SMEs
มองย้อนกลับไปเมื่อครั้งตู้โทรศัพท์สาธารณะยังคงเป็นที่ต้องการของทุกคน เทียบกับตอนนี้แล้วเชื่อว่าหลายคนคงใจหาย สามสิบปีที่แล้ว ตู้โทรศัพท์สาธารณะไม่ต่างจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แทบทุกปากซอย สี่แยก หัวมุมถนน หน้าโรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ จะมีตู้ตั้งโดดเด่นสะดุดตาผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา บ่อยครั้งที่ถึงกับต้องต่อคิวกันเลยทีเดียว แต่เดี๋ยวนี้ตู้โทรศัพท์สาธารณะกลายเป็นกองขยะ ที่หลบนอนของคนจรหมอนหมิ่น บางทีก็เป็นบ้านของหมาข้างถนน ตัวเครื่องก็โปเก หูห้อยต่องแต่ง ตู้หยอดเหรียญใช้งานไม่ได้ ฯลฯ ใครผ่านไปแถวศูนย์บำรุงรักษาตู้โทรศัพท์สาธารณะของ TOT ซอยงามวงศ์วาน 17 นนทบุรี ใกล้ทางขึ้นทางด่วนงามวงศ์วานคงได้เห็นสุสานตู้โทรศัพท์และเครื่องโทรศัพท์สาธารณะย่อยๆ ถูกทิ้งเป็นซากกองอยู่เป็นร้อยริมรั้วด้านใน รอนำไปประมูลขายเป็นเศษเหล็ก เพราะเดี๋ยวนี้แทบหาคนใช้โทรศัพท์สาธารณะไม่ได้ เพราะมีมือถือกันหมดแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน ชีวิตคนก็เปลี่ยน ล่าสุดเท่าที่ติดตามข่าว ทีโอทีเลิกสั่งผลิตตู้เพิ่มแล้ว ตู้รุ่นใหม่ “สีน้ำเงิน” ที่ใช้อยู่ตอนนี้จริงๆ แล้วคือตู้เก่า “สีส้มเขียว” ที่ไปเก็บกลับมาซ่อมเป็นอะไหล่ เครื่อง
ผู้คนจำนวนมากต่างคุ้นเคยกับตู้จำหน่ายแบบอัตโนมัติที่ตั้งอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และมีสินค้าให้เลือกหลากหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว แต่ถึงตอนนี้ไอเดียตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติล้ำหน้าไปไกลเกินคาด สินค้าหลายอย่างที่ไม่คิดว่าจะสะดวกซื้อก็กลับมีให้เห็น แถมยังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคด้วย เว็บไซต์ gazettereview.com รวบรวมเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติไอเดียแปลก 5 แบบที่มีขายจริงๆ ทั่วโลก เริ่มจากตู้ขายรถยนต์หรูในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสินค้าแพงที่สุดในขณะนี้ที่ถูกจับใส่โชว์รูมแบบไฮเทคจนดูเหมือนเป็นตู้ขายสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่สุดในโลก โดยตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติแห่งนี้ที่มีความสูงเท่ากับตึกขนาด 15 ชั้น โดดเด่นเตะตาเพราะเต็มไปด้วยรถยนต์หรูสารพัดยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์รารี่ ลัมโบร์กินี่ เบนท์ลีย์ ปอร์เช่ รวมถึงรถคลาสสิกบางรุ่น ซึ่งจอดโชว์ผ่านหน้าต่างกระจกได้ราวๆ 60 คัน “แกรี่ ฮอง” ผู้จัดการทั่วไปบริษัทออโต้บาห์น มอเตอร์ส เจ้าของแนวคิดตู้ขายรถยนต์หรู บอกว่า เขามีปัญหาในการหาพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับสร้างโชว์รูมรถสปอร์ต เพราะที่ดินมีราคาแพง จึงเปลี่ยนมาปิ๊งไอเดียโชว์รถในแนวดิ่ง ซ
คุณสุดใจ แซ่แต๋ง อายุ 61 ปี เจ้าของตลาดพระรูปคลองสอง ขาออก รังสิต-นครนายก จังหวัดปทุมธานี ให้สัมภาษณ์ถึงกิจกรรมถวายอาลับในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องว่า ตอนท่านยังใม่เสด็จสวรรคต จะให้พ่อค้าแม่ขาย ใส่เสื้อเหมือนกันเจ็ดเจ็ดสีเจ็ดวันเลย แจกเพื่อความเรียบร้อยสวยงาม ใส่เอี๊ยม ใส่หมวก ตามสีของวันด้วย พอท่านสิ้น ก็แจกเสื้อสีดำ เอี๊ยม หมวกสีดำ ให้หมด ใส่ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ปีที่แล้ว เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ และยังบอกอีกว่า ก่อนหน้าวันที่ 13 ตุลาคม ปีที่แล้ว กิจกรรมสำคัญของพ่อค้าแม่ขายนับบร้อยชีวิตในตลาดพระรูป จะต้องทำตอนห้าโมงเย็นและหลังสามทุ่มของทุกวัน นั่นคือการร่วมกันร้องเพลงเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่หลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคต พวกเราจะร่วมกันร้องเพลง “รักพ่อ…ไม่มีวันพอเพียง” ตอนเวลาห้าโมงเย็น ก่อนเริ่มทำการค้าขาย จากนั้นราวเวลาหลังสามทุ่มก่อนกลับบ้าน จะร่วมกันร้องอีกสามเพลง คือ “ผู้ปิดทองหลังพระ” , “ค่าของแผ่นดิน” และ “รักพ่อ…ไม่มีวันพอเพียง” ซึ่งตลอดที่ร่วมกันทำมา ได้รับความร่วมมือจากบรรดาพ่อค้าแม่ขายเป็นอย่างดี
“จากธุลีดินถึงจักรวาลของพ่อ” คือ นิทรรศการประจำเดือนตุลาคม นี้ จัดโดย “ช่างชุ่ย” ร่วมกับองค์กรพันธมิตร มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายความอาลัยแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งแผ่นดิน และเป็นการแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ส่วนหนึ่งของนิทรรศการ “๕๙ เมตตาแห่งพระบารมี” สำหรับกิจกรรมที่มีขึ้นตลอดทั้งเดือนนี้ ประกอบด้วย เนื้อหาน่าสนใจหลากหลาย อาทิ นิทรรศการ ‘ละออง’ ส่งความคิดถึงจากดวงใจผ่านผลงานศิลปะเพื่อเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 โดยศิลปินไทยกว่า 70 คน กิจกรรม เสวนาจากโครงการพอแล้วดี ดนตรีจากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นิทรรศการ ‘๕๙ เมตตาแห่งพระบารมี’ เป็นต้น การแสดงโขนประเพณี ตอน นารายณ์ปราบนนทก “จากธุลีดินถึงจักรวาลของพ่อ” ที่ ช่างชุ่ย จัดขึ้นระว่างวันที่ 7 – 29 ตุลาคม (หยุดวันจันทร์)เวลา 11.00 – 23.00 น. วันธรรมดาเข้าชมฟรี /ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เสียค่าผ่านประตูท่านละ 40 บา
ช่วง 4-5 ปีมานี้ ราคามะพร้าวในตลาด มีความผันผวนมาก ขึ้นสูงสุดผลละ 49 บาท ลงต่ำสุดผลละ 2-3 บาท ก็เคยปรากฎ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้ปลูก ผู้ประกอบการในวงการนี้ ต่างต้องรับมือกับภาวะความไม่แน่นอน ออลโคโค่ เป็นอีกหนึ่ง แบรนด์น้ำมะพร้าวแปรรูป ที่เข้ามาสู่ในวงการนี้ ด้วยสินค้านับ 10 ชนิด ซึ่งแน่นอนว่า ต้องพบกับภาวะราคามะพร้าวผันผวน บางครั้งสินค้าขาด บางครั้งสินค้าเกินความต้องการ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณวราภรณ์ มนัสรังษี รองประธานบริษัท เค-เฟรช จำกัด เจ้าของแบรนด์ออลโคโค่ คุณวราภรณ์ บอกว่า การส่งมะพร้าวสดออกต่างประเทศ แน่นอนว่าย่อมต้องมีบางลูกมีตำหนิ ผิวไม่สวย ช้ำ แต่เนื้อ น้ำข้างในยังดี นั่นเป็นการนำมาสู่การแปรรูป เป็นน้ำมะพร้าวเกล็ดหิมะ และไอศกรีม “การส่งผลไม้ผลสด เราจะได้มะพร้าวปริมาณหนึ่งเท่านั้น ถ้าส่งออก ก็จะติดด้วยข้อกำจัด ในเรื่อง ขนาด รูปทรง ความแก่ อ่อน ตำหนิ รอยช้ำ หรือการกระแทก ซึ่งมันก็ขายไม่ได้ ไม่ว่า จะขายผลสดมากแค่ไหน ก็จะมีสินค้าเกรดรองเสมอ บางทีถึง 60 เปอร์เซนต์ ดังนั้น เราจึงมองว่าผลสดเป็นงานตั้งรับ งานแก้ปัญหา แต่งานแปรรูปมะพร้าว เป็นง
เมื่อโลกไร้พรมแดน แคบลงมาทุกขณะ สมัยนี้ใครจะหยิบจะจับค้าขายอะไรก็เป็นไปได้หมด ยกตัวอย่าง คนขายอยู่นครปฐมติดต่อขาย “ปลากัด”ให้ลูกค้าที่สหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนก็เป็นคู่ค้ากันได้แบบชิว-ชิว แต่กว่าจะจะก้าวเป็นผู้ประกอบการ “ข้ามชาติ”ดังว่ามานั้น ใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก สองสามีภรรยา เจ้าของกิจการ คุณหน่อย – รมิดา ตาณธนพันธ์ เจ้าของกิจการ BettaberryThailand (เบตต้าเบอร์รี่ ไทยแลนด์) ผู้จำหน่าย “ปลากัด”สายพันธุ์ต่างๆ แต่ไม่มีหน้าร้านแม้แต่คูหาเดียว อาศัยเพียงช่องทางการขายผ่านทางออนไลน์เท่านั้น หากสามารถทำรายได้เลี้ยงตัวและครอบครัวได้เป็นอย่างดีมานานนับปีแล้ว กรุณสละเวลามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมากิจการในแบบของเธอด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นด้วยความเป็นมาส่วนตัวว่า พื้นเพเป็นชาวนครปฐม จบปริญญาตรีด้านบริหาร จาก มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ส่วนคุณจิ๋ว-ณภัทร ตาณธนพนธ์ หุ้นส่วนทั้งชีวิตและธุรกิจ เป็นคนกรุงเทพฯ จบคณะนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก่อนหน้านี้ เคยเป็นลูกจ้าง ทำงานในบริษัทเกี่ยวกับโรงพิมพ์ด้วยกันทั้งคู่ ทำงานประจำอยู่กว่าสิบปี ทั้งตัวเธอ
“ดื่มชาอุ่นๆ สักแก้วไหมคะ” ช่วงเดือนกันยาฟ้าสวย ปลายฝนต้นหนาว เตรียมมารับลมหนาวและดื่มชาอุ่นๆ กันที่เชียงใหม่ไหมค่ะ ขึ้นบนดอยจะได้รับการต้อนรับด้วยชา ยิ่งบ้านชาวเขาดื่มชากันทั้งวัน ไปบ้านไหนก็ได้ดื่มชา หัวค่ำนั่งคุยกันพร้อมกับชาหนึ่งกาและถ้วยเล็กๆ นั่งจิบชามองฟ้า แต่ถ้าไม่ได้มาก็จิบชากันที่บ้านกับครอบครัวก็เป็นสุขได้ วันนี้มีชาดอกไม้มานำเสนอค่ะ เริ่มที่ดอกอัญชัน เป็นดอกไม้ปลูกง่ายมาก แค่เอาเมล็ดมาหว่านลงดินก็ขึ้นได้แล้ว ส่วนมากจะปลูกข้างรั้ว ให้ไต่ขึ้นไปบนรั้ว เป็นรั้วสวยงามที่กินได้ และตามมาด้วยสวยมีกิน หรือสวยรวยได้ สองเดือนก่อน น้องพาเพื่อนมาบ้าน เขาแนะนำว่า “บุณยฤทธิ์ บุญเรือง เขาปลูกอัญชันขาย ทำเป็นชาอัญชัน” “น่าสนใจมาก ขอไปดูหน่อยได้ไหม” “ได้เลยครับ ป้าว่างเมื่อไหร่บอกนะ” แล้วก็ถึงเวลานัดหมาย อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมและดื่มชาอัญชันถึงบ้านของเขา อยู่ที่ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ บ้านชั้นเดียว มีบริเวณกว้าง เขาปลูกอัญชันทั่วบริเวณบ้าน รั้วบ้านเป็นรั้วอัญชันแน่นหนาทุกด้าน “ดอกดกและกลีบดอกหลายชั้นมาก ที่บ้านปลูกแต่เป็นอัญชันกลีบดอกชั้นเดียว ก็สวยเหมือนก
จากอดีตคนส่วนใหญ่จะมองว่าการเลี้ยงโคเนื้อจะต้องมีพื้นที่บริเวณบ้านกว้างขวางพอสมควร เพื่อให้การเลี้ยงสัตว์อยู่ในทุ่งหญ้า ให้สัตว์ได้เดินเล่น จึงทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าการทำปศุสัตว์โดยเฉพาะการเลี้ยงโค เป็นเรื่องที่ไกลตัวสามารถทำได้ยาก จึงได้ไม่ให้ความสนใจกับการเลี้ยงโคมากนัก ซึ่งในปัจจุบันการเลี้ยงโคได้มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับพื้นที่มากขึ้น เช่น ในบริเวณบ้านมีพื้นที่ไม่มากก็สามารถเลี้ยงให้ประสบผลสำเร็จได้หากมีการจัดการที่ดี และที่สำคัญสามารถเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกด้วย คุณประดิษฐ์ พรมจันทึก อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 1 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้ทำการเลี้ยงโคแบบใช้พื้นที่น้อยแต่สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อปี จึงนับว่าการเลี้ยงโคไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่หลายๆ คนมองว่ายุ่งยากในการเลี้ยงอีกต่อไป ทำให้เวลานี้ทุกคนในชุมชนได้มาทำการเลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริม ทำให้ทุกครัวเรือนมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย คุณประดิษฐ์ พรมจันทึก มีอาชีพรับจ้างทั่วไป คุณประดิษฐ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพรับจ้างทั่วไปอยู่ในหมู่บ้านซึ่งสมัยก่อนยังไม่ได้มีการนำโคเข้ามาเลี้ยง
จากตัวเมืองสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เราเดินทางตรงไปยังชายแดนไทย-พม่า ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ก็ถึงหมู่บ้านที่มีชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า เวียคะดี้ เราใช้เวลาไม่นานก็ถึงหมู่บ้านเพราะเป็นถนนลาดยางอย่างดี รถก็ไม่ติดด้วย สองข้างทางส่วนใหญ่ยังเป็นป่ามีบ้านให้เห็นน้อยมาก จากหมู่บ้านเวียคะดี้ แยกเข้าถนนเล็กๆ ซึ่งมีสภาพไม่ค่อยดีนัก ก็ถึงจุดหมายที่เราเดินทางไปวันนี้คือ มูลนิธิพัฒนรักษ์ ที่ว่าถึงจุดหมายก็เพราะเราจะมาพักค้างคืนกันที่นี่ เนื่องจากถึงที่พักเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ตกหายไปหลังเทือกเขาฝั่งพม่าเรียบร้อยหลายนาทีแล้ว จึงทำให้มืด ไม่สามารถมองบริเวณทั่วไปได้ เห็นแต่ศาลาอเนกประสงค์ ซึ่งเป็นทั้งที่ประชุม ที่กินอาหาร และทำกิจกรรม ศาลาจุคนได้ประมาณ 30 คน แต่เราไปกันแค่ 4 คน จึงไม่มีปัญหา สามารถกินอาหารและพูดคุยกันได้สบาย ท่ามกลางแสงไฟที่ผลิตมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ หลังจากกินอาหารกันเรียบร้อยแล้ว เราก็แยกกันเข้าห้องพัก ตื่นเช้าขึ้นมา นอกจากได้ยินเสียงไก่ขัน ยังได้เห็นว่าบริเวณทั่วไปเกือบทั้งหมดทำเกษตร มีทั้งปลูกพืชผักสวนครัว บ่อเลี้ยงปลาดุก เล้าไก่ และคอกเลี้ยงเป็ด พืชผักสวนครัวมีเกือบทุกชนิด ห
ช่วงเดือนตุลาคมนี้ เป็นช่วงที่ดอกดาวเรืองเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก ทีมข่าวเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดดอกไม้ สวนจตุจักร ซึ่งจะมีพ่อค้าแม่ค้า นำต้นไม้ ดอกไม้ นานาพรรณ หลากหลายชนิด จากสวนมาเปิดท้ายกันที่นี่ ทุกวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี ซึ่งพบว่า มีพ่อค้าแม่ค้าจำนวนหลายร้านที่นำเอาต้นดอกดาวเรืองมาขายที่นี่ด้วย เนื่องจากตลาดนี้ เป็นตลาดที่ขายดอกไม้ทั้งปลีกและส่ง จากการสอบถามเจ้าของร้านดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรืองเองด้วย และนำต้นดาวเรืองที่เพาะปลูกไว้หลากหลายสายพันธุ์นำเอามาขายที่ตลาดแห่งนี้ คุณขวัญตา แสงทอง แม่ค้าที่นำเอาต้นดาวเรืองที่สวนของตนที่ปลูกมาเปิดท้ายขาย บอกว่า “ช่วงนี้ดอกดาวเรืองเป็นที่นิยมสูงมาก คนทั่วไปก็ต้องการหาซื้อดอกดาวเรืองกันมาก อย่างที่นำมาขาย 3 วันนี้ ประมาณ 3,000 ต้น ตอนนี้เหลือราวประมาณ 500 ต้น เท่านั้นและคงจะขายหมด” โดยราคาของต้นดาวเรือง แต่ละร้านก็จะแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของดอกดาวเรืองชนิดนั้นด้วย จากการลงพื้นที่ราคาที่พบเห็นก็เฉลี่ยอยู่ที่ต้นละ 40-120 บาท ด้านแม่ค้าอีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของสวนเอง และนำเอาดอกดาว
