SMEs
ไก่พันธุ์ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ เป็นไก่ที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างไก่พื้นเมืองพันธุ์หนึ่งที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว นั่นคือไก่ตะเภาทอง กับไก่พื้นเมืองของจีน ที่มีชื่อว่า ไก่สามเหลือง หรือซาอึ้ คุณสุชาติ สงวนพันธุ์ นักวิชาการเกษตรเชี่ยวชาญ จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เผยว่า เดิมไก่ตะเภาทองอยู่ในประเทศไทยมาช้านานแล้ว เป็นไก่พื้นเมืองพันธุ์ดี เนื้ออร่อย และมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพดินฟ้าอากาศเมืองไทย จุดแข็งของไก่พันธุ์ตะเภาทองคือมีเนื้อรสอร่อย มีการปรับตัวได้ดี จุดนี้ ใช้เป็นจุดแข็งในการพัฒนาสายพันธุ์ ไปแสวงหาพันธุ์นี้ เอามาพัฒนาก็ใช้เวลาอยู่ประมาณ 4-5 ปี ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ มีรูปร่างสมส่วน สวยงามทั้งเพศผู้และเพศเมีย ลักษณะหงอนเป็นหงอนจักร จนสีเหลืองทอง และแข้งสีเหลือง คุณสุชาติ เล่าว่า การเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ มีการฝึกให้ไก่กินผักไม้ใบหญ้า และระบบการเจริญเติบโตของไก่ก็มีความสามารถเปลี่ยนผัก ผลไม้เหล่านี้ไปเป็นเนื้อ เป็นการสร้างการเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้นหากเกษตรกร ทำการเกษตรด้วยการไม่ใช้สารเคมี ผักหญ้าที
งานศิลปะไม่ใช่แค่งานโชว์ความสวยงามแต่เป็นงานที่แสดงถึงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์สร้างเม็ดเงินให้กับผู้สร้างได้สมน้ำสมเนื้อ ศิลปะนั้นมีหลายแขนงและเป็นงานที่ไม่ตายตัว ทุกความคิดสามารถออกแบบเป็นงานศิลปะได้หมดหากลงมือทำ เหมือนกับงานปั้นเซรามิคของร้าน Oonutclay (ออนนัทเคลย์) งานปั้นที่เริ่มจากดินธรรมดาจนกลายเป็นรูปทรงต่างๆ เพิ่มลวดลายการ์ตูนน่ารักเจาะตลาดวัยรุ่น ต่อยอดความรู้จากวิชาเรียนในมหาวิทยาลัยจนมีร้านเป็นของตัวเอง คุณอร-สุภัทรา ไพรเกษตรกุล อายุ 24 ปี อดีตพนักงานประจำบริษัทเอกชน และ คุณนัท-ณัฐ ชูยิ่งสกุลทิพย์ อายุ 27 ปี อดีตผู้ช่วยอาจารย์ ทั้งคู่ร่วมกันเปิดร้านเซรามิคทำเป็นงานอาชีพ เพราะมีใจรัก โดยต่อยอดความรู้ด้านสาขาออกแบบเซรามิกที่เรียนมาโดยตรงจากมหาวิทยาลัยบูรพา ช่วยกันปั้น ช่วยกันออกแบบ ลงขายออนไลน์ และจำหน่ายหน้าร้านที่ตลาดซิคาด้า หัวหิน จนถึงวันนี้เปิดมาได้ 2 ปี ภายในร้านมีสินค้าเกือบ 30 แบบ ทั้งแหวน ต่างหู ถ้วย ชาม ฯลฯ คุณอร เล่าว่า ในช่วงแรกเปิดขายออนไลน์ก่อนหลังจากนั้นจึงหาตลาดลง แต่การหาตลาดขายของเกี่ยวกับศิลปะนั้นยากเหลือเกินสุดท้ายไปได้ที่ตลาดซิคาด้า หัวหิน งานเซรามิค
“ข้าวเม่า” เป็นขนมหวานประเภทหนึ่งของคนไทย ที่ทำกินตามช่วงฤดูกาล อันเกิดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของเกษตรกรชาวนาตั้งแต่รุ่นโบราณที่นำข้าวเหนียวที่มีรวงแก่ใกล้จะสุกเก็บเกี่ยวได้ ที่เรียกว่า ข้าวระยะพลับพลึง มาแช่น้ำ คั่ว ตำ แล้วนำมาคลุกมะพร้าว น้ำตาล โรยเกลือ ใช้ทานเป็นขนมหวาน ความจริงแล้วข้าวที่นำมาทำข้าวเม่ามีทั้งข้าวเหนียว ข้าวเจ้า และข้าวเหนียวดำ แล้วที่นิยมมากที่สุดคือข้าวเม่า ข้าวเหนียว ซึ่งยังแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ ข้าวฮาง หรือข้าวเม่าอ่อนทำจากเมล็ดข้าวสีเขียวจัด, ข้าวเม่าแบบเขียวอ่อน ทำจากข้าวห่ามที่เปลือกเป็นสีเขียวเข้ม และข้าวเม่าขาวนวล ทำจากข้าวเกือบแก่ เปลือกเขียวอมน้ำตาล การแปรรูปจากข้าวเพื่อเป็นขนมข้าวเม่านั้น คนโบราณดัดแปลงได้หลายวิธี อาจจะทำเป็นข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าบด ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าทอด ฯลฯ ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับความต่างกันในวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม หรือส่วนผสมการปรุงของแต่ละภูมิภาคท้องถิ่นไป ที่จังหวัดสุรินทร์ คนที่นั่นส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิไว้กินและขายเป็นหลัก ส่วนข้าวเหนียวก็นิยมปลูกเอาไว้กินและทำขนม อย่างข้าวเม่าด้วย ซึ่งเดิมมักทำกินในครัวเรือน ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอาชี
หลายเดือนที่ผ่านมาฉันเทียวไล้เทียวขื่อ ไปกินนอนฝากท้องอยู่ที่ลพบุรีเสียหลายสิบมื้อ เข้าร้านอาหารไทยพวนอยู่บ่อยๆ ก็พยายามพินิจว่าอาหารพวนคืออะไร เพราะเมนูส่วนใหญ่ก็เหมือนกับอาหารไทยเราดีๆ นี่เอง ที่เห็นเด่นชัดเป็นอัตลักษณ์ของอาหารพวนคือ อาหารที่ใส่ปลาร้า และปลาส้ม ที่ทำมาจากปลาเกล็ดน้ำจืด โดยเฉพาะปลาตะเพียนทั้งตัวนำมาหมักกับเกลือ ข้าวสุก และกระเทียมจนมีรสเปรี้ยวนำไปทอด รสเค็มๆ เปรี้ยวๆ เจริญอาหารดีนักแล กับอีกอย่างหนึ่งที่มักขายคู่กันคือ “ปลาส้มฟัก” ที่กรรมวิธีทำนั้นคล้ายกันเพียงแต่นิยมใช้ปลาหนังจำพวกปลากรายมาขูดเอาเนื้อสับให้เหนียวแล้วหมักด้วยเครื่องหมักที่เหมือนกับปลาส้ม ห่อใบตอง หรือห่อในถุงพลาสติกหมักจนเปรี้ยวก็กินได้เช่นเดียวกับแหนม หรือที่นิยมกันก็จะนำมาทอดกินแนมกับถั่วลิสงทอด ขิง หอมแดง และพริกขี้หนูสด รสชาติทำนองเดียวกับแหนมเพียงแต่เปลี่ยนจากเนื้อหมูมาเป็นเนื้อปลา ชาวลาวนอกจากจะนำไปทอดแล้วยังนำไปคั่วกับพริก ขิง กระเทียม ที่โขลกหยาบๆ คั่วแห้งๆ ซึ่งใส่ได้ทั้งเนื้อปลาส้มที่นำไปสับหยาบๆ และปลาส้มฟัก แล้วใส่ต้นหอมและผักชีซอย ฉันเปิดดูพจนานุกรมภาษาไทยพวนได้ความว่า “ฟัก” เป็นคำกริยา แป
เวลาไปงานแต่งงานสมัยนี้ มักจะเห็นเพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าบ่าวแต่งชุดธีมเดียวกันมาร่วมให้กำลังใจคู่บ่าวสาว รวมทั้งคอยช่วยเหลือให้งานผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น คนส่วนใหญ่มักเลือกเพื่อนสนิทมาทำหน้าที่นี้ โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าสาวที่ต้องการคนใกล้ชิดที่ช่วยดูแลเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าผมที่ต้องเป๊ะ ชุดแต่งงานที่ทำให้เจ้าสาวขยับเขยื้อนเคลื่อนกายได้ลำบาก รวมถึงไม่เอื้อให้สะพายกระเป๋าใส่สิ่งของจำเป็น เช่น โทรศัพท์มือถือ ติดกายได้ตลอดเวลา แต่ไม่น่าเชื่อว่า เพื่อนเจ้าสาวจะกลายเป็นอาชีพที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ และเป็นธุรกิจที่โตแบบเงียบๆ ตามอุตสาหกรรมงานวิวาห์ที่กำลังบูม เหตุผลที่ทำให้บริการรับจ้างเป็นเพื่อนเจ้าสาวเติบโตขึ้น เนื่องจากผู้คนไม่ค่อยมีเวลา หรือไม่สะดวกใจที่จะรับหน้าที่นี้ ซึ่งต้องมีความสามารถในการจัดการหน้างานให้ราบรื่น แก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมทั้งต้องมีความคล่องตัว และชอบพูดคุยกับคนอื่นๆ นี่ทำให้เจ้าสาวหลายคนตัดสินใจเลือก “เพื่อนเจ้าสาวมืออาชีพ” มารับหน้าที่นี้ แทนที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท ซึ่งไม่ได้การันตีว่าเพื่อนๆ ที่มีอยู่จะรับมือได้หรือไม่ และแม้จะมีนักวางแผนแต่งงาน หรือบ
เจ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในจังหวัดร้อยเอ็ด หรือ ร้อยเอ็ดพลาซ่า และเซฟมาร์ทร้อยเอ็ด ร้านสะดวกซื้อของคนไทย พลิกผืนดิน 200 ไร่ ซึ่งในอดีตเคยเป็นสนามแข่งม้า มาปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอรี่ รวมถึงผักสลัด บนวิถีเกษตรอินทรีย์ ตั้งชื่อ “ไร่ออนซอน” ได้รับเครื่องหมายมาตรฐานระดับโลก IFOAM การันตี ธุรกิจสะอาด นับเป็นความภูมิใจของครอบครัว และเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานชาวจังหวัดร้อยเอ็ด คุณสมจิตต์ ชาติบัญชากร ผู้ก่อตั้งและเจ้าของไร่ออนซอน (Onzone Farm) ในวัย 67 ปี เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ปัจจุบันธุรกิจที่ทำ คือ เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าร้อยเอ็ดพลาซ่า และร้านสะดวกซื้อเซฟมาร์ท ซึ่งมีราว 20 สาขา รวมถึงไร่ออนซอน พื้นที่ 200 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเมือง สำหรับที่มาที่ไปของไร่ออนซอน คุณสมจิตต์ กล่าวว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่ดินบริเวณนี้ เคยเป็นสนามม้าแข่ง ซึ่งหลังจากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต เจ้าของเก่าประสบปัญหาขาดทุน หนที่สุดเลิกทำ และปล่อยให้รกร้างนานกว่า 20 ปี ตนเองในฐานะเจ้าของใหม่ มีความคิดว่าอยากจะพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นปลูกข้าวหอมมะลิ และข้า
ลูกหลานแก๊งไฮโซ 5 ชีวิต เบื่องานประจำและปฏิเสธชีวิตหรูหรา ผันตัวเป็นเกษตรกร ปลูกผักสลัดออร์แกนิก บนที่ดิน 7 ไร่ ตำบล หนองพลับ อำเภอ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่งผลผลิตขายตามโรงแรมและเสิร์ฟในร้านอาหารชื่อแปลงผัก นำทีมโดยคุณกัลยกร บุนนาค หรือคุณกัญ ลูกสาวคุณพนารัตน์ พิสุทธิศักดิ์ (บุนนาค) อดีตรองนางสาวไทยอันดับ 1 และขวัญใจช่างภาพปี 2513 ปัจจุบันยังมีผลงานแสดงผ่านทางจอแก้วอยู่บ้าง นับเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคม คุณกัญในวัยเพียง 24 ปี เล่าว่า หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ไปทำงานเกี่ยวกับออแกไนซ์ราว 3 เดือน รู้สึกได้ว่าตัวเองไม่ชอบงานประจำ ประกอบกับครอบครัวย้ายไปอยู่ที่หัวหินเปิดร้านอาหาร ด้วยความที่อยากอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว เลือกที่ลาออกจากงานเงินเดือนดี หันมาสวมบทบาทเป็นเกษตรกร ครอบครัวของทายาทตระกูลดัง ย้ายไปอยู่ที่หัวหิน เปิดร้านอาหารชื่อ “ชิฎฑะเฬ” แต่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อร้านเล้วเป็น “แปลงผัก” คุณกัญ บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า โดยส่วนตัวชอบอยู่กับธรรมชาติ รักต้นไม้ อยากเป็นเกษตรกร และที่สำคัญอยากจะอยู่ใกล้ชิดครอบครัว เลยเลือกที่จะป
ไผ่จืด เป็นพืชตระกูลหญ้า ลักษณะเหมือนต้นไผ่ย่อส่วนอัดแน่นเป็นกอ ลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร กาบใบที่หุ้มลำต้นเกลี้ยง ไม่มีขน แผ่นใบมีขน เมื่อจับจะสากมือ การขยายพันธุ์ แยกกอ ปักชำ หญ้าคล้ายไผ่ แก้คุณไสย ใช้ถอนพิษ แถบปราจีนบุรี จะสังเกตเห็นว่าแทบทุกบ้านมีกระถางของต้นไผ่จืด สอบถามดูก็ได้ความว่า เขาปลูกไผ่จืดเอาไว้แก้ไข้ทับระดู และแก้ยาสั่ง เพราะปราจีนบุรีเป็นดงของยาสั่ง แต่ละหมู่บ้านมีตำรับยาสั่งและยาแก้ยาสั่งของตนเองโดยเฉพาะ หมอยาอีสานหลายแห่งก็ใช้ไผ่จืดในลักษณะเดียวกัน พ่อหมอแม่หมอเมืองเลย บอกว่า ไผ่จืดเป็นยาแก้ผิดกรรม ผิดสำแดง แม่หญิงที่กินของผิด ของแสลง ให้เอามาต้มกิน จะใช้เหง้า หรือเอามาทั้งต้น ทั้งใบ นำมาม้วนๆ มัดใส่หม้อต้ม แม่หญิงที่เลือดไม่ดี สีไม่งาม ต้มกินก็จะช่วยบำรุงเลือดอีกด้วย ในบรรดาหมอยาเมืองเลย มี ตาเพ็ง สุขบัว ยังใช้ไผ่จืดในการแก้ หรือล้างการถูกยาสั่งด้วย บรรดาพ่อหมอยังได้พูดถึงความสำคัญของการดูแลหญิงหลังคลอดไม่ให้ผิด ต้องให้ระวังอาหารการกิน หรือที่เรียกว่า ขลำ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ผิดกะบูน บางคนรักษาไม่ทันตายไปก็มี บางคนก็ผอมเหลือง เป็นไข้ ให้นมลูกก็ไม่ได้ เพราะ
จากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับบ้านเราเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทำให้การเกษตรหลายอย่างต้องหยุดการเพาะปลูก เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่ภายในแหล่งเก็บน้ำในที่ต่างๆ มีใช้อย่างเพียงพอ เพื่อรอฤดูฝนใหม่ที่จะมาถึง แม้แต่เกษตรกรทางด้านการประมงก็เช่นกัน ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้ จึงทำให้เกษตรกรที่ไม่มีบ่อเก็บน้ำสำรองจึงต้องหยุดเลี้ยงปลาไปสักระยะเพื่อรอน้ำมาประกอบอาชีพต่อไป แต่ยังมีเกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำการประมงได้ตลอดทั้งปี โดยเลือกเลี้ยงสัตว์น้ำบางชนิด ที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมากก็สามารถทำเงินได้ คือ คุณสมพรชัย องอาจ อยู่บ้านเลขที่ 280 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความสนใจในเรื่องของการประมง เขาจึงหาวิธีเลือกเลี้ยงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เหมาะกับพื้นที่บ้าน คือการเลี้ยงกบในกระชังบกที่มีการใช้น้ำในปริมาณที่น้อย แต่สามารถโตจนทำเงินได้มาก ที่เรียกง่ายๆ ว่า เลี้ยงจนมีปริมาณที่ผลิตไม่พอขายกันเลยทีเดียว สนใจการเลี้ยงกบ เพื่อสร้างรายได้ คุณสมพรชัย เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำการเกษตรอยู่ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยา โดยเขาเองก็ได้ไปอยู
เลยจากตัวเมืองนครสวรรค์หรือเมืองสี่แคว ไปทางกำแพงเพชรเล็กน้อย บริเวณนั้นคือ พื้นที่ของอำเภอบรรพตพิสัย สองข้างทางทิวทัศน์สวยงามดี คุณธนกร ฐานะปัญญาดี ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ได้ขับรถนำไปยังแปลงปลูกแตงโมพันธุ์ทรายทอง ของ คุณมานะ เพชรนิล อยู่บ้านเลขที่ 385 หมู่ที่ 5 ตำบลท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ คุณมานะ เพชรนิล หรือที่คุณธนกรเรียกอานะ ปลูกแตงโมหมุนเวียนตลอดปี โดยปลูกครั้งละ 30 ไร่ ตัวเขาเองมีที่ดิน 2 แปลง จึงสลับทำนากับปลูกแตงโม ช่วงหน้าฝนปลูกแปลงที่สูงหน่อย ครั้นหน้าแล้งก็ย้ายลงยังแปลงที่ลุ่ม “ปลูกมานานกว่า 10 ปีแล้ว ฤดูกาลไม่มีผล ปลูกได้ทุกฤดู” อานะบอก ช่วงนี้นิยมแตงโมผลใหญ่ สมัยเก่าก่อน แตงโมมีขายมากๆ คือช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน แตงโมเย็นๆ ในสภาวะอากาศที่อบอ้าว ช่วยลดอุณหภูมิและทำให้ร่างกายสดชื่น ในยุคดิจิตอล แตงโมมีผลผลิตวางขายมากทุกฤดูกาล ทั้งนี้เพราะมีการวิจัยพันธุ์ให้เหมาะสมแต่ละฤดู การเลือกพื้นที่ปลูกก็สำคัญ เทคโนโลยีก็ก้าวหน้า แต่ที่สำคัญมากนั้น เกษตรกรผู้ปลูกสั่งสมประสบการณ์ กลายเป็นภูมิปัญญาล้ำค่า คุณธนกร เล่าว่า บริษัท เพื่อนเกษตรกร จ
