SMEs
ชาวอีสานแถบจังหวัดชายแดน เช่น อุบลราชธานี อุดรธานี และหนองคาย ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารเวียดนาม เพราะมีชาวเวียดนามอาศัยอยู่มาก จึงมีร้านอาหารเวียดนามชื่อดังหลายร้านที่แขกไปใครมาต้องแวะชิมให้ได้ อาหารที่ขายในร้านดังกล่าวนอกจากจะมีอาหารเวียดนามแบบเวียดนามจริงๆ แต่รสชาติปรับให้ถูกปากคนไทยจนคนไทยส่วนมากกล่าวกันว่ากินอาหารเวียดนามในเมืองไทยนั้นอร่อยกว่าไปกินที่ประเทศต้นตำรับเสียอีก ที่โด่งดังมากคือ แหนมเนือง ข้าวต้มเส้น ปากหม้อเวียดนาม กุ้งพันอ้อย และบั๊นแซ่ว เป็นอาทิ มักจะมีส้มตำขายด้วยซึ่งก็ไม่แปลก แต่มีอาหารชนิดหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นอาหารเวียดนาม ถึงกับเรียกว่า หมี่กะทิญวน หมี่กะทิอีสาน หรือหมี่กะทิอุบล หมี่กะทิที่ว่านี้เอาเข้าจริงๆ ฉันก็จนมุมเหมือนกันว่ามันคืออาหารชื่ออะไรในเวียดนาม เพราะเท่าที่ใช้ชีวิตอยู่เวียดนาม 7 ปี 6 เดือน อย่างคนที่ซอกแซกหาของกินใหม่ๆ ทุกวันก็ยังไม่เคยพบอาหารชนิดนี้ ตำราอาหารเวียดนามทั้งโบราณและสมัยใหม่กองสูงกว่าครึ่งตัวก็ไม่มีเล่มไหนมีอาหารที่ใกล้เคียงหมี่กะทิที่ว่านี้ แถมเพื่อนชาวเวียดนามต่างก็พากันส่ายหัวไม่รู้จักเสียอีก ครั้นหาข้อมูลฝ่ายไทยก็ไม่มีเสียเลย อย่างดีก็บ
คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มเค เรสโตรองค์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือเจ้าของกิจการ “เอ็มเค สุกี้”ที่คนไทยรู้จักกันดี กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาใหญ่เมื่อไม่นานนี้ว่า เอ็มเค สาขาแรก เปิดที่ห้างฯเซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว จากการให้โอกาสของคุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการเครือเซ็นทรัล เพราะถ้าให้เริ่มต้นเองคงไม่ทราบว่าจะทำยังไง ฉะนั้นการได้รับโอกาส จากคนที่ให้โอกาสนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจเหมือนกัน สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ในวันนี้ ล้วนเริ่มมาจากเล็กๆก่อนทั้งนั้น เอสเอ็มอี จึงมีความสำคัญมาก เพียงแต่กว่าจะโตได้ ต้องผ่านเรื่องราวมามากมายก่อน การที่เอสเอ็มอี จะสร้างตัวเองให้มั่นคง การมีแค่มีสินค้าหรือบริการแล้ว จะประสบความสำเร็จเลย แทบจะเป็นไปไม่ได้ คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มเค เรสโตรองค์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ตามการแข่งขันในยุคนี้ นับว่าแตกต่างจากสมัยก่อน ที่การแข่งขันน้อยกว่า โลกหมุนช้ากว่า แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คำพูดที่ว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก คงใช้ไม่ได้แล้ว น่าจะเปลี
เรื่องราวของการกลับไปทำเกษตรกรรมของคนรุ่นใหม่ หรือสานต่องานเกษตรของครอบครัว โดยการนำความรู้จากการศึกษาเรียนรู้ระดับที่สูงขึ้นมาบริหารจัดการ มีมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ จะพบว่ามีเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากเป็นเกษตรกร หรืออยากกลับบ้านไปทำงานเกษตรกรรมก็มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเรื่องราวของ คุณวีรพล ค้อศุภฤกษ์สกุล หรือ คุณพล เจ้าของไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่รัก อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ชายหนุ่มผู้ที่จบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อีกคนที่หันหลังให้กับงานประจำและกลับมาสานต่อการทำงานเกษตรของครอบครัว โดยนำเอาความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง คุณพล ย้อนความหลัง เล่าให้ฟังว่า “ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเกษตร ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แล้วก็เข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ อยู่ในบริษัทประมาณ 3 ปีได้ แต่ช่วงระหว่างทำงาน ผมก็กลับมาบ้านที่เขาค้อบ่อยมาก ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะต้องกลับมาช่วยที่บ้านทำไร่สตรอว์เบอร์รี่ แล้วก็ทำไร่ ปลูกพืชการเกษตรทั่วไป จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วมาทำไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่รัก เพราะพบว่าการกลับบ้านมาทำไร่ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ไม่เพีย
ผู้ใหญ่นัด หรือคุณนัด อ่อนแก้ว เกษตรกรชายวัย 61 ปี อดีตศิษย์เก่ารั้วมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง และนายกสมาคมผู้ผลิตและค้าข้าวสังข์หยัดเมืองพัทลุง หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของชุมชนที่ทำให้คนรุ่นใหม่วัยเจนวาย บรรดาลูกหลานของเกษตรกรท้องถิ่น ต้องกลับมาสานต่ออาชีพชาวนา เพราะเขาสามารถทำให้สมาชิก 69 ครัวเรือน สามารถลืมตาอ้าปากได้ ด้วยการขายข้าวสังข์หยด (ข้าวเปลือก) ได้ตันละ 15,000 – 23,000 บาท นอกจากนั้นยังหัวใสนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่งขายท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และออกบูธขายเอง รวมถึงขายออนไลน์ มีรายได้เข้ากลุ่มเฉลี่ยแต่ละเดือนราว 6 ล้านบาท ผู้ใหญ่นัด เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจากจบ เอกรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช เริ่มต้นทำงานวิจัยพัฒนาท้องที่ หลังจากนั้นไม่นาน กลับพัทลุงบ้านเกิด ไปเป็นกรรมกรอยู่ที่โรงสีข้าวเอกชนแห่งหนึ่ง เรียนรู้ทุกกระบวนการกว่าจะมาเป็นข้าวสาร รวมถึงวิธีทำตลาด กระทั่งราว พ.ศ.2533 ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน มีแนวคิดให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกัน เพื่อพัฒนาคุณภาพข้าว เพิ่มมูลค่าข้าวสังข์หยดให้เป็นสินค้าประจ
เห็ด เป็นที่ทราบกันดีว่ามีคุณค่าทางโภชนาการไม่แตกต่างจากผักทั่วไป และยังมีโปรตีนสูง ที่ผ่านมาจึงมีผู้นิยมเพาะเห็ดขายเป็นจำนวนมาก.. “ศูนย์การเรียนรู้การผลิตเห็ดอินทรีย์” บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นอีกแห่งที่มีกระบวนการเพาะเห็ด และผลิตเห็ดอินทรีย์อย่างครบวงจร ที่สำคัญยังได้รับการรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในปี 2554 ซึ่งล่าสุด นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา เพื่อดูกระบวนการเพาะเห็ดและผลิตเห็ด ที่สำคัญยังมีการแปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกต่างๆ เช่น แหนมเห็ด วุ้นเห็ด น้ำเห็ดสกัด ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย) ในเรื่องมาตรฐานการผลิตขั้นต้น หรือ ไพรมารี จีเอ็มพี (Primary GMP) มา 1 ปี รวมไปถึงการบริหารจัดการชุมชนอย่างเข้มแข็ง เกิดการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง นายคณุตน์ ศิโรทศ นายคณุตน์ ศิโรทศ ประธานวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเพาะเห็ดอินทรีย์ บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ กล่าวถึงที่มาของศูนย์แห
“ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน คุณนวนศรี พรมมากอง อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
การพัฒนางานชนบท เป็นงานสำคัญและเป็นงานยากที่ต้องทำโดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนา ภูมิสังคมประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งสภาพอากาศ พื้นที่ สภาพดิน น้ำและคน ทำให้การทำเกษตรของเมืองไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ การทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่ จึงต้องมีการศึกษาให้เกิดเข้าใจ และทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย อย่างในพื้นที่หมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แห่งนี้ก็เช่นกัน ด้วยเป็นพื้นที่สูง อยู่บนดอย การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างยาก หมู่บ้านตั้งอยู่ในภูเขาสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็น เมื่อครั้งอดีตการเดินทางเข้ามาที่นี่ลำบาก และทุรกันดารมาก ชาวเขาชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ ชนพื้นเมืองที่นี่ก็ทำการเกษตรแบบเลื่อนลอย ปลูกฝิ่นบ้าง ทำนาบ้าง ความเป็นอยู่ยากจน แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาถึงที่นี่ ความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินดอยอาสาของชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอดินโครงการหลวง วัย 53 ปี เล่าให้ฟังว่า “ยุคแรกๆ สมัยก่อนบรรพบุรุษ บนดอยที่นี่
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ถอดบทเรียนเกษตรกรทำอินทรีย์ ยกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มั่นใจ การรวมกลุ่ม มุ่งมั่น และพัฒนาร่วมกัน จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้การทำเกษตรอินทรีย์แน่นอน นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ถอดบทเรียนเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ท่ากระเสริม มีนายสมควร พันธัง เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิก 35 ราย เน้นแนวคิด การได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันสตรอว์เบอร์รี ไม่ได้เป็นผลไม้ปลูกเฉพาะเมืองหนาว จะเห็นได้ว่าทุกภาคในประเทศไทยสามารถปลูกสตรอว์เบอร์รี่ได้ ดั่งเช่นที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าของไร่ คือ คุณพิมพ์วรัตน์ คำเรือง หรือคุณน็อต สาวนักบัญชี จากรั้วมหาวิทยาลัยสยาม ลบคำสบประมาทจากเพื่อนบ้าน ปลูกสตรอว์เบอรี่ โกยเงินล้าน น็อต เล่าว่า หลังเรียนจบคณะบัญชี จากมหาวิทยาลัยสยาม ก็ไม่คิดทำงานประจำ คิดแต่เพียงว่าจะกลับบ้าน ไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ เพราะพ่อแม่เป็นเกษตรกร ปลูกมะนาว ปลูกแตงกวา ปลูกถั่วฝักยาว แต่ทว่าพืชผักเหล่านั้นราคาไม่แน่นอน เลยทดลองหาผลไม้แปลกๆ มาปลูก ในที่สุดเลือกปลูกสตรอว์เบอรี่ พ่อกับแม่ของคุณน็อต มีอาชีพเป็นเกษตรกรมาตลอดทั้งชีวิต โดยลูกสาว บอกว่า เมื่อก่อนจะปลูกพืชล้มลุก เช่น มะนาว ถั่ว แตงกวา ปลูกแบบนี้สลับหมุนเวียนไป ส่งขายพ่อค้าคนกลาง บางปีขาดทุน ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ราคาพืชผลเกษตรไม่ดี บางปีมะนาวต้นตลาด เกิดปัญหาเดิมๆ ซ้ำซาก อยู่แบบนี้เรื่อยมา ภายหลังที่คุณน็อตเรียนจบ หญิงสาวปฏิเสธชีวิตมนุษย์เงินเดือน แล้วกลับมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำสวน แต่ครั้งนี้ไม่ปลูกพืชล้มลุก หันไปปลูกสตรอว์เบอร์รีแทน โดยมีเหตุผลว่า สตรอว
คุณสุรูป แสนขันธ์ คือเกษตรกรผู้ริเริ่มขยายพันธุ์ไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” ณ บ้านเลขที่ 243 หมู่ที่ 5 บ้านซำบ่าง ตำบลห้วยส้ม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ชื่อไผ่รวกหวาน “ภูกระดึง 58” นี้ มีที่มาจาก เป็นไผ่รวกที่พบบนพื้นที่ยอดดอยภูกระดึง และ 58 คือ ปีที่คุณสุรูปเริ่มขยายพันธุ์จนสำเร็จ จนได้มีการจำหน่ายต้นพันธุ์ ทำให้ไผ่รวกหวานสายพันธุ์นี้เป็นที่รู้จักนั่นเอง แต่เดิมนั้น คุณสุรูป รับราชการครู สอนในรายวิชาการงานอาชีพ ซึ่งถือว่ามีความรู้ทางด้านเกษตรอยู่แล้ว ซึ่งในพื้นที่บ้านก็ได้มีการปลูกมะนาวไว้ และเป็นผู้รู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกมะนาวด้วย จนเมื่ออายุได้ 50 ปี ได้หันมาปลูกไผ่รวกหวานเป็นอาชีพเสริมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอาชีพ คุณสุรูป เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการปลูกไผ่รวกหวานว่า “ได้ไปกินไผ่รวกจากคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติพี่น้องที่รู้จักกัน คุณยายท่านนี้ปลูกไผ่รวกชนิดนี้ไว้ในบ้าน 1 กอ โดยไปเอามาจากบนป่าภูกระดึง ตนเกิดความประทับใจในรสชาติที่หวาน กรอบ ของไผ่ชนิดนี้ ที่มีรสหวานกว่าหน่อไผ่สายพันธุ์อื่นๆ ที่เคยได้กินมา จึงได้ขอซื้อไผ่กอนั้นทั้งกอมาปลูกไว้ที่บ้าน ด้วยการเพาะชำลำไผ่ แต่ปลูกได้ประ
