SMEs
การเลี้ยงหอยแครง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม มี 2 แบบ คือ การเลี้ยงแบบพัฒนา และ การเลี้ยงแบบธรรมชาติ แต่การเลี้ยงทั้งสองแบบ มีข้อจำกัดเรื่องของเงินทุนและพื้นที่สัมปทานในท้องทะเล เกษตรกรที่มีเงินทุนน้อยจึงปรับเปลี่ยนการเลี้ยงใหม่ โดยเอาทั้งสองวิธีมาผสมผสานกันเป็นการเลี้ยงแบบ “กึ่งพัฒนาธรรมชาติ” คุณวรเดช เขียวเจริญ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยแครงแห่งบ้านคลองคด ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุคคลหนึ่งที่พลิกผันตัวเองจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับการเพาะเลี้ยงหอยแครงแบบกึ่งธรรมชาติ บนพื้นที่ 130 ไร่ คุณวรเดช เล่าให้ฟังว่า จากที่ฟาร์มกุ้ง ซึ่งเป็นอาชีพที่พ่อและแม่ทำมา ประสบปัญหากับโรคอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตเสียหาย กุ้งตายเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะที่กุ้งเกิดปัญหาอย่างรุนแรง ตนกลับพบว่าหอยแครงที่ปล่อยลงไปในบ่อหลังจากที่จับกุ้งจำหน่ายสามารถสร้างรายได้แทน จึงค่อยปรับเปลี่ยนจากกุ้งมาเป็นหอยแครง โดยผสมผสานวิธีการเลี้ยงเป็นแบบกึ่งพัฒนาธรรมชาติ “การเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนา เป็นแนวคิดที่ผมทดลองทำหลังจากที่กุ้งเกิดโรค ซึ่งผมมองว่ามีพื้นที่อยู่แล้ว มีบ
คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล 47/1 ม.7 ต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ขนุนไร้เมล็ดมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ลักษณะของขนุนไร้เมล็ดนี้ พี่ศรีนวลบอกว่าคือตรงตามชื่อเลย เป็นขนุนที่ไม่มีเมล็ด ยางน้อย พันธุ์นี้ทุกอย่างดีหมดยกเว้น ขนาดของผลเล็กน้ำหนักไม่เกิน 8 – 15 กิโลกรัม แต่การันตีเรื่องรสชาติคือหวานกรอบ ซังมีรสชาติเดียวกันกับเนื้อ รู้จักขนุนสายพันธุ์นี้จากเมื่อ 3 ปีที่แล้วพี่ศรีนวลมีโอกาสไปเปิดร้านขายพันธุ์ไม้ที่สวนหลวงเป็นงานเกษตร แล้วเจ้าของร้านขนุนเขาผ่าให้ชิม แล้วชอบในรสชาติ ที่สำคัญคือยางน้อย เพราะตนเป็นคนไม่ชอบยางขนุนเลย จึงกัดฟันซื้อกิ่งพันธุ์มา 2 ต้น เพราะกิ่งพันธุ์ค่อนข้างแพง ซื้อมาแล้วก็มาขยายพันธุ์ขายต่อ ถือว่าขนุนไร้เมล็ด ยังเป็นพันธุ์ใหม่ ผลิตไม่พอขาย เหมาะสำหรับปลูกกินที่บ้าน ลูกไม่ใหญ่ ปอกง่ายเหมือนแตงโม ทั้งลูกทิ้งแค่เปลือก คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล ที่สวนของพี่ศรีนวล ไม่ได้ปลูกแค่ขนุนเพียงอย่างเดียว ยังมีพันธุ์ไม้แปลกอีกหลายชนิดลองโทรเข้ามาสอบถามได้ แต่ที่เชี่ยวชาญที่สุดคือเรื่องขนุนเพราะทำขนุนส่งออกประเทศจีนด้วย เรียกได้ว่าหากนำใบขนุนมาใ
กรุงพนมเปญ นับเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศกัมพูชา โดยตั้งปี พ.ศ.2535 เป็นต้นหลังจาที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรี ยินดีต้อนรับการลงทุนจากทุกขนาดจากนานาชาติ ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ มีอัตราการเติบโตมากขึ้นตามลำดับ กระทั่งเป็นศูนย์รวมของโรงแรม ภัตตาคาร บาร์ และสิ่งก่อสร้างมากมาย เมื่อไม่นานมานี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้เยี่ยมชมย่านการค้าสำคัญในกรุงพนมเปญ โดยเริ่มจาก Night Market ซึ่งอยู่ติดกับถนนเลียบแม่น้ำ ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวตะวันตก ฟู้ดคอร์ท ขแมร์ไสตล์ บรรยากาศความน่าสนใจของ “ตลาดถนนคนเดิน ขแมร์ สไตล์” นี้ ถ้าเทียบกับบ้านเรา คงต้องบอกตรงๆว่ายังห่างไกลกันอยู่มาก เพราะเท่าที่สำรวจด้วยสายตาจากสินค้าที่วางขาย แทบหาไม่เห็นว่าจะมีสินค้าเชิงไอเดียสร้างสรรค์ หรืองานทำมือของคนในท้องถิ่น ส่วนใหญ่มักเป็นสินค้าประเภทเสื้อผ้าสำเร็จรูป ชุดชั้นใน รองเท้ามือสอง ขณะที่ ของที่ระลึก อย่าง พวงกุญแจ ดอกไม้แห้ง ฯลฯ เข้าใจว่าน่าจะนำเข้าจากไทยหรือไม่ก็เวียดนาม เป็นหลัก วันรุ่งขึ้น มีโอกาสแวะที่ ตลาด Central Market หรือตลาดนัดแหล่งใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงพนมเ
จากกรณีที่เว็บไซต์เดลิชดอตคอม ออกมาระบุชื่อร้านอาหารร้านโปรดของ น.ส.เมแกน มาร์เคิล ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะพระคู่หมั้นของเจ้าชายแฮร์รี่ รัชทายาทอันดับ 5 ของราชวงศ์อังกฤษ โดยมาร์เคิลได้ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2559 ระหว่างโปรโมตเว็บไซต์เดอะทิก ว่า เธอปลื้มร้านอาหาร “โชติจิตร” ในกรุงเทพฯ มาก แม้ร้านดังกล่าวมีเพียง 6 โต๊ะ ไม่ได้มีดาวรับรองจากมิชลิน ไม่ได้หรูหราอะไร แต่รสชาติของอาหารไทยที่ปรุงออกมาจากร้านแห่งนี้ ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมองใหม่ที่มีต่ออาหารไทยไปเลยนั้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้รับคำบอกเล่า ความเป็นมาของร้านดังกล่าว จาก คุณกระช้อยชุลี กิมังค์สวัสดิ์ หรือ คุณติ๋ม ที่รับช่วงกิจการเข้ามาดูแลร้านโชติจิตรได้ราว 20 ปีแล้ว โดยถือเป็นทายาทรุ่นหลาน เพราะเดิมทีร้านแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย คุณตาโชติ เหล็งสุวรรณ ข้าราชการทหาร ที่มีความรู้เรื่องสมุนไพร ซึ่งต่อมาได้เปิดร้านจำหน่ายเหล้ายา จนมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนเนืองแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนพ้องที่ต่างแวะเข้ามาเยี่ยมเยือนไม่ขาด “คุณตามีความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณ ท่านจึงปรุงเหล้ายาแก้อาการต่างๆ อย่าง แก้กษัย ปวดเมื่อย ซึ่ง
คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารปิ้งย่างชื่อดังของไทย “บาร์บีคิวพลาซ่า” ประกาศถึงอีกก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ 30 ปี ของฟู้ดแพชชั่น กับการเปิดร้านบาร์บีคิวพลาซ่าในรูปแบบ “สแตนด์อโลน” (Stand alone) ครั้งแรกในประเทศกัมพูชา โดยร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้รับสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าในพื้นที่ อย่าง Express Food Group (EFG) ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ข้อ คือ Win-Win Strategy ที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย Partnership Relations คือ สร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรแบบยั่งยืนบนพื้นฐานแห่งความเชื่อใจ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยความคล่องตัวและราบรื่น และ Effective Support คือ สร้างระบบให้การสนับสนุนจากส่วนกลางที่ทำให้การดำเนินงานต่างๆ ในพื้นที่ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน คล่องตัว และทันท่วงที ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันแบ่งปันความรู้ที่แต่ละฝ่ายมีความเชี่ยวชาญ พัฒนาให้เกิดโมเดลบาร์บีคิวพลาซ่า สแตนด์อโลน ขึ้นในครั้งนี้ “รูปแบบของ บาร์บีคิวพลาซ่า สแตนด์อโลน ในประเทศกัมพูช
คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล 47/1 ม.7 ต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ขนุนไร้เมล็ดมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ลักษณะของขนุนไร้เมล็ดนี้ พี่ศรีนวลบอกว่าคือตรงตามชื่อเลย เป็นขนุนที่ไม่มีเมล็ด ยางน้อย พันธุ์นี้ทุกอย่างดีหมดยกเว้น ขนาดของผลเล็กน้ำหนักไม่เกิน 8 – 15 กิโลกรัม แต่การันตีเรื่องรสชาติคือหวานกรอบ ซังมีรสชาติเดียวกันกับเนื้อ รู้จักขนุนสายพันธุ์นี้จากเมื่อ 3 ปีที่แล้วพี่ศรีนวลมีโอกาสไปเปิดร้านขายพันธุ์ไม้ที่สวนหลวงเป็นงานเกษตร แล้วเจ้าของร้านขนุนเขาผ่าให้ชิม แล้วชอบในรสชาติ ที่สำคัญคือยางน้อย เพราะตนเป็นคนไม่ชอบยางขนุนเลย จึงกัดฟันซื้อกิ่งพันธุ์มา 2 ต้น เพราะกิ่งพันธุ์ค่อนข้างแพง ซื้อมาแล้วก็มาขยายพันธุ์ขายต่อ ถือว่าขนุนไร้เมล็ด ยังเป็นพันธุ์ใหม่ ผลิตไม่พอขาย เหมาะสำหรับปลูกกินที่บ้าน ลูกไม่ใหญ่ ปอกง่ายเหมือนแตงโม ทั้งลูกทิ้งแค่เปลือก คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล ที่สวนของพี่ศรีนวล ไม่ได้ปลูกแค่ขนุนเพียงอย่างเดียว ยังมีพันธุ์ไม้แปลกอีกหลายชนิด ลองโทรเข้ามาสอบถามได้ แต่ที่เชี่ยวชาญที่สุดคือเรื่องขนุนเพราะทำขนุนส่งออกประเทศจีนด้วย เรียกได้ว่าหากนำใบขนุนมา
“ประยุทธ มหากิจศิริ” ที่ทุกคนรู้จักกันดีในนาม “เจ้าพ่อเนสกาแฟ” มหาเศรษฐี อันดับ 18 ของเมืองไทย ปี 2015 จัดโดย Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 4.56 หมื่นล้านบาท และยังมีธุรกิจอีกมากในอาณาจักรตระกูลมหากิจศิริ ในนาม “บริษัทพีเอ็ม กรุ๊ป” ที่เจ้าสัวได้ปลุกปั้นขึ้นมากับมือ มีทั้งธุรกิจผลิตเหล็ก สนามกอล์ฟ อุตสาหกรรมพลังงาน มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาท จากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 70 กะรัต วันนี้อาจจะเป็นเวลาที่ความรู้ต่างๆ ได้ตกผลึก และพร้อมถ่ายทอดแบ่งปันสู่คนรุ่นใหม่ และสังคม เมื่อ 2 ปีก่อน เจ้าสัวประยุทธ เคยลุกขึ้นมาจับปากกาเขียนหนังสือ “ลองดู ประยุทธ มหากิจศิริ” จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อต้นปี 2558 จนมาถึงตอนนี้มียอดพิมพ์กว่า 1.5 แสนกว่าเล่มแล้ว เพื่อบันทึกประวัติชีวิต 5 รุ่น “มหากิจศิริ” พร้อมแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ มาแชร์ให้คุณลองนำไปประยุกต์ใช้ โดยจัดพิมพ์แจกจ่ายให้ตามห้องสมุดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ใครที่พลาด หรือยังไม่ได้อ่าน เจ้าสัวประยุทธ ก็ขอถือโอกาสนี้ ลุกขึ้นมาเปิดคอมพ์ ขยับเมาส์ โพสต์สเตตัส เปิดเพจ “Let’s Try S
ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ย่านราชพฤกษ์ รองรับลูกค้าโซนอินดอร์-เอาต์ดอร์ ได้กว่า 500 ที่นั่ง และกำลังเป็นที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางทั้งโลกออนไลน์-ออฟไลน์ อาจเพราะมีการตกแต่งร้านได้แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ทำให้กลายเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมามีลูกค้ามารอใช้บริการตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด โดยเฉพาะช่วงศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ข่าวว่า มีผู้คนมารอเข้าคิวเป็นร้อย บางรายยินดีรอใช้บริการนานกว่าสองชั่วโมงกันมาแล้ว Villa De Bear (วิลล่า เดอ แบร์) ร้านอาหารสไตล์ยุโรป คือ กิจการที่เกริ่นถึง มี คุณต้อม – ศิวะกร จูงพล ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง วัยสามสิบกว่า เป็นหุ้นส่วนใหญ่และเจ้าของแนวคิดตั้งต้น แนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยทำงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซน์ในบริษัทแห่งหนึ่งนาน 5 ปี ควบคู่ไปกับการรับงานฟรีแลนซ์และเปิดบริษัทให้บริการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ เป็นที่ปรึกษาด้าน Online Marketing ก่อนผันตัวเองไปเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น ก่อนหน้านี้เคยร่วมลงทุนในสถานบันเทิง ร้านอาหารปิ้งย่างในห้างสรรพสินค้า ซึ
“เม้ง” คือชื่อเรียกขาน ต้นตำรับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเก่าแก่ประจำถิ่นเมืองเพชรบุรี กระทั่งเมื่อเกือบปีก่อนหน้านี้ ลูกหลานรุ่น 3 ได้เข้ามาบริหาร มีการปรับปรุงโฉมทั้งหน้าร้านและการบริการ ใช้ชื่อใหม่รวมทั้งใส่สโลแกนให้จดจำกันง่ายขึ้นว่า “เจ๊กเม้ง”………หน้าไม่งอ รอไม่นาน จากนั้นจึงนำ “ร้านก๋วยเตี๋ยว” ในแบบของคนรุ่นใหม่ มาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้เครื่องมือสื่อสารประเภท “โซเชียลมีเดีย” ทุกรูปแบบ ทุกวันนี้ “เจ๊กเม้ง” กลายเป็นแหล่ง “Don’t Miss” สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ ไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่ายของวันทำงาน หลังลูกค้าบางตา คุณไอซ์-ธีรศานต์ สหัสพาสน์ ผู้บริหาร “เจ๊กเม้ง” ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังแห่งเมืองเพชร สละเวลามานั่งพูดคุยกัน ด้วยบุคลิกอ่อนน้อม เริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามสั้นๆ ภายในไม่กี่ปี อะไรทำให้ “เจ๊กเม้ง” มีชื่อเสียงขนาดนี้ คุณไอซ์ ยิ้มกว้าง ก่อนตอบแบบถ่อมตัว อาจเพราะเขาเริ่มต้นด้วยการพยายามสร้างการรับรู้ในหมู่นักท่องเที่ยว ผ่านทาง โซเชียลมีเดีย ที่ว่า “มาเพชรบุรี ต้องมากินเจ๊กเม้ง” เหมือนกับมาเพชรบุรีแล้ว ต
เจ้าของไร่กุหลาบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ปลูกทุเรียนหมอนทองแซมในไร่ 600 ต้น ใช้วิธีซื้อพันธุ์จากชุมพรมาเสียบยอด ปลูก 4 ปี ได้ผลดีเกินคาด ขายตามออร์เดอร์และเฟซบุ๊ก กิโลกรัมละ 180 บาท รับประกันไม่อร่อยเปลี่ยนคืนได้ เผยเคล็ดลับอยู่ที่การใส่ปุ๋ย ไม่ใส่ขี้ไก่ ไม่ปลูกขวางทางน้ำ ใช้ระบบน้ำสปริงเกลอร์ ดินดี อากาศดี รายได้ก็ดีตามไปด้วย คุณทุเรียน กานดา เจ้าของไร่ปฐมเพชร หรือที่คนรู้จักกันดีในนาม “ไร่กุหลาบปฐมเพชร” พื้นที่ 40 ไร่ ตั้งอยู่ที่ หมู่ 6 ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เล่าว่า ก่อนจะมาทำไร่กุหลาบที่จังหวัดตาก เคยปลูกกุหลาบที่จังหวัดนครปฐม กระทั่งปี 2538 ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาจังหวัดตาก สาเหตุเพราะอากาศดี ปลูกกุหลาบได้ก้านยาว ดอกใหญ่ ต่อมาปี 2545 ปลูกผลไม้หลายอย่าง อาทิ ส้มสายน้ำผึ้ง ชมพู่ มะม่วง ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง ทับทิม ละมุด กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ย้อนไปปี 2545 ไร่ปฐมเพชร นับว่าเป็นผู้บุกเบิกเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพราะสถานที่แห่งนี้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชม และมอบความรู้เรื่องของการปลูกพืชโดยเฉพาะกุหลาบ และการทำกุหลาบอบแห้ง สำหรับผลผลิตทุเรียน เจ้าขอ
