SMEs
สวนกุหลาบในฝัน เป็นความทรงจำในวัยเยาว์ ช่วงนั้นฉันได้อ่านนิตยสาร อสท.นำเสนอเรื่องสวนกุหลาบ นับจากวันนั้นฉันก็ฝันที่จะมีสวนกุหลาบ และได้ปลูกกุหลาบต้นแรกเมื่อครั้งเรียนประถมปลาย เป็นกุหลาบหนูสีชมพู เป็นกุหลาบที่แข็งแรงมาก แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มใหญ่ให้ดอกหอมอ่อนๆ ทั้งปี แล้ววันหนึ่งมีการขยายถนน พี่ชายยอมให้เขาขยายถนนเข้ามา และต้นกุหลาบก็ถูกตัดทิ้งในวันที่ฉันไม่อยู่บ้าน นับจากวันนั้นฉันก็ไม่มีกุหลาบหนู และดูเหมือนกุหลาบกี่ต้นก็ชดเชยไม่ได้ ทุกวันนี้ฉันก็ยังคิดถึงกุหลาบหนูต้นนั้นอยู่แม้ว่าจะผ่านมาสามสิบปีแล้ว แล้วความฝันเรื่องสวนกุหลาบก็กลับมา คล้ายยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล ที่สวนเหยิมเหยิม กุหลาบเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของสวนเหยิมเหยิม เช่นเดียวกับ หน่อไม้ กล้วย และทุ่งนาข้าว เมื่อมาอยู่ที่นี่ มีสวนกุหลาบอยู่แล้ว ทุกเช้าฉันจะตัดกุหลาบมาปักแจกัน และอาหารของครัวเหยิมเหยิมก็มีอาหารจานกุหลาบ เช่น ไข่ม้วนกุหลาบ ไข่คอนโดฯกุหลาบ หรือยำกุหลาบ และน้ำกุหลาบ ชากุหลาบ อีกทั้งสวนกุหลาบเป็นสวนแห่งความรักความหลัง เมื่อครั้งมาอยู่ทุ่งเสี้ยวใหม่ๆ คนรักของฉันบอกว่า สันป่าตองก็มีสวนกุหลาบด้วย แรกฟังก็เ
ปีนี้ฝนดี เกษตรกรโดยอาชีพ และผู้สนใจทำเกษตร ต่างลงมือเพาะปลูกกัน “สาขาไม้ผล” ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีสิ่งใหม่ๆ ให้ติดตามกัน มาดูความเคลื่อนไหวในรอบปี 2560 โดยเรียงลำดับตัวอักษร กล้วย…เมื่อปี 2558 แล้งหนัก กล้วยราคาแพง ปี 2559 จึงขยายพื้นที่ปลูกกันมาก โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า ทำให้ปี 2560 ราคากล้วยน้ำว้าลดลงอยู่ในภาวะปกติ กล้วยหอมทองก็เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่แล้ว ผลิตได้ไม่เท่ากับพื้นที่แถบรังสิต เนื่องจากปัจจัยไม่เหมาะสม ไม่มีความเชี่ยวชาญ สิ่งที่ต้องบันทึกไว้คือ บางแห่งมีการซื้อ-ขายกล้วยน้ำว้ากัน หวีละ 60-80 บาท ปี 2559/2560 เป็นยุคทองของกล้วยน้ำว้า-กล้วยหอมทอง ซึ่งได้ผ่านไปแล้ว กระนั้นก็ตาม ผู้ที่ยืนหยัดผลิตก็ยังอยู่ได้ ปลูกกล้วยหอมมานานติดต่อกันกว่า 20 ปี เช่น คุณวิไล ประกอบบุญกุล ที่คลองเจ็ด ปทุมธานี นอกจากปลูกเองแล้ว คุณวิไลยังมีแผงจำหน่ายอยู่ที่ตลาดไท ขนุน…ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวมากนัก แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่จังหวัดระยองและประจวบคีรีขันธ์ เขาผลิตเพื่อส่งออก หากต้องการขายได้ราคาดี ต้องวางแผนการผลิตให้ออกช่วงที่ล้งต้องการ รวมทั้งดูแลโดยการห่อผล แคนตาลูป-เมล่อน…การปลูกในโรงเรือนยังขายได้ราคา
“ต้นนกน้อยนำโชค” หรือ “ต้นนางกวักสาลิกาลิ้นทอง” เป็นชื่อของไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียจนถึงประเทศออสเตรเลีย มีลักษณะเป็นไม้อวบน้ำ ลำต้นสีเขียวอวบอ้วน มียางสีขาว ใบหนาอวบน้ำ สีเขียวเข้ม นอกจากนี้ จุดเด่นอีกอย่างของนกน้อยนำโชค คือ ดอกของมันจะมีลักษณะคล้ายกับนกตัวเล็กๆ ที่โผล่ออกมาจากใบประดับสีชมพูอมแดงคล้ายกลีบดอกไม้ จากลักษณะดังกล่าวทำให้มันถูกเรียกว่า “นกน้อยนำโชค” นอกจากชื่อมงคลที่ถูกตั้งจากลักษณะเด่นแล้ว นกน้อยนำโชคยังถูกมองว่าเป็นต้นไม้สิริมงคล เนื่องจากมีความเชื่อว่าเมื่อปลูกแล้วจะช่วยเสริมในด้านโชคลาภ ค้าขายกิจการรุ่งเรือง นำความเป็นสิริมงคลมาสู่ตัวเองและครอบครัว ทั้งยังช่วยให้เงินทองไหลมาเทมาอีกด้วย คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ มีสวนอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นเกษตรกรที่ทำการปลูกเลี้ยงต้นนกน้อยนำโชค โดยเน้นการขยายพันธุ์ส่งขายด้วยวิธีการเสียบยอด ซึ่งนับเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ จากหนุ่มเย็บผ้า สู่ผู้คร่ำหวอดวงการไม้ดอกไม้ประดับ คุณปรีชา เล่าถึงการเริ่มต้นทำสวนดอกไม้ว่า เมื่อสมัยหนุ่มๆ นั้นเ
คุณสุรกิจ ละเอียดดี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ ระบบอินทรีย์ แนะนำสำหรับเกษตรกรที่อยากจะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการค้า สิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือเรื่องสุขภาพทั้งของตัวเราเอง และผู้บริโภค หากเกษตรกรท่านใดอยากเลี้ยงระบบอินทรีย์แต่ยังทำไม่ได้ ให้เป็นจีเอพีก็ยังดี อย่างน้อยบ้านเราตัวเราก็ต้องกิน ผู้บริโภคก็ได้กินของดีตามเพราะเราเลี้ยงระบบปลอดสารพิษ เลยอยากให้ทุกคนมามองเรื่องสิ่งแวดล้อมกับความสุขของตัวเอง ทุกวันนี้เคมีมีเยอะพอแล้ว อย่างให้คำนึงถึงสุขภาพด้วยไม่ใช้จะเอาผลประโยชน์อย่างเดียว จะเตือนถึงเกษตรกรเชิงพาณิชย์รู้ว่าลงทุนสูงลองคิดเปลี่ยนอาจจะใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ ในการใช้สมุนไพรในการรักษาโรค หากหันมาเลี้ยงเป็นระบบอินทรีย์ได้จะดีที่สุด ถ้าไม่ได้อยู่ที่บริเวณที่มีน้ำทะเล ก็ให้ดูเรื่องพื้นที่ก่อนว่าเหมาะสมที่จะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทไหน ถ้าตรงไหนเหมาะสม หรืออยู่ใกล้ชลประทาน ให้คิดต่อว่าบริเวณชุมชน หมู่บ้านของท่านคุณสัตว์น้ำอะไรที่ชอบมากที่สุดไปหาคำตอบ เมื่อหาได้แล้วสัตว์อะไรที่ชอบกินแล้วหายากที่สุดไปคิดมาเอง นั่นคือสัตว์น้ำที่ควรเลี้ยงขายในพื้นที่คุณก่อน เพราะถ้าในพื้นที่คุณยังไม่พอกิน อย่าพึ่งไปแห่เลี
พักนี้มีเรื่องให้ต้องไปมาเลเซียหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ ไปเจอคู่หนุ่มสาวมาเลย์คู่หนึ่ง ที่เพิ่งถูกตัดสินให้มีความผิดฐานดูหมิ่นศาสนาอิสลาม ที่จริงสองหนุ่มสาวเชื้อสายจีนนี่เป็นข่าวมาก่อนหน้า หลังจากเคยถ่ายคลิปวิดีโอสวีทกันหวานแหววกันโพสต์ขึ้นบล็อกตัวเอง ซึ่งฉันดูก็ไม่เห็นเป็นไร หนุ่มสาวรักกันก็อยากแสดงออก เพราะยุคนี้มันเป็นยุค ìมีอะไรก็อยากให้โลกรู้î รักกันมันแน่นอก ต้องกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันให้โลกเห็น ฉันดูแล้วก็สวยดี ถึงจะรู้สึกว่าแหมอะไรกันต้องอวดกันขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นอาชญากรรมอะไร คนทำอะไรแย่ๆ กว่านี้ยังมีอีกเยอะ แต่เพราะมาเลเซียเป็นสังคมเคร่งศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม ก็เลยถูกด่าขรม เจ้าหนุ่มซึ่งเป็นนักศึกษาเรียนดีขนาดได้รับทุนรัฐบาล ก็ถูกถอดจากทุน ส่วนสาวที่เป็นระดับปัญญาชนของประเทศ ก็เหมือนจะเจอมรสุมเข้าไม่น้อย แต่ 2 คนไม่ยอมแพ้ เมื่อบล็อกของตัวเองถูกสั่งปิด ก็พากันย้ายไปออกอากาศในยูทูบ ทีนี้แรงขึ้นอีก พูดจาเรื่องเซ็กซ์ เรื่องความสัมพันธ์หญิงชายแบบตรงไปตรงมา แสดงท่าให้ดูก็มี ซึ่งฉันก็ว่าเขามีสิทธิ์ คนเรียนมากจะม
คุณแนน – วัชราภรณ์ คล้ายเนียม เจ้าของ “รถนิยม CAR BAR MILK” กิจการขายอาหาร-เครื่องดื่มประเภทนมชง ขนมปังปิ้ง สเต๊ก และ อาหารไทยจานหลักหลากหลาย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากลูกค้าในเมืองมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ทุกเพศ-วัย กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เธอเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว ปัจจุบันอายุ 34 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ก่อนหน้านี้ทำงานประจำอยู่ฝ่ายการตลาดของหมู่บ้านจัดสรร ส่วนแฟนหนุ่มซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ คือ คุณต้อม –อนุรักษ์ สุดดี ทำงานในตำแหน่งเป็นวิศวฯไฟฟ้าประจำห้องเย็นแห่งหนึ่งในมหาชัยนี้เอง ทำงานกันมาได้พักใหญ่ เธอเกิดความคิดอยากให้แฟนหนุ่มออกจากงานประจำมาหาอะไรทำที่ได้เงินมากกว่าเดือนละหมื่นกว่าบาท เพราะแม้จะทำโอทีหนักหน่วงแค่ไหน ก็ได้ค่าตอบแทนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาท คุณแนน เจ้าของกิจการ “ตอนนั้นที่กรุงเทพฯกำลังฮิตรถโฟล์กตู้ มาแต่งแล้วเปิดเป็นร้านขายนมปั่น-ขนมปังปิ้ง เลยตัดสินให้แฟนลาออกมาทำรถนม บ้างดีกว่า แต่เราไม่มีรถโฟล์กตู้ มีแต่รถกระบะเก่าคันหนึ่ง ซื้อมาสะสมไว้นานแล้ว เลยคิดนำมาดัดแปลงเป็นหน้าร้านหาเงินดีกว่า” คุณแนน
วันที่ 27 ธันวาคม นายสมหวัง ช้างขำ อายุ 62 ปี อดีตกำนันตำบลโพสะ อ.เมือง จ.อ่างทอง กล่าวว่า ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในช่วงน้ำหลากได้ท่วมนาข้าวเสียหาย ระหว่างนี้จึงใช้พื้นที่สวนกลางทุ่งนาเป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ปลูกมะเขือเทศราชินี กว่า 2,000 ต้น ทำการปลูกดูแลกันเพียงสองคนตายาย โดยปลูกมะเขือเทศราชินีในร่องสวน เป็นแนวยาวพร้อมทำการรดน้ำเช้าเย็น ดูแลในเรื่องศัตรูพืชโดยใช้สารชีวภาพและปลูกในแบบเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมี ช่วงนี้ผลผลิตกำลังออก เก็บเกี่ยวส่งขายให้ลูกค้ามีรายได้ทุกวัน 500-700 บาท “ช่วงน้ำหลากท่วมนาจมเสียหาย ครอบครัวขาดรายได้ จึงได้หันมาปลูกมะเขือเทศราชินี ใช้พื้นที่ร่องสวน ช่วงนี้ออกผลผลิตมีรายได้ทุกวัน มะเขือเทศราชินีได้รับความสนใจจากตลาดสูง ผู้บริโภคให้ความสนใจ อุดมด้วยวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยในตอนเช้าจะเก็บมะเขือเทศมาแล้วบรรจุใส่ถุง ถุงละครึ่งกิโลกรัม ส่งขายให้ลูกค้าขาประจำและขาจร ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เสริมอย่างงาม ในช่วงรอการทำนาสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวต่อไป” นายสมหวัง กล่าว
ผมคิดว่า ต้องมีคนแบบผมอีกไม่น้อย ที่เคยเข้าใจไขว้เขวกับผลผลิตที่มาจากต้นตาลโตนด โดยเฉพาะเรื่องหวานๆ ทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่เข้าใจว่าลูกตาลอ่อนที่ปอกเปลือกผลตาลออกมากินเนื้อใสๆ หวานๆ นุ่มๆ นั้นแหละที่เอาไปเชื่อมจนแข็งๆ กินกันเป็นของหวาน แล้วก็เชื่อว่า น้ำในลูกตาลอ่อนรสหวานเย็นชื่นใจนั้นเองที่เอาไปเคี่ยวทำน้ำตาลปึก น้ำตาลหม้อ หรือน้ำตาลผง แม้กระทั่งทำต่อเป็นเหล้ากลั่นน้ำตาลโตนดรสดีได้ด้วย เพราะอย่าว่าแต่ผมเลย ขนาดเพื่อนที่เป็นนักปรุงอาหารที่คร่ำหวอดบางคนก็ยังเผลอเข้าใจแบบนี้อยู่เลยล่ะครับ ชื่อคำว่าต้น “ตาล” (sugar palm) นี้ น่าจะเป็นคำภาษาบาลี ยังมีใช้เรียกกันในศรีลังกา เดิมบ้านเมืองเก่าแก่ที่ใช้ภาษาบาลีก็เรียกใช้คำนี้ เช่นที่ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 (จารึกพ่อขุนรามคำแหง) เล่าถึงว่า พ่อขุนรามคำแหงนั้นโปรดฯ ให้ “…ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้า จึ่งให้ช่างฟันขดานหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้…” ส่วน “โตนด” เป็นชื่อเรียกในภาษาเขมร ถ้าดูจากชื่อบ้านนามเมือง เราพบชื่อ “บ้านโตนด” ไล่ตั้งแต่ที่บุรีรัมย์มาจนถึงชัยนาท ซึ่งน่าจะแสดงถึงความแพร่หลายของวัฒนธรรมการทำตาลในกลุ่มคนที่ใช้ภาษาเขมรสืบเนื่องมาตั้ง
จากสภาพแวดล้อมและสภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จะเห็นได้ว่าสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติกำลังมีจำนวนที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้วิถีชีวิตของการหาสัตว์น้ำในแหล่งธรรมชาติ ค่อยๆ เจือจางหายไปตามกาลเวลา เพราะภายในแหล่งน้ำเริ่มไม่มีความสมบูรณ์เหมือนเช่นครั้งเก่าก่อน แต่ด้วยวิสัยของการเอาตัวรอดในช่วงที่เกิดการขาดแคลนด้านอาหาร จึงทำให้มีเทคโนโลยีการประมงใหม่ๆ เกิดขึ้นมา เพื่อเป็นการช่วยสร้างแหล่งโปรตีนที่ได้จากเนื้อปลาให้ยังคงอยู่ และมีพอเพียงแต่จำนวนของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเพาะพันธุ์ปลาให้มีจำนวนมากขึ้น ตลอดไปจนถึงการเพาะเลี้ยงให้สัตว์น้ำเจริญเติบโต ส่งจำหน่ายยังแหล่งค้าขายต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ จนทำให้เกษตรกรผู้จับอาชีพทางด้านนี้มีรายได้จากการทำประมง ซึ่งทางกรมประมงเองก็ได้มีการส่งเสริมในเรื่องของการเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้มีมาตรฐานมากขึ้นโดยทุกขั้นตอนต้องผ่านตามมาตรฐานที่กำหนด และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ก็จะยิ่งทำให้เกษตรกรยิ่งมีรายได้และทำอาชีพทางด้านนี้ได้อย่างยืนยาว แต่กระนั้นใช่ว่าการประกอบทางอาชีพนี้จะไม่มีอุปสรรคเลย ปัญหาแต่ละช่วงของผู้ทำการเลี้ยงสัตว์น้ำ หากไม่เกิดจากส
ในอดีต ชาวประมงในหมู่บ้านคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใช้อวนตาถี่จับสัตว์น้ำ แบบเน้นเอาปริมาณ ซึ่งอวนตาถี่ดังกล่าวนั้น นับเป็นเครื่องมือประมงแบบทำลายล้างที่กวาดจับสัตว์น้ำแทบทุกชนิด โดยเฉพาะลูกปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ปลาทู ปลาอินทรี จนทรัพยากรทางทะเลหน้าหมู่บ้านคั่นกระไดเสื่อมโทรมลงไปมาก ส่งผลให้ ชาวประมงหมู่บ้านคั่นกระได ต้องออกเรือไปไกลมากขึ้น เพื่อจับปลาจากหมู่บ้านอื่นๆ จนทำให้ทรัพยากรทางทะเลร่อยหรอไปทีละหมู่บ้าน กระทั่งได้รับสมญานามจากหมู่บ้านที่ไปเยือนว่า “กองปราบปลา” เนื่องจากหาปลาแบบล้างผลาญไปจนถึงเขตจังหวัดชุมพร แต่แล้วเมื่อเจ้าของพื้นที่ยื่นคำขาดให้ออกไปจากเขตแดนของพวกเขาภายใน 24 ชั่วโมง ชาวประมงจากหมู่บ้านคั่นกระได จึงต้องล่าถอยกลับคืนถิ่นของตัวที่ท้องทะเลมีแต่ความเสื่อมโทรมอย่างหนัก จนชาวประมงหลายรายต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพรับจ้างก่อสร้าง กระทั่งปี 2551 ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมรักษ์ทะเลไทย ชาวประมงบ้านคั่นกระได ได้รวมกลุ่มกันเพื่อฟื้นฟูความอุดสมสมบูรณ์ของทะเลหน้าบ้านให้กลับคืนมา เริ่มจากการเลิกใช้อวนตาถี่ สร้างซั้งกอเพื่อเป็นบ้านให้เกิดกับสัตว์น้ำวัยอ่อน ทำธนาคารปู ห้ามเรื
