SMEs
จากนโยบายรัฐ ที่พยายามผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในบ้านเรา เดินหน้าสู่ Capital Spa of Asia จึงส่งผลให้ “ธุรกิจสปาไทย” จัดอยู่ใน Mega Trend (เมกะเทรนด์) หรือ ธุรกิจที่มีแนวโน้มสร้างผลประโยชน์และผลกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนได้เป็นวงกว้าง ดังนั้น การสร้าง “จุดแข็ง” เพื่อเป็น “จุดขาย” ของสปาไทย ให้เป็นที่ยอมรับแก่ลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการจากทั่วโลกนั้น จึงนับเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจนี้ “บ้านเรา ได้การยอมรับในแง่ของการส่งเสริมสุขภาพ นวดไทย มีชื่อเสียงระดับโลก เหล่านี้เป็นจุดแข็งทำให้ประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพของคนทั่วโลก ฉะนั้นผู้ประกอบการสปา ควรพัฒนาธุรกิจของตัวเอง ด้วยการนำศาสตร์ต่างๆ ของไทยมาประยุกต์” คุณพัชญา ขำสอาด แพทย์แผนไทยประยุกต์ ประจำ “อภัยภูเบศร เดย์ สปา” ศูนย์ให้บริการสปาระดับ ไฮเอนด์ ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เริ่มต้นอย่างนั้น ก่อนกล่าวต่อถึง “สปา ภูมิปัญญาไทย” หรือ “สปา” ที่เน้นนำ “ศาสตร์ของไทย” มาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะ “ศาสตร์เจ้าเรือน” ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐาน ซึ่งหา
ในยุคที่เศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ ทำงานประจำอย่างเดียวไม่รอดแน่ การทำงานเสริมจึงเป็นตัวเลือกให้กับหลายคน หางานเสริมไม่ยากเลย ลองจับกระแสสังคมดูว่าตอนนี้ฮิตอะไรกัน ถ้าจับจุดถูกธุรกิจไม่ร่วงง่ายๆ แน่นอน ซึ่งอาชีพที่มาแรงไม่ตกยุคเลยคือ การขายอาหาร หนีทะเลมาลงรู ชื่อร้านน่ารักๆ ขายหอยครกซีฟู้ด เป็นอาชีพเสริมเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น ของคุณเกศณี ชื่นโพธิ์ชา หรือพี่เจี๊ยบ วัย 36 ปี พี่เจี๊ยบ เล่าว่า หลังเรียนจบก็ทำงานบริษัทเหมือนคนทั่วไป ปัจจุบันยึดอาชีพเป็นเซลส์ ขายพวกโปรเจ็กต์เกี่ยวกับ ประตูเหล็ก ประตูหนีไฟ ทำมากว่า 8 ปี ซึ่งการเป็นเซลส์ไม่ง่าย มีความกดดันสูง ต้องหาโปรเจ็กต์อยู่ตลอด ทำยอดให้ได้ตามเป้า อีกอย่างเริ่มรู้สึกว่าอาชีพนี้ใกล้อิ่มตัว “ทำงานมาสักพัก ความต้องการในการใช้เงินมีมากขึ้น ภาระมีมากขึ้น เลยหาอาชีพเสริมที่ตัวเองพอทำได้ เลยมาลองขายหอยทอดดู” พี่เจี๊ยบดัดแปลงจากหอยทอดธรรมดาทอดในกระทะแบนๆ โดยปรับให้ทานง่ายจากทอดในกระทะใหญ่ๆ หยอดในหลุมขนมใช้ไม้จิ้มเข้าปากได้เลย มีหลายหน้าให้เลือกทาน ทั้ง หอย กุ้ง ปลาหมึก ปูอัด ใช้วัตถุดิบที่ได้คุณภาพ ออกขายตามตลาดนัดใหญ่ๆ ใกล้บ้าน และออกบู๊ธตามงานอาหาร
สุดทึ่งเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอุบลราชธานี 9 ราย ได้ใบรับรองส่งสินค้าไปขายในอเมริกาและกลุ่มอียู หลังร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และบริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด ผลิตมันสำปะหลังออร์แกนิกได้เป็นผลสำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศและของโลก ปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ เร่งสร้างเครือข่ายขยายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังออร์แกนิกให้ได้ 20,000 ไร่ในเร็วนี้ ที่ไร่มันสำปะหลังอินทรีย์ต้นแบบบ้านหนองแปน ตำบลนาดี อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี ของ คุณชุมพล เวชสิทธิ์ ข้าราชการบำนาญ ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับกลุ่มบริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด มอบใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย (ORGANIC THAILAND / USDA / EU ORGANIC) ให้กับเกษตรกรรุ่นที่ 1 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจำนวน 9 ราย มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันกว่า 30 ไร่ ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มอบใบรับรองให้เกษตรกร หลังจากนั้น มีการเสวนาเส้นทางความสำเร็จการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ ให้ความรู้กับเกษตรกรรุ่นที่ 2 จำนวน 34 ราย พื้นที่เพาะปลูกอีก 150 ไร่ และเกษตรกรรุ่นที่ 3 ที่ทยอยสมัครเข้าร่วมโครงการในฤดูกา
โลกทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงเร็วมาก คนหลายอาชีพมีแนวโน้มตกงาน เพราะถูกเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์และถูกแย่งอาชีพจากแรงงานข้ามชาติจากนโยบายเปิดตลาดเสรีการค้าอาเซียน “คุณนนท์” หรือ คุณธวานนท์ องอาจ หนุ่มวิศวกรด้านวงการยานยนต์ มองว่าการทำเกษตรเป็นอาชีพที่ไม่มีวันตาย เพราะคนต้องกินต้องใช้อยู่ทุกวัน เขาจึงหันกลับมาพลิกฟื้นที่ดินมรดกของพ่อแม่ ให้กลายเป็นแผ่นดินทองทางการเกษตร สร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้ครอบครัวเขาอีกครั้งหนึ่ง คุณธวานนท์ องอาจ หรือ คุณนนท์ เล่าว่า เดิมทีแผ่นดินผืนนี้เคยเป็นสวนมะม่วงและสวนกล้วย เมื่อเจอน้ำท่วมใหญ่ เมื่อ ปี 2554 ต้นไม้ที่ปลูกไว้ตายหมด ผมจึงพลิกฟื้นที่ดินมรดกให้กลายเป็นแผ่นดินทองสำหรับทำการเกษตรอีกครั้ง จังหวะนั้น มะนาวมีราคาแพงมาก ที่โด่งดังมากคือ มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร คุณนนท์ตั้งใจหากิ่งพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตรมาปลูก คุณนนท์ พี่เล็ก และลุงอุดม โชว์ส้มโอพลอยชมพู บังเอิญจังหวะนั้น คุณนนท์ได้รู้จักกับ คุณฉัตราพร สิงหราช (คุณเล็ก) เจ้าของสวนบางไผ่พันธุ์ไม้ที่แนะนำให้เขาทดลองปลูก “แป้นสิรินนท์” ซึ่งเป็นมะนาวพันธุ์ใหม่ โดยจำหน่ายกิ่งพันธุ์ในราคากิ่งละ 300 บาท
ที่บ้านกุดลิงง้อ ต.นาดี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี เพื่อพบกับนายเล็ก ดิลกโสภรณ์ อายุ 60 ปี และนางวิมลพร ดิลกโสภรณ์ อายุ 56 ปี 2 สามีภรรยาเคยทำนาในพื้นที่ 14 ไร่ และหันมาทำอาชีพปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนข้าวนาปรัง โดยใช้พื้นที่ 4 ไร่ ปลูกฟักเขียวและบวบ สร้างรายได้อย่างงาม มีพ่อค้าและแม่ค้า มารับซื้อถึงในสวน แล้วนำไปจำหน่ายที่ตลาดอุดรเมืองทอง เป็นตลาดกลางขายส่งผักผลไม้ใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี ที่ส่งไปขายทั้งในภาคอีสานและประเทศ สปป.ลาว นางวิมลพร กล่าวว่า หลังจากทำนาปีเสร็จแล้ว ร่วมกับสามีมาปรับพื้นที่ปลูกพืชอย่างอื่นแทน เนื่องจากปัจจุบันราคาข้าวตกต่ำ ตนปลูกข้าวทำนาปี ได้ข้าว 200 ถุง จะเก็บไว้กิน 50 ถุง แล้วเอาข้าวเปลือกไปขาย 150 ถุง ได้เงินเพียง 12,000 บาท แต่ต้นทุนในการปลูกข้าวสูงถึง 20,000 บาท วอนภาครัฐแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำให้ด้วย สำหรับปีนี้ไม่ปลูกข้าวทำนาปรัง หันมาปลูกฟักเขียวกับบวบแทนเพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ดูแลง่ายลงทุนไม่เกิน 2,000 บาท จะรดน้ำใส่ปุ๋ย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เท่านั้น ใช้เวลาปลูกเพียง 4 เดือน สามารถเก็บผลผลิตได้ จะเก็บฟักเขียว สัปดาห์ละ1 ครั้ง ได้ฟักเขียว 200-300 กิโลกรัม ได้เ
การเลี้ยงปลาทับทิมสามารถจัดการได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในบ่อดินหรือเลี้ยงในกระชังควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลานิลก็ได้ คุณชบา จิตรภักดี อยู่บ้านเลขที่ 62 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาทับทิม เพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้ของครอบครัว โดยเธอได้นำมาเลี้ยงภายในกระชัง ในแม่น้ำปราจีนบุรี จึงทำให้เจริญเติบโตมีคุณภาพและตลาดมีความต้องการ ถึงกับมีแม่ค้าติดต่อมารับซื้อถึงหน้าฟาร์มกันเลยทีเดียว จากเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ต สู่ชีวิตเกษตรกร คุณชบา เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นได้ประกอบสัมมาอาชีพหลากหลาย แต่อาชีพสุดท้ายก่อนที่จะมาเลี้ยงปลาในกระชัง ได้เปิดร้านคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต ต่อมาเห็นเพื่อนบ้านได้ริเริ่มเลี้ยงปลากระชัง ในช่วงนั้นลูกชายของเธอรู้สึกสนใจ เพราะชอบในการเลี้ยงปลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ให้ศึกษาวิธีการเลี้ยงจากเพื่อนบ้าน ส่วนเธอเป็นกำลังใจคอยดูแลอยู่ห่างๆ ในช่วงแรก “ช่วงนั้นประมาณปี 2557 เราก็ให้ลูกชายเริ่มเรียนรู้ก่อน เพราะเห็นว่าเขาชอบ ของอย่างนี้ถ้าชอบทำอะไรออกมายังไงก็ประสบผลสำเร็จได้ง่าย ทีนี้พอเรียนจบชั้นมัธยม 6 ลูกชายต้องไปเรียนต่อ
พิซซ่า เป็นอาหารที่แทบจะเห็นได้ทั่วไปในเมืองไทยไปแล้ว แต่พิซซ่า เจ้านี้ ต่างจากคนอื่น ตรงที่ตัวแป้งมีสีดำ จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ และหน้าพิซซ่า ก็ใช้อาหารท้องถิ่นมาดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นลาบเห็ด ส้มตำ ข้าวเม่า หมากพร้าวหมากม่วง คุณเฉลิมพล ร่มโพธิ์ทอง วัย 44 ปี เป็นเจ้าของ มีร้านประจำอยู่ที่ ซ.โรงพยาบาลศรีวิไล อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ แต่ก็ออกอีเว้นต์เสมอๆ อย่างงานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ ก็มาร่วมด้วยทุกปี หรืองานโอท็อปที่เมืองทอง หรืองานศิลปาชีพ ก็ไปกับทางจังหวัด เป็นต้น คุณเฉลิมพล เล่าว่า เริ่มต้นคือทำพิซซ่าเป็น โดยมีคนเกาหลีสอนให้เมื่อนานมาแล้ว จากนั้น เขาคิดว่าเป็นอาหารที่ไม่ยาก น่าจะทำขายได้ เพียงแต่ต้องดัดแปลงให้มีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง เขามองไปที่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ จ.บึงกาฬ ปลูกกันอยู่มาก ก็เลยไปสั่งโรงสี ขัดผิวข้าวไรซ์เบอร์รี่ออกมา เพื่อเอาผิวข้าวที่มีสีดำ ไปผสมกับข้าวสาลี จนได้ตัวแป้งมีสีดำ อันเป็นเอกลักษณ์ของจ.บึงกาฬ ที่แปลว่า ลำน้ำสีดำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 50 กก. ขัดผิวออกมาได้ 4 กก. ซื้อมา กก.ละ 50 บาท (ส่วนตัวข้าวที่ขัดแล้ว ก็มีสีขาวเหมือนข้าวหอมมะลิ นำไปหุงกินได้) เมื่อได้แป้งที่ม
คุณศรีพรรณ คำสงค์ เกษตรอำเภอบึงโขงหลง ให้ข้อมูลว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญเป็นรายได้หลักของเกษตรกรในจังหวัดคือ ยางพารา รองลงมาคือ การทำนาข้าว ซึ่งภายในอำเภอบึงโขงหลงในช่วงฤดูแล้ง เกษตรกรจะนิยมปลูกพืชล้มลุกที่ว่างจากการทำนาเป็นการสร้างรายได้ ซึ่งการปลูกพืชริมฝั่งโขงแม้จะปลูกในช่วงแล้ง แต่ก็ยังมีน้ำให้สามารถเพาะปลูกได้อยู่ตลอดทั้งปี จึงทำให้มีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดได้ “น้ำที่ใช้ปลูกพืช จะเป็นน้ำที่ได้จากแม่น้ำโขง น้ำมีตลอดทั้งปี พืชที่เกษตรกรปลูก ก็จะปลูกสลับกันไป หรือบางรายก็จะปลูกแบบหมุนเวียน ไม่เน้นทำเป็นพืชเชิงเดี่ยว เพราะจะช่วยในเรื่องของสินค้าล้นตลาดได้ เช่น ราคาพืชชนิดไหนไม่ดี ก็ยังมีพืชอีกชนิดที่ราคาดีขายได้ราคา จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่ขาดช่วง แม้พืชผลทางการเกษตรจะตกต่ำในบางช่วงก็ตาม” คุณศรีพรรณ กล่าว คุณนวลจันทร์ กงเกต คุณนวลจันทร์ กงเกต อยู่บ้านเลขที่ 316 หมู่ที่ 3 ตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรที่ได้ปลูกพืชอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงสร้างรายได้ เน้นปลูกมะเขือเทศพันธุ์พรีเมี่ยมโกลด์ เป็นหลัก เพราะผลมีขนาดใหญ่ ได้น้ำหนักดี ตลาดมีความต้องการ จึงเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กั
นายยศพิชา คชาชีวะ เชฟชื่อดัง ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารมานานกว่าสิบปี ให้ความเห็นกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” กรณีมีข่าวนายเปรมชัย กรรณสูต ลักลอบเข้าเขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวร ไปล่าสัตว์ เพื่อเปิบเมนูพิสดาร “ตัวเดียวอันเดียว-เสือดำ” หวังเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ นั้นว่า ตามหลักโภชนาการแล้ว “ตัวเดียว อันเดียว” ของสัตว์ทุกชนิด จะมีแร่ธาตุอาหารแค่โปรตีน และ ไขมัน ฉะนั้น หากกิน “ตัวเดียว อันเดียว” ของเสือ คงไม่ต่างอะไรกับการกิน “ตัวเดียว อันเดียว” ของวัว ซึ่งมีขายทั่วไป การที่บอกทานแล้วจะไปช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศท่านชายได้นั้น จึงเป็นแค่ความเชื่อของบุคคลนั้นๆ มากกว่า เชฟคนดังท่านเดิม กล่าวต่อว่า พืชผักหรือเนื้อสัตว์ ที่สามารถเสริมสมรรถภาพทางเพศได้ ซึ่งมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว มีหลายตัว เช่น กระชายดำ โสมจีน โสมเกาหลี ไข่แดง หอยนางรม รวมทั้งกระเทียม ซึ่งเป็นของที่หาไม่ยากเลย ยิ่งถ้าเป็นคนมีฐานะ จะซื้อหามาทานเท่าไหร่ก็ได้ แต่ทุกอย่างถ้าทานมากไปอาจมีผลข้างเคียง “หอยนางรม มีแร่ธาตุสังกะสีเยอะ ซึ่งช่วยเพิ่มตัวเชื้อสเปิร์ม แต่มีไขมันสูง หากทานมากไป ไขมันอาจอุดตันได้ กระชายดำ โสมจ
TA-THA-TA (ตะ-ถะ-ตา) คือ ธุรกิจที่เกิดจากความชื่นชอบถึงขั้นหลงรักใน “งานหนัง” ที่มีความคลาสสิค ใช้ได้ทุกยุคสมัย จึงเริ่มศึกษาตั้งแต่วิธีการเลือก การนำมาใช้ รวมถึงการดูแลรักษา ทำให้เห็นเสน่ห์ของวัสดุประเภทนี้ ที่ยิ่งใช้ยิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งมีคุณค่า และด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเลือกสรรหาหนัง และกระบวนการทำผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น จึงเกิดจากความรักและความใส่ใจ ทำขึ้นมาทีละชิ้นด้วยมือ ช่วยเพิ่มเสน่ห์และคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในแบบที่งานอุตสาหกรรมไม่สามารถทำได้ คุณกวิตา ศรีสันต์ และ คุณวิภาวัส ดาราพงศ์สถาพร คือ สองหุ้นส่วนกิจการ TA-THA-TA ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย นาฬิกา และแอคเซสเซอรี่ ที่มีเครื่องหนังเป็นส่วนประกอบสำคัญ คุณกวิตา จบจากจบคณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนคุณวิภาวัส จบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สองสาว-สองสถาบัน แต่มีใจตรงกันอยู่ที่ความหลงใหลในงานหนัง ระหว่างทำงานออฟฟิศ จึงลองช่วยกันเย็บกระเป๋าขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ปรากฎได้ผลตอบรับดีต่อเนื่อง เมื่อเห็นแนวโน้มมีความเป็นไปได้ เลยชวนกันออกมาทำธุรกิจแบบเต็วตัว ช่วงปี 2555 ส่ง“กระเ
