SMEs
การพัฒนางานชนบท เป็นงานสำคัญและเป็นงานยากที่ต้องทำโดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนา ภูมิสังคมประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งสภาพอากาศ พื้นที่ สภาพดิน น้ำและคน ทำให้การทำเกษตรของเมืองไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ การทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่ จึงต้องมีการศึกษาให้เกิดเข้าใจ และทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย อย่างในพื้นที่หมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แห่งนี้ก็เช่นกัน ด้วยเป็นพื้นที่สูง อยู่บนดอย การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างยาก หมู่บ้านตั้งอยู่ในภูเขาสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็น เมื่อครั้งอดีตการเดินทางเข้ามาที่นี่ลำบาก และทุรกันดารมาก ชาวเขาชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ ชนพื้นเมืองที่นี่ก็ทำการเกษตรแบบเลื่อนลอย ปลูกฝิ่นบ้าง ทำนาบ้าง ความเป็นอยู่ยากจน แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาถึงที่นี่ ความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินดอยอาสาของชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอดินโครงการหลวง วัย 53 ปี เล่าให้ฟังว่า “ยุคแรกๆ สมัยก่อนบรรพบุรุษ บนดอยที่นี่
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ถอดบทเรียนเกษตรกรทำอินทรีย์ ยกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มั่นใจ การรวมกลุ่ม มุ่งมั่น และพัฒนาร่วมกัน จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้การทำเกษตรอินทรีย์แน่นอน นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ถอดบทเรียนเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ท่ากระเสริม มีนายสมควร พันธัง เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิก 35 ราย เน้นแนวคิด การได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันสตรอว์เบอร์รี ไม่ได้เป็นผลไม้ปลูกเฉพาะเมืองหนาว จะเห็นได้ว่าทุกภาคในประเทศไทยสามารถปลูกสตรอว์เบอร์รี่ได้ ดั่งเช่นที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าของไร่ คือ คุณพิมพ์วรัตน์ คำเรือง หรือคุณน็อต สาวนักบัญชี จากรั้วมหาวิทยาลัยสยาม ลบคำสบประมาทจากเพื่อนบ้าน ปลูกสตรอว์เบอรี่ โกยเงินล้าน น็อต เล่าว่า หลังเรียนจบคณะบัญชี จากมหาวิทยาลัยสยาม ก็ไม่คิดทำงานประจำ คิดแต่เพียงว่าจะกลับบ้าน ไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ เพราะพ่อแม่เป็นเกษตรกร ปลูกมะนาว ปลูกแตงกวา ปลูกถั่วฝักยาว แต่ทว่าพืชผักเหล่านั้นราคาไม่แน่นอน เลยทดลองหาผลไม้แปลกๆ มาปลูก ในที่สุดเลือกปลูกสตรอว์เบอรี่ พ่อกับแม่ของคุณน็อต มีอาชีพเป็นเกษตรกรมาตลอดทั้งชีวิต โดยลูกสาว บอกว่า เมื่อก่อนจะปลูกพืชล้มลุก เช่น มะนาว ถั่ว แตงกวา ปลูกแบบนี้สลับหมุนเวียนไป ส่งขายพ่อค้าคนกลาง บางปีขาดทุน ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ราคาพืชผลเกษตรไม่ดี บางปีมะนาวต้นตลาด เกิดปัญหาเดิมๆ ซ้ำซาก อยู่แบบนี้เรื่อยมา ภายหลังที่คุณน็อตเรียนจบ หญิงสาวปฏิเสธชีวิตมนุษย์เงินเดือน แล้วกลับมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำสวน แต่ครั้งนี้ไม่ปลูกพืชล้มลุก หันไปปลูกสตรอว์เบอร์รีแทน โดยมีเหตุผลว่า สตรอว
คุณสุรูป แสนขันธ์ คือเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” ณ บ้านเลขที่ 243 หมู่ที่ 5 บ้านซำบ่าง ตำบลห้วยส้ม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ชื่อไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” นี้ มีที่มาจาก เป็นไผ่รวกที่พบบนพื้นที่ยอดดอยภูกระดึง และ 58 คือ ปีที่คุณสุรูปเริ่มขยายพันธุ์จนสำเร็จ จนได้มีการจำหน่ายต้นพันธุ์ ทำให้ไผ่รวกหวานสายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักนั่นเอง แต่เดิมนั้น คุณสุรูป รับราชการครู สอนในรายวิชาการงานอาชีพ ซึ่งถือว่ามีความรู้ทางด้านเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งในพื้นที่บ้านก็ได้มีการปลูกมะนาวไว้ และเป็นผู้รู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกมะนาวด้วย จนเมื่ออายุได้ 50 ปี ได้หันมาปลูกไผ่รวกหวานเป็นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอาชีพ คุณสุรูป เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการปลูกไผ่รวกหวานว่า “ได้ไปกินไผ่รวกจากคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติพี่น้องที่รู้จักกัน คุณยายท่านนี้ปลูกไผ่รวกชนิดนี้ไว้ในบ้าน 1 กอ โดยไปเอามาจากบนป่าภูกระดึง ตนเกิดความประทับใจในรสชาติที่หวาน กรอบ ของไผ่ชนิดนี้ ที่มีรสหวานกว่าหน่อไผ่สายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยได้กินมา จึงได้ขอซื้อไผ่กอนั้นทั้งกอมาปลูกไว้ที่บ้าน ด้วยการเพาะชำลำไผ่ แต่ปลูกได้ประ
เมื่อเอ่ยชื่อ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ก็แทบจะไม่ต้องบรรยาย ว่าท่านเป็นใคร ด้วยเป็นที่รู้จักกันดี ทั้งในแวดวงข้าราชการ และนักการเมือง ด้วยท่านเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และอดีตนักการเมือง กระทั่ง เกิดการปฏิวัติ เมื่อปี 2557 ดร.ปลอดประสพ คิดว่างานนี้ยาวแน่นอน เลยอยากหาอะไรทำ “ผมเดินผ่านโกดังหลังบ้าน มีไม้อยู่มากมาย ก็คิดว่า น่าจะนำมาทำอะไร ไม้เหล่านี้ ได้มาจากการรื้อห้องแถว ทำประตูน้ำคอมเพล็กซ์ บ้านสุขุมวิท และอีกสองสามหลัง จากนั้นก็เอาไม้มากาง เรียง ถ่ายรูปไว้ เผื่อวันข้างหน้า ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ถามว่า ทำไมมีบ้านหลังใหญ่โต จะได้ มีหลักฐาน และตอบกลับไปได้ บ้านหลังนี้ เป็นบ้านที่ ดร.ปลอดประสพ ออกแบบเองทั้งหลัง โดยใช้วัสดุโบราณจากบ้านหลังเดิมๆ ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ซึ่งบอกว่า แต่ละชิ้นอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ทั้งลายฉลุ ประตู หน้าต่าง ฯลฯ “บ้านที่ผมออกแบบ สร้าง มีหลักใหญ่ๆ คือ ต้องมีลายฉลุ เพราะทุกบ้านที่ผมเคยอาศัย มีลายฉลุอยู่เป็นจำนวนมาก และเมื่ออยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่บนบ้านต้องได้เห็นแม่น้ำ อีกทั้ง มีถนนผ่าน มีคนผ่านไป –มา ต้องทำให้คนเห็นแล
เคยโดนสบประมาทจากเพื่อนบ้านว่าพ่อแม่อุตสาห์ส่งเสียให้เรียนสูงจบปริญญาตรี แต่กลับเลือกมาเป็นเกษตรกร จากคำดูถูกนั้น เป็นแรงผลักดันให้สาวนักบัญชีเจนวาย มุ่งมั่นและทุ่มเท ปลูกสตรอว์เบอรี่ ดูสักตั้ง ที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันเธอเก็บผลสดขายทุกวันวันละเกือบ 40 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 350 บาท เรียกว่ามีรายได้หลักล้านบาทต่อปี มีเงินใช้สบายๆ ปัจจุบันสตรอว์เบอร์รี่ไม่ได้เป็นผลไม้เมืองหนาวอีกต่อไปแล้ว จะเห็นได้ว่าทุกภาคในประเทศไทยสามารถปลูกสตรอว์เบอรี่ได้ ดั่งเช่นที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าของไร่ คือ คุณพิมพ์วรัตน์ คำเรือง หรือคุณน็อต สาวนักบัญชี จากรั้วมหาวิทยาลัยสยาม น็อต เล่าว่า หลังเรียนจบคณะบัญชี จากมหาวิทยาลัยสยาม ก็ไม่คิดทำงานประจำ คิดแต่เพียงว่าจะกลับบ้าน ไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ เพราะพ่อแม่เป็นเกษตรกร ปลูกมะนาว ปลูกแตงกวา แต่ทว่ามะนาวราคาไม่แนนอน เลยทดลองหาผลไม้แปลกๆ มาปลูก ในที่สุดเลือกปลูกสตรอว์เบอรี่ พ่อกับแม่ของน็อต มีอาชีพเป็นเกษตรกรมาตลอดทั้งชีวิต โดยลูกสาว บอกว่า เมื่อก่อนจะปลูกพืชล้มลุก เช่น มะนาว ถั่ว แตงกวา ปลูกแบบนี้สลับหมุนเวียนไป ส่งขายพ่อค้าคนกลาง บางปี
“การทำเกษตร ต้องดูก่อนว่าสภาพพื้นที่เราเหมาะสมทำแบบไหน เพราะบางพื้นที่ปลูกผักได้ดี บางพื้นที่เลี้ยงปลาได้ดี อย่างที่ผมทำอยู่นี่เน้นเรื่องเลี้ยงปลา เพราะบริเวณที่ผมอยู่มีน้ำชลประทานผ่าน จึงไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำ ดังนั้น การเลี้ยงปลาจึงถือว่ามีประโยชน์กับผม ยิ่งเราเกษียณจากอายุงานด้วยแล้ว ต้องหาอะไรทำ เพื่อไม่ให้ชีวิตต้องอยู่แบบเหงาๆ ผมจึงเลือกมาเลี้ยงปลา และปลูกพืชผสมผสาน เพื่อให้ชีวิตของผมมีความสุขในทุกๆ วัน” คุณถาวร กล่าว คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นชายวัยเกษียณผู้มากรอยยิ้ม ผู้มีความตั้งใจเลือกชีวิตเป็นเกษตรกรหลังเกษียณจากงานประจำที่ทำ เรียกง่ายๆ ว่า ไม่พียงแต่มีรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น เขายังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอีกด้วย คุณถาวร งานยางหวาย ไม่ขอ นั่งๆ นอนๆ ขอมีงานทำให้สุขใจ คุณถาวร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับราชการ เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ปี 2550 จึงได้คิดริเริ่มใช้เวลาว่างหลังเกษียณให้เกิดประโยชน์ จึงได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงปลา ตลอดจนการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทางระหว่างที่รอ
เคยพาไปเดินตลาดสเปนมาแล้วเมื่อปีก่อนนะถ้าฉันจำไม่ผิด และเคยบอกไปแล้วว่าคนสเปนติดน้ำมันมะกอกมาก เขาใช้ในการทำอาหารเกือบทุกอย่าง ทั้งในการปรุง ทั้งใส่ในสลัด ในเนื้อในหมูในไก่ สารพัดอย่าง ในจานอาหารเขานี่จะมีน้ำมันมะกอกนองมาเชียว เขาเอาช้อนตักซดกันเฉิบๆ และที่มากไปกว่านั้นคือ เขาดื่มน้ำมันมะกอกด้วย ซดกันสดๆ นั่นแหละ เป็นจอกๆ ไปวันละหลายจอก เขาว่ามันจะป้องกันโรคหัวใจได้ อันนี้ไม่รู้เรื่องกับเขาด้วยหรอกนะ แต่ฉันพยายามกินได้วันสองวัน ฉันไม่ไหว ฉันจะอ้วก แค่ให้กินในสลัดอะไรต่อมิอะไรนี่ก็พอแล้วแหละ จะเป็นโรคหัวใจ ฉันยอม คนสเปนเชื่อว่า น้ำมันมะกอกตัวเองดีที่สุด เพราะผลิตใช้กันมานานในทุกครัวเรือนสืบเนื่องมาหลายร้อยปี นอกจากนั้นภูมิอากาศของสเปนเหมาะแก่การปลูกมะกอกมาก คือ แดดแรงแต่ไม่ร้อน เขาเชื่อว่าของเขาดีแหละ แม้ว่าที่อิตาลีก็จะมีมะกอก แต่เขาเชิดใส่กันมาก อิตาลีก็ว่าของตัวเองดี สเปนก็ว่าของตัวเองดี ดังนั้น เวลาคุยกับคน 2 ชาตินี้ พึงระวังเรื่องการแสดงความเห็นเรื่องน้ำมันมะกอกให้ดี เหมือนเวลาคุยกับคนฝรั่งเศสต้องบอกว่าไวน์เขาดี ไปบอกว่าไวน์อิตาลีดี นี่เขาโกรธหนักหนา ถ้าบอกว่าไวน์อเมริกันดีนี่แทบไม
จัดเป็นสินค้า “ขายดี” ที่มีวางขายในร้านสะดวกซื้อระดับชาติ มานานนับปีแล้ว สำหรับผงแป้งสมุนไพร คุณสมบัติระงับกลิ่นใต้วงแขน ชื่อแบรนด์ชวนอมยิ้ม อย่าง “เต่าเหยียบโลก” แต่ “เส้นทาง”บนธุรกิจสายนี้ ใช่จะมี “ลู่วิ่ง” เรียบเนียน ให้เดินเหินได้อย่างสบายอุรา ทว่ามีทั้งหลุมบ่อและขวากหนาม คอยเป็นเครื่องทดสอบความอุตสาหะของ “เต่าน้อย”ตัวนี้ อยู่เป็นระยะ หากอุปสรรคดังเกริ่นมานั้น ไม่สามารถหยุดยั้งความพยายาม ในการเดิน “ทีละก้าว-ทีละก้าว” จนนำพาตัวเองเข้าสู่ “เส้นชัย” แซง “กระต่าย”บางตัว ที่มัวหลับใหลได้ อย่างสง่างาม คุณสมชาย จันทิพย์วงษ์ ประธานบริษัท ไทย เฮิร์บ เอนเตอร์ไพรซ์ จำกัด วัย 61 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์ “เต่าเหยียบโลก” เปิดบ้านพักหลังงามย่านสุขสวัสดิ์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน เริ่มต้นด้วยการย้อนความเป็นมาตั้งแต่วัยเด็ก พื้นเพเป็นคนอำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ครอบครัวทำอาชีพปลูกพืชผักสวนครัวเล็กๆน้อยๆ พวกพริก-มะเขือ-เผือก-มัน ส่วนการศึกษาในโรงเรียน จบชั้นสูงสุดแค่ประถมฯสี่ ก่อนได้ไปเรียนต่อด้านภาษาจีนกับผู้ใหญ่ในละแวกบ้าน อีกประมาณ 4 ปี อายุ 16 ปีเศษ ได้งานทำในตำแ
เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่สถานการณ์ชายแดนใต้ของไทย ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ สภาพบ้านเมือง ความเป็นอยู่ การประกอบธุรกิจน้อยใหญ่ ทุกวันนี้จึงแตกต่างจากในอดีตแทบจะสิ้นเชิง การเข้าถึงสินค้า-บริการ ในพื้นที่จึงเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนต่างถิ่น ส่งผลให้พ่อค้า-แม่ขาย ในพื้นที่ต้องพาตัวเองออกมาพบปะกับลูกค้าแทน แม้จะกำลังง่วนอยู่กับการจัดหน้าร้าน ช่วงมาร่วมออกงานที่ห้างดังย่านปทุมฯ แต่ คุณโรส-โรสมาลีน กิตตินัย ผู้ผลิตและจำหน่าย กือโป๊ะ ตราดอกแก้ว ผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสเป็นกันเอง ยังกรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เริ่มต้นให้ฟัง เรียนจบสายพาณิชย์ เคยทำงานอยู่บริษัทประกัน ก่อนออกมาทำธุรกิจขายผ้าม่านควบคู่กับแฟนที่ทำร้านตัดกระจก-มุ้งลวด จากนั้นไม่นานจึงเปิดกิจการขายผ้าตัดเสื้อสำหรับสตรีมุสลิม ขายดีอยู่หลายปี เพราะผู้หญิงมุสลิมภาคใต้ นิยมแต่งกายกันด้วยชุดคลุมยาวสีสันสดใส กระทั่งเมื่อราวปี 2542 ความเป็นไปในชุมชนพลิกผัน สืบเนื่องมาจากการก่อความไม่สงบ ที่ยังไม่มีวี่แววเลยว่าจะจบลงวันไหน “ทุกอย่างได้รับผลกระทบไปหมด แม้กระทั่งการแต่งกาย แต่ละคนไม่เปิดเผยว่าตัวเองทำงานอะไร และหันมาใส่เสื้อยืด-
