SMEs
ยุคนี้ เป็นยุคของการสร้างนวัตกรรม และการพยายามก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยให้การทำงาน หรือการดำเนินชีวิตของผู้คนง่ายขึ้น เพื่อพร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพในอนาคตที่จะแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากขึ้นในอนาคต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงได้ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยกระดับ “อีโคซิสเต็มนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย” ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการเติบโตและพัฒนาธุรกิจ Startup กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้ธุรกิจ Startup ของไทย ในงานครั้งนี้ได้เจอกับนวัตกรรมที่มีชื่อว่า “Melmon” เป็นระบบควบคุมฟาร์มเมล่อนอัจฉริยะ ผู้พัฒนางานวิจัย นี้คือ รศ.ดร.สุเพชร จิรขจรกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ผศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ รศ.ดร.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Smart Melon Farm เป็นชุดอุปกรณ์ที่จะเข้ามาช่วยให้การจัดการฟาร์มเมล่อนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของต้นทุนการดำเนินการที่ลดลงจากการจ้างแรงงาน สาม
ส้มโอ เป็นผลไม้ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้นานาชนิด แต่รสชาติของส้มโอก็แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ต่างๆ และบางสายพันธุ์อาจจะกำลังสูญหายไปอย่างน่าเสียดายหากไม่มีการอนุรักษ์ไว้ วันนี้จึงขอพามาเยี่ยมชมสวนส้มโอของ ยายใบ-คุณทองใบ พากุดเลาะ เจ้าของสวนที่มีการทำสวนส้มโอทั้งส้มโอพันธุ์พื้นเมืองและส้มโอพันธุ์ฮิตที่เป็นที่นิยม แต่ที่มีความน่าสนใจควบคู่ไปกับการทำสวนส้มโอคือ มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่บ้านบุ่งสิบสี่ ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งชาวบ้านทุกคนพร้อมใจกันมาบริหารจัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง โดยมีกิจกรรมบริการนักท่องเที่ยวที่หลากหลายและให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนด้วยน้ำใจ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นความประทับใจของผู้มาเยือนอย่างมิรู้ลืม ส้มโอที่บ้านบุ่งสิบสี่ เป็นแหล่งปลูกพันธุ์พื้นเมืองที่มีอายุไม่น้อยกว่า 150 ปี โดยมีหน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกส้มโอสายพันธุ์ส่งเสริม เช่น ทองดี ขาวแตงกวา ฯลฯ เป็นต้น ส่งผลให้ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองเริ่มถูกตัดโค่นต้นทิ้ง เนื่องจากพันธุ์พื้นเมืองมีต้นและทรงพุ่มขนาดใหญ่ต้องใช้พื้นที่ในการปลูกมาก ทำให้อยากส่งเสริมให้ทุกคนเ
“…สวัสดีครับ ผมชื่อนายถิรพุทธิ์ ชื่อเล่น โฟล์ค ผมประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2558 ต้องตัดเนื้อสมองบางส่วนทำให้ผมไม่สามารถพูดได้ แต่ผมสามารถเข้าใจได้ทุกอย่าง ผมจบเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์ มัลติมีเดีย (ปวช.) ผมมีความสามารถในการถ่ายรูป เพจนี้สร้างขึ้นเพื่อเสนอผลงานของผม สามารถแนะนำและคำติชมได้ หรือ สามารถเรียกไปถ่ายรูปได้ (แบบมือสมัครเล่น) เพื่อเพิ่มประสบการณ์ ในราคากันเอง” เรื่องราวข้างต้น คือ ข้อความจาก “ต้น” เพื่อนสนิทของ “โฟล์ค-ถิรพุทธิ์” ปัจจุบันอายุ 20 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ จนสมองซีกซ้ายส่วนหนึ่งเสียหาย กระทั่งสูญเสียความสามารถในการสื่อสาร “โฟล์ค” ไม่สามารถพูด อ่าน เขียน ได้เหมือนเดิม แต่เมื่ออาการบาดเจ็บเริ่มทุเลา ซึ่งใช้เวลาการรักษาและการกายภาพมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่าสองปี “ต้น” ซึ่งอยากให้เพื่อนรักของเขา ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และอาจได้ค่าขนมเป็นค่าตอบแทนบ้าง จึงอาสาเป็นสื่อกลาง ด้วยการโพสต์เรื่องราวและผลงานภาพถ่ายของโฟล์ค ลงบนเพจส่วนตัว ที่ใช้ชื่อว่า Picture Of Effort ปรากฏว่า มีผู้คนชื่นชมในความพยายาม และแห่เข้ามาให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก สอบ
เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ออกสำรวจบรรยากาศบริเวณโดยรอบท้องสนามหลวง พบประชาชนจำนวนนับหมื่นมายืนคอยคิวกันอยู่หลายจุด นับตั้งแต่ หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์, ภายในเต็นท์ใกล้รูปปั้นแม่พระธรณีบีบมวยผม, ข้างตึกกรมการรักษาดินแดน จากการสอบถามโชเฟอร์รถตุ๊กๆ ที่จอดคอยรับส่งในละแวก ได้ความว่า ช่วงนี้เขาวิ่งรถแทบจะทั้งวันทั้งคืน เนื่องจากมีประชาชนมาคอยคิวกันแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง เท่าที่พูดคุยด้วย ทราบว่าบางคนมารอถึง 12 ชั่วโมง คือ คอยคิวตอนสี่ทุ่ม ได้เข้ากราบตอนประมาณ 10 โมงเช้า แต่ไม่มีใครถอดใจ หลายคนเดินทางมาจากที่ไกลๆ เป็นหมู่คณะ ยินดีที่จะรอเพื่อขอเข้ากราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเดินสังเกตการณ์ไปถึงบริเวณถนนท่าพระจันทร์ ไล่ไปจนถึงท่าช้าง ไม่พบบรรยากาศค้าขายสินค้าเหมือนช่วงก่อนหน้านี้ ฟุตปาธสะอาดเรียบร้อยไม่มีการวางขายของระเกะระกะ อาจเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่เทศกิจมีการเข้มงวด เดินตรวจตราอยู่ตลอด สำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ส่วนอื่น ยังดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง ทั้งเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของกทม. เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จิตอา
เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 8 ต.ดอนแร่ อ.เมือง จ.ราชบุรี นิยมปลูกไผ่รวกหวาน และกั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นคอกเลี้ยงไก่ไข่ ให้อาหารไก่วันละ 2 เวลา ตอนเช้าให้ไก่กินอาหารผสมหยวกกล้วยคลุกเคล้าปนกับรำข้าว ตอนกลางวัน ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติในป่าไผ่ ปล่อยให้ไก่ไข่ที่เลี้ยงคุ้ยเขี่ยปลวก แมลง ในป่าไผ่เป็นอาหาร ทำให้ไข่ไก่อินทรีย์ที่มีคุณภาพ ขายได้ราคาดี จนผลิตไม่พอขาย เกษตรกรบางรายเลี้ยงไก่สาวสัก 100 กว่าตัว เก็บไข่ออกขายได้วันละ 100-120 ฟอง 1 เดือน ได้ไข่ไก่ประมาณ 3,600 ฟอง สร้างรายได้ให้ประมาณ 14,400 บาท หักต้นทุนค่าอาหารประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ทำให้ยังมีเงินเหลือประมาณ 10,000 บาท ไข่อินทรีย์ที่เลี้ยงในระบบนี้ จะมีจุดเด่นที่แตกต่างจากไข่ไก่ที่เลี้ยงตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากไข่ไก่อินทรีย์จะมีความสดใหม่ เมื่อตอกเปลือกไข่ จะได้ไข่ไก่ที่จับเป็นก้อนสีเข้มแดงกว่าและไม่มีน้ำเหลว บริเวณเปลือกจะหนากว่าไข่ไก่ทั่วไป เนื่องจากปล่อยเลี้ยงให้คุ้ยหากินปลวกและแมลงในดงกอไผ่ตามธรรมชาตินั่นเอง ไผ่รวกหวานที่ปลูกไว้ขายหน่อ กลายเป็นพื้นที่เลี้ยงไก่ มีไข่ไก่เก็บออกขายแล้ว ยังมีรายได้จากการเก็บหน่อไม้ไว้ขายได้อีก
อย่างที่ทราบกันว่า ตอนนี้มะพร้าวเป็นพืชที่ได้รับความนิยมในการปลูกมาก เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ทั้งราคาดี มีการส่งออกสูง ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ นิยมรับประทาน ด้วยว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง ดังนั้น ช่วงนี้ จึงเป็นช่วงที่ต้นพันธุ์มะพร้าวขายดี จนขาดตลาดเลยทีเดียว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อัพเดต สถานการณ์การปลูกมะพร้าวน้ำหอม กับ คุณวีรวุธ พรชัยสิทธิ์ ผู้ปลูกมะพร้าวขายผลสดและต้นพันธุ์ที่ ต.บางตลาด อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา คุณวีรวุธ ให้ข้อมูลมาว่า ตั้งแต่ต้นปี 2560 ที่ผ่านมา มีผู้ต้องการปลูกมะพร้าวค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นพืชราคาดี และมีอนาคตสดใส ดังนั้น จำนวนต้นพันธุ์ จึงออกไปเป็นจำนวนหลายพันต้น ในช่วง 7- 8 เดือนที่ผ่านมานี้ โดยลูกค้าส่วนใหญ่มาจากทางภาคใต้ ทั้งจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สตูล พังงา และรายเล็กรายน้อยทั่วประเทศ คุณวีรวุธ เล่าว่า จากการสอบถามเกษตรกรที่มาซื้อพันธุ์มะพร้าว เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันและยางพาราอยู่แล้ว และต้องการซื้อพันธุ์มะพร้าวไปปลูกเป็นพืชแซม สวนละ 100-200 ต้น หรือบางสวนแค่ 50 ต้น ไปก่อน ซึ่งก็นับว่าเป็นการทำสวนมะพร้าวขน
เปิดตัวยังไม่ถึงปี แต่สร้างสีสันให้ตลาดปลาเค็มไม่น้อย ด้วยคุณภาพสินค้า บวกกับสตอรี่ (Story) อันน่าทึ่งทำให้วันนี้ผลิตภัณฑ์ “ปลากุเลาเค็ม” ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย บ้านตันหยงเปาว์ ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เริ่มเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนผลิตขายแทบไม่ทัน ส่วนของสตอรี่ความเป็นมา ใครที่ติดตามปัญหาประมงของปัตตานี จะรู้ว่าผลจากการทำประมงด้วยเครื่องมือทำลายล้างของเรือใหญ่อย่างอวนรุนในอดีต ทำให้อ่าวปัตตานีเสื่อมโทรมลง ชาวบ้านขาดแหล่งทำกิน จึงรวมตัวกันในนามสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน ต่อสู้เรียกร้องอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ท้อแท้ถึงขนาดอพยพไปเป็นแรงงานที่มาเลเซีย จนในที่สุดภาครัฐได้ออกประกาศห้ามใช้เครื่องมืออวนรุน หลังจากนั้นชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจฟื้นฟูจนอ่าวปัตตานีกลับคืนความสมบูรณ์ นำมาสู่การแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจประมงพื้นบ้านของโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” “มูหามะสุกรี มะสะนิง” นายกสมาคมชาวประมงพื้นบ้าน จ.ปัตตานี และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโอรังปันตัย กล่าวว่า พี่น้องประมงเริ่มเป็นเครือข่ายมาตั้งแต่ปี 2535 จ
อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ต้องใช้ต้นทุนในการทำและใช้เวลามากในการรอผลผลิต ในแต่ละครั้งผลผลิตที่ได้ก็ให้กำไรน้อย บ้างก็ขาดทุน เกษตรกรหลายรายจึงจำเป็นต้องหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว ไม่ว่าจะปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่รอผลผลิตจากการทำอาชีพหลัก อย่างชาวบ้าน ตำบลหนองน้ำแดง จังหวัดนครราชสีมา ก็ได้มีการหันมาเลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพเสริมจำนวนไม่น้อยเพราะค้าขายได้กำไรดี ตัวหนึ่งตกที่ 3,500-5,000 บาท ลุงฉลอง มุ่งพังกลาง ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มอายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ทำอาชีพเกษตรกรรมคือ ไร่มันสำปะหลัง โดยเมื่อ 5 ปีก่อน ได้เห็นชาวบ้านในละแวกนี้เลี้ยงไก่ชนแล้วได้เงิน จึงทำให้ลุงฉลองสนใจที่จะเลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้เพิ่ม ไก่ชนมีหลากหลายสายพันธุ์ทั่วประเทศ แต่พันธุ์ที่เลี้ยงหลักๆ ลุงฉลองได้ซื้อพ่อพันธุ์นี้มาจากอาจารย์ที่อยู่ทางภาคใต้ ลักษณะพิเศษ มีสีขาว มีเดือยที่แหลมคม มีความเร็วในการต่อสู้ มีเนื้อที่เหนียว ทนต่อการชนของคู่ต่อสู้ได้ดี เพราะมีคุณสมบัตินี้ลุงฉลองจึงเลือกนำมาเป็นพ่อพันธุ์ ที่ใช้ในการเพาะขาย ลุงฉลอง มุ่
ยามเย็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ถนนคนเดิน บริเวณทุ่งศรีเมือง เขตเทศบาลเมือง จ.อุบลราชธานี มีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน เบ็ดเตล็ดมาวางขายอันอย่างคึกคัก ร้านหนึ่งที่ทีมข่าว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” สะดุดตา และสะกิดให้กันดู คือ ร้านขายลูกชิ้น ถ้าจะบอกว่าเป็นร้านขายลูกชิ้น ก็ดูจะธรรมดาไป เพราะตลาดไหนๆ ก็มีร้านขายลูกชิ้น แต่ร้านแห่งนี้ วางลูกชิ้นเสียบไม้ เป็นแผงยาวเหยียด อลังการ ที่สำคัญ ลูกค้าซื้อแล้ว จ่ายเงิน ยืนจิ้มน้ำจิ้ม กินมันตรงนั้นแหละ บรรยากาศสุดคึกคักด้วย ผักสดหลากหลายชนิดให้กินแกล้มกัน กินกันไป คุยกันไป ยืนเต็มแผงได้เกือบ 10 คน กินอิ่ม เดินออก ลูกค้ารายใหม่เข้ามาแทนที่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ คุณวรกัญญา แสนปินตา หรือ คุณเจี๊ยบ วัย 53 ปี เจ้าของร้าน ลูกชิ้นทอด “หม่องแซ่บ” เล่าให้ฟังว่า ขายมาตั้งแต่ราวปี 2553 ขายทุกเย็น วันศุกร์ วันเสาร์ อาทิตย์ที่ตลาดแห่งนี้ ตั้งแต่ 05.30 น. ไปจนถึง สอง-สามทุ่ม แล้วแต่สถานการณ์หน้าร้าน เช่น ของหมด ฝนตก เป็นต้น เดิมเธอเป็นแม่บ้าน อยู่บ้านเฉยๆ แต่เมื่อคิดจะลงมือค้าขาย เธอเลือก ขายลูกชิ้น เพราะอยากขา
หลังจบ ป.7 ลูกสาวคนที่ 8 ในบรรดาพี่น้อง 11 คน ลูกเกษตรกร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มุ่งหน้ากรุงเทพฯ มาทำงานเป็นลูกจ้าง แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย อาศัยหมั่นฝึกฝนฝีมือการทำอาหารจนได้ดี เปิดร้านอาหารซีฟู้ด ย่านประชาชื่น จากรถเข็นริมถนน ปัจจุบันขยายกิจการเป็นอาคารพาณิชย์ 8 คูหาติดริมถนนใหญ่ทำเลดี มีพนักงาน 40 คน แม่ครัว 10 คน ขายกุ้งได้เดือนละกว่า 2 ตัน รสชาติไม่เป็นสองรองใคร สร้างรายได้ถึงวันละ 5 แสนบาท คุณนิภาพร ซื่อสัตย์ หรือ เจ๊ไข่ เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า มีพี่น้องทั้งหมด 11 คน ตัวเองเป็นลูกคนที่ 8 ฐานะทางบ้านยากจน พ่อแม่เป็นเกษตรกรปลูกข้าวอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้นเมื่อจบ ป.7 และส่วนตัวมีฝีมือการทำอาหารเลยเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ กระทั่งอายุ 17 ปี ตัดสินใจสละโสด และหันมาช่วยสามีขายแก๊ส “ดิฉันเข้ามากรุงเทพฯ พร้อมเพื่อน 1 คน มาเป็นลูกจ้างในตำแหน่งแม่ครัวร้านข้าวแกง ร้านข้าวต้ม ร้านก๋วยเตี๋ยว กระทั่งอายุ 17 ปี ตัดสินใจแต่งงาน ซึ่งครอบครัวสามีเปิดร้านขายแก๊ส เลยลาออกจากแม่ครัวไปช่วยกิจการสามี แต่เนื่องจากส่วนตัวชอบทำอาหาร ราวปี พ.ศ. 2526 เปิดร้านขายข้าวต้ม และอาหารต
