรถหลักแสน และต้องจิตใจดี เพราะเราสปอยล์ลูกค้า เพิ่งเปิดตัวไม่นานแต่ได้รับความสนใจล้นหลาม สำหรับแอพพลิเคชั่น PokPok ป๊อกป๊อก แพลตฟอร์มน้องใหม่ ที่ยึดโมเดลรถพุ่มพวง ซึ่งวิ่งตระเวนขายของไปตามที่ต่างๆ มาผสมผสานกับฟู้ดทรัก แต่เพิ่มตู้อุ่นร้อน ตู้เย็น เพื่อให้อาหารสำเร็จรูปหลากหลาย ที่รับซื้อมาจากร้านดังทั้งหลายยังคงความสดใหม่ เมื่อถึงมือลูกค้าตามบ้านหรือคอนโดมิเนียม คุณไนน์-นัฐพงศ์ จารวิจิต ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น PokPok วัย 30 เศษ ให้สัมภาษณ์ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ด้วยการแนะนำตัวให้รู้จัก จบปริญญาตรีจากประเทศเยอรมนี สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ อยู่ที่ประเทศเยอรมนีราว 10 ปี ก่อนกลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อ 6 ปีที่แล้ว และยึดอาชีพ เขียนแอพ มาตลอด กระทั่งมีความตั้งใจอยากเป็นสตาร์ตอัพ (Startup) แต่การเป็นสตาร์ตอัพนั้น ต้องมีแอพพลิเคชั่น และโมเดลธุรกิจ เขาจึงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ใช้เวลาเกือบปี ก่อนเริ่มทำสตาร์ตอัพตัวแรกของตัวเอง คือ แอพ ลิลูน่า ทางเดียวกันไปด้วยกัน รูปแบบคล้าย Car Pool ซึ่งช่วงแรกมีคนสนใจกันมาก แต่พอเกิดสถานการณ์โควิด-19 การเดินทาง
คนไทย ผลิตขยะอาหาร 146 กก./คน/ปี ชี้ ต้องป้องกันต้นทางก่อนล้นเมือง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เชื้อเชิญผมไปเป็นที่ปรึกษาโครงการลดขยะอาหารในศูนย์อาหาร มีศูนย์อาหารทั้งของรัฐ เอกชน ศูนย์การค้านำร่องเข้ามาร่วมประมาณ 15 แห่ง เพื่อที่ผลสุดท้ายจะสรุปผลได้เป็นตัวอย่างของศูนย์อาหารในการลดขยะอาหารต่อไป ขยะอาหารกลายเป็นเรื่องใหญ่เพราะเขาสำรวจมาแล้วว่าในบรรดาขยะมูลฝอยทั้งหมดในประเทศไทยเป็นขยะอาหารไปแล้วถึงร้อยละ 39 หรือคนไทย 1 คนผลิตขยะอาหารได้ 146 กิโลกรัมต่อปี แหล่งกำเนิดขยะอาหารสูงสุดคือ ตลาดสด รองมาเป็น ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ สำนักงาน คอนโด อพาร์ตเมนต์ โรงแรม รีสอร์ต ครัวเรือน และสถานศึกษา ผิดกับที่อเมริกาของเขาขยะอาหารมากกว่าร้อยละ 80 มาจากครัวเรือน แสดงว่าบ้านเราคนชอบกินข้าวนอกบ้านมากกว่าในบ้าน สาเหตุของการเกิดขยะอาหารจากบ้านเรือนเพราะซื้อมาเกินจำเป็น ซื้อมาเก็บ เหลือ กินไม่ทันก็ทิ้ง คนอเมริกันกับคนไทยไม่แตกต่างกัน ส่วนขยะอาหารจากร้านอาหาร ศูนย์อาหารมีที่มาจากการจัดการที่ไม่ดี แยกเป็นขยะอาหารที่เกิดขึ้นในครัว กับบนโต๊ะอาหาร ในครัวเริ่มมีขยะอาหารตั้งแต่การตัดแต่งผัก เนื้อสัตว์ การจัดเก็บที่ไ
โบว์ลิ่งโชว์ ครูสอนเต้น แชมป์ชิงช้าสวรรค์ 5 สมัย เจ้าของร้าน โคตรยำ จากเพิงเล็กๆ สู่ร้านดังเทวาลัยในตำนาน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาในวงการวงดนตรีลูกทุ่ง ไม่มีใครไม่รู้จักเธอในฐานะโคโรกราฟชั้นนำ ไม่ว่าใครก็ต้องการตัวเพื่อให้มาฝึกซ้อมแข่งรายการชิงช้าสวรรค์ เพื่อชัยชนะอันสูงสุดคือถ้วยพระราชทาน และเธอคนนั้นคือ คุณโบว์-รมย์ลักษณ์ เนียมเครือ CEO บริษัท โคตรยำ จำกัด หรือที่รู้จักในนาม โบว์ลิ่งโชว์ คุณโบว์ เล่าว่า ก่อนจะมาเป็นโคตรยำ ห้วยขวาง ที่ทุกคนรู้จัก เธอทำงานเป็นโคโรกราฟ ออกแบบโชว์ และอื่นๆ อีกมากมายในสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ และชีวิตนี้ทั้งชีวิตไม่เคยคิดว่าจะทำธุรกิจร้านอาหาร อย่างโคตรยำมาก่อน ใครจะรู้ว่าจากร้านยำในเพิงเล็กๆ ขยับขยายสาขาจนโด่งดัง หน้าร้านเหมือนเทวาลัยและแนวคิดมาจากไหนต้องลองดู โบว์ลิ่งโชว์ คุณโบว์ เล่าว่า ชีวิตการเป็นโคโรกราฟ สอนเต้น สอนลีดในงานกีฬาสีที่เริ่มจากการมีชื่อเสียงในจังหวัดบ้านเกิดของตัวเอง พอมีชื่อเสียงก็จับพลัดจับผลูไปสอนวงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนจ่านกร้อง เพื่อแข่งในรายการชิงช้าสวรรค์ “ตอนนั้นเราเด็กมากจนไม่รู้ว่ามาแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานนะ (นิ่งคิด) หูย มันดูยิ่งใหญ่สำห
จากทาสแมว สู่พี่เลี้ยงแมวประกวดมือทอง กวาดแชมป์ระดับเอเชียและตะวันออกกลาง แมวที่บ้านนอกจากกินแล้วก็นอน แล้วทำอะไรกันบ้าง ลองพาออกงานประกวดกันดีไหม ออกงานเจอเพื่อน มีชื่อเสียง บางเวทีประกวดอาจได้ค่าอาหาร ค่าแมวเลียให้น้องๆ ก็ได้ การไปถึงตรงนั้นต้องเตรียมอะไรบ้าง วันนี้เราจะพาไปพบกับ คุณมิกซ์ มินตรา Grooming มือทองกัน คุณมิกซ์ มินตรา หรือคนในแวดวงรู้จักในนาม มิกกี้กรูม (Micky Groom) พี่เลี้ยงแมวประกวด ทั้งในไทยและต่างประเทศ รับ Grooming ดูแลแมวประกวด อย่างล่าสุดได้ดูแลน้องไข่ดาว แมวที่ชนะรางวัลแมวที่สวยที่สุด ประเภทแมวโต รวมทุกสายพันธุ์ของเอเชียและตะวันออกกลาง และน้องพุดซ้อน แมวที่ชนะรางวัลแมวที่สวยที่สุด ประเภทลูกแมว อันดับ 1 ของเอเชียและตะวันออกกลาง จากการเป็น Cat Lover เป็น Breeder สู่การเป็นพี่เลี้ยงแมวประกวด และกรูมมิงแมวที่มีชื่อเสียงและกวาดรางวัลมาแล้วมากมาย เริ่มเป็นพี่เลี้ยงแล้วประกวด ตั้งแต่ตอนไหน แล้วก็ก่อนหน้านั้นทําอะไรมาก่อน ก่อนหน้านั้นก็คือเราเป็น Cat Lover เราเลี้ยงแมวมาทุกสายพันธุ์ แมวพันธุ์ แมวพันทาง แมวแบบทั่วไปที่ทางบ้านเก็บมา หลังจากนั้นเราก็เริ่มอยากเลี้ยงแมวแบบจ
“แกะดำแลนด์” เนรมิตพื้นที่ 6 ไร่ กว่า 40 ล้านบาท เปิดร้านอาหาร ราคาเริ่มต้นที่ 40 ยอดขายโต 2 ล้านบาทต่อเดือน แกะดำแลนด์ ร้านอาหาร สร้างจุดขายเนรมิตพื้นที่ 6 ไร่ โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ ริมถนน สายเอเชีย ตอบโจทย์ ครอบครัวที่มาร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน ด้วยเงินลงทุนกว่า 40 ล้านบาท คุณวรรณิศา กลิ่นชัย และ คุณกฤตภาส คชรัตน์ เจ้าของ ร้านอาหาร แกะดำแลนด์ เล่าว่า แกะดำแลนด์ เป็นร้านอาหารที่เราตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อให้คนที่ขับรถผ่านจังหวัดนครสวรรค์ บนถนนสายเอเชีย ได้แวะร้านอาหารสวย ริมถนน โดยเนรมิตพื้นที่ 6 ไร่ ให้โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ ทั้งต้นไม้ และบ่อน้ำคลองขุด ลูกค้าสามารถขี่จักรยานน้ำ หรือให้อาหารปลาได้ รวมถึงการสร้างจุดถ่ายรูปเลียนแบบธรรมชาติ อย่างน้ำตก ฯลฯ ส่วนอาหารภายในร้านจะมีทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง และอีสาน รวมถึงเครื่องดื่ม และการแสดงดนตรีสดไว้บริการทุกวัน ทั้งนี้ มีบริการทั้งห้องแอร์ รองรับลูกค้าได้ 200 คน และภายนอกห้องแอร์ สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ รองรับลูกค้าได้ 500 คน โดยใช้เงินลงทุนสำหรับการทำร้านอาหารครั้งนี้ มากถึง 40 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มครอบครัว เปิดให้บร
แชมพูออร์แกนิก Bubble Bear ขายดี มี “บิ๊กเบน” เป็นมาสคอตประจำแบรนด์ ใช่ว่าจะมีแต่คนซะเมื่อไหร่ที่ใส่ใจเรื่องผิวพรรณ หรือเส้นผม เพราะสุนัขเองก็ต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพมาบำรุงเส้นขนให้ไม่หลุดร่วงเช่นกัน ที่กำลังพูดถึงอยู่คือ แบรนด์แชมพูสุนัขออร์แกนิก Bubble Bear Shampoo for pet จากสองสามีภรรยา ที่ลาออกจากงานประจำด้วยเหตุจำเป็น มาทำธุรกิจร่วมกับหุ้นส่วน แต่เมื่อเกิดโควิด-19 บวกกับปัญหาภายใน ทำให้ต้องเปลี่ยนมาเปิดธุรกิจส่วนตัวเร็วขึ้น แต่ก่อนจะมาเป็นแบรนด์ Bubble Bear Shampoo for pet คุณธี-ธีระพงษ์ ทักษะวณิชชา เล่าให้ฟังว่า เมื่อหลายปีก่อน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการงาน ภรรยา-คุณศิริลักษณ์ ทรงวศิน ได้ลาออกจากงานประจำ ก่อนจับพลัดจับผลูมาทำสบู่แชมพูขายในเพจ Bath Studio แม้ไม่ได้เรียนจบด้านนี้มาโดยตรง แต่ก็ไปเรียนเพิ่มเติมจนมีความรู้ขั้นพื้นฐานติดตัว ส่วนตัวคุณธีเอง คลุกคลีอยู่ในวงการสัตว์เลี้ยงมานาน เคยเป็นประธานชมรม Siam Reef Club (กลุ่มคนเลี้ยงปลาทะเล) แต่สุดท้ายต้องแยกย้ายกันตามสภาพ กระทั่งมีหุ้นส่วนชักชวนให้ไปช่วยทำธุรกิจแชมพูอาบน้ำสุนัขยี่ห้อหนึ่งในเมืองไทย ซึ่งประสบสภาวะขาดทุนมาก่อน เพร
โหมทำ กางเกงสารพัดสัตว์ ความคิดสร้างสรรค์ที่รัฐควรยกระดับ ไม่ใช่แค่สินค้าตามกระแส มันน่าเสียดาย! เหมือนจะยังไม่หยุด ดูจะฉุดไม่อยู่ในตอนนี้…จากกระแส “กางเกงช้าง” สู่ “กางเกงสารพัดสัตว์” แม้จะแผ่วบ้าง แต่ก็ยังไม่ครบ 77 จังหวัด เริ่มจากกางเกงช้าง ตอนนี้มีสารพัดสัตว์ กางเกงแมว กางเกงลิง กางเกงหอย กางเกงวัวลาน กางเกงไก่ กางเกงปลาทู ฯลฯ มีบ้างที่นึกไม่ออกว่าจะใช้สัตว์อะไร ใช้ทุเรียนแทนก็มี จริงๆ แล้วกางเกงช้างเคยได้รับความนิยมจากลูกค้ากลุ่มหนึ่ง มาก่อนหน้าการปั่นกระแส Soft Power ของรัฐบาล แต่พอมาเจอ Soft Power ก็ดูเหมือนว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างกางเกงสารพัดสัตว์ประจำถิ่นออกมา วิธีการแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นการตลาดแบบ Me Too คือ แนวทางการตลาดแบบ “ลอกเลียนแบบ” ในทางการตลาด การสร้างสินค้าใหม่ มี 3 แนวทางใหญ่ๆ คือ 1. ใหม่สำหรับโลก 2. ปรับปรุงให้เหนือกว่า และ 3. ลอกเลียนแบบ ซึ่งแนวทางที่ 3 นี้ มีความ “ไม่ยั่งยืน” เป็นพื้นฐาน เพราะขาดความเป็นเอกลักษณ์ ขาดความคิดสร้างสรรค์ และต้องอาศัยความรวดเร็วตอนที่กระแสยังไม่ตก แต่คนไทยเราถนัดการทำตลาดชั่วคราวแบบนี้ยิ่งนัก สิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายคือ คนไทย
อยากเปิด “ร้านอาหารผี” วางแผนดี ทำดี จะกลายเป็น “ร้านเทวดา” อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าไปขายอาหารให้ “ผี” กิน หรือต้องตายก่อนถึงไปเปิด “ร้านอาหารผี” แต่เป็นศัพท์ที่แปลจากคำว่า “Ghost Restaurant” หมายถึงร้านอาหารที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องจดทะเบียนร้านอาหาร ขายอาหารทางออนไลน์ เลยเรียก “ร้านอาหารผี” เพราะว่าไม่มีตัวตนแต่ขายอาหารได้ ที่จริงยังมีร้านผีๆ ชนิดอื่นอีกมาก ที่คนรุ่นใหม่กำลังนิยม ใครอยากขายอะไรก็ขาย แค่สมัครเข้าไปในเว็บ แอพขายของต่างๆ แต่ถ้าอยากเปิดร้านอาหารผีมันไม่ได้ง่ายๆ เหมือนโพสต์ขายกล้องมือสอง เพราะการทำอาหารขายออนไลน์ ไม่ได้อยู่แค่ที่ทำอาหารอะไรก็ได้ ใส่กล่อง สมัครในแอพขายอาหารแล้วจะขายได้ ขายดี กันทุกคนเมื่อไหร่ มันมีขั้นตอนดังนี้ครับ ต้องทำอาหารเป็น มีคนทำ ศึกษา คิดวิเคราะห์ว่าจะ “ขายอาหารอะไร” ถึงจะโดดเด่นขึ้นมาได้ ทดลองทำ แจกชิม แก้ไข ปรับปรุง จัดสรรพื้นที่การทำ สโตร์เล็กๆ สำหรับเก็บของ ควบคุมการซื้อของ ออกแบบอาหาร หน้าตา การแพ็ก ถ่ายรูป ทำเมนู คิดต้นทุน ราคาขายรวมกล่อง ค่าเปอร์เซ็นต์การขายให้แอพ เหลือแล้วได้กำไรเท่าไหร่ ควบคุมคุณภาพทั้งวัตถุดิบ หน้าตา วิธีการทำ การแพ็ก ติ
จากคนเกลียดแมว สู่นักอนุรักษ์แมวไทยโบราณ เสริมโชคลาภ สร้างรายได้ตัวละ 7 พัน ทุกคนรู้จักแมวไทยโบราณกันบ้างไหม รู้ไหมว่าประเทศไทยก็มีแมวไทยโบราณอยู่เหมือนกันนะ แมวนอกบางตัวยังเป็นลูกครึ่งไทยอีกด้วย แล้วนอกจากการเลี้ยงแมวเฉยๆ อยู่บ้านก็กลายเป็นธุรกิจ และอาชีพได้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณลุงปรีชา วัฒนา จากคนที่เคยเกลียดแมว สู่ผู้อนุรักษ์แมวไทยโบราณ โดยปัจจุบันคุณลุงอนุรักษ์แมวไทยโบราณที่เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์จาก 17 สายพันธุ์แมวมงคลโบราณตามตำราแมวไทย เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้น ก่อนที่จะมาเป็นนักอนุรักษ์แมวไทยโบราณ คุณลุงเคยเป็นผู้จัดการจัดซื้อของภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งมาก่อน ซึ่งคุณลุงปรีชาอยู่ในวงการอาหารญี่ปุ่นมาหลายปี ทำมาเรื่อยๆ จนเกษียณอายุทำงานในวัย 55 ปี หลังจากเกษียณเจอกับแมวจรตัวหนึ่งเดินผ่านไปผ่านมาอยู่ระหว่างรั้วบ้าน “ผมเกลียดแมวมาก ไม่ชอบ ไม่เคยคิดที่จะเลี้ยงแมวเลยด้วยซ้ำ เห็นแมวตัวนี้เดินผ่านบ้านทุกวันก็เอาน้ำสาดไล่ ว่าตลอดอย่ามาบ้านนี้” แต่ก็ไม่ได้ผลแมวมันก็ยังไปๆ มาๆ จนเวลาผ่านไปนาน 2 เดือน วันหนึ่งคุณลุงเดินออกมาจากห้องน้ำ แมวตัวที่เคยไล่อยู่ทุกวันก
ชวนรู้จัก 2 แบรนด์ดังสัญชาติเดียวกัน MIXUE VS WEDRINK บุกไทย ผู้ท้าชิงตลาดชานม-ไอศกรีม จากกระแสแฟรนไชส์ชื่อดังจากจีน ที่ได้บุกมาตีตลาดที่ไทย จนทำให้คนต่อคิวซื้อกันอย่างถล่มทลาย อย่างแบรนด์ MIXUE (มี่เสวี่ย) ที่เป็นร้านไอศกรีมสุดฮอต เอาใจสายของหวาน มีราคาไม่แพง เป็นร้านสีแดง และมีเอกลักษณ์คือตุ๊กตาหิมะสุดน่ารัก และล่าสุดได้มีแบรนด์น้องใหม่จากแดนมังกรเข้ามาในไทยเช่นกัน นั่นคือร้าน WEDRINK (วี ดริ้งค์) เป็นร้านน้ำและไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟที่ราคาถูกและรสชาติดี MIXUE (มี่เสวี่ย) หนี่อ้ายหว่อ หว่ออ้ายหนี่ มี่เสวี่ยปิงเฉิงเถียนมี่มี่~ นี่คือเพลงฮิตติดหูประจำร้าน ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ฟังระหว่างรอคิวจะต้องร้องตามได้กันหมด และถ้าหากเอ่ยถึงแบรนด์ที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ก็ต้องยกให้แบรนด์ MIXUE (มี่เสวี่ย) แฟรนไชส์ไอศกรีมและชานมชื่อดังจากจีน ที่เข้ามาตีตลาดธุรกิจอาหารในประเทศไทยและทั่วโลก ตอนนี้มีสาขามากกว่า 36,000 สาขา ซึ่งมีสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก MIXUE ก่อตั้งโดย คุณ Zhang Hongchao ในปี 1997 เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ขายน้ำแข็งไสและเครื่องดื่มแบบแผงลอย และต่อมาได้พัฒนาทำเมนูไอศกรีมซอฟต์เสิร์
