SMEs
การสื่อสาร มีพลังเสมอ ขึ้นอยู่กับจะสื่อสาร ด้านบวก หรือ ด้านลบ เมื่อเร็วๆ นี้ รุ่นน้องคนหนึ่งเปรยขึ้นมาว่า “การสื่อสารนี่สำคัญกับการบริหารมากเลยนะ”ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ที่รุ่นน้องคนนี้ ทำงานสายบริหารมาร่วม 10 ปีแล้ว แต่เพิ่งตาสว่าง ไม่แปลกหรอกครับ เพราะบางคนที่ผมเคยเจอมา ตาสว่างช้ากว่าน้องคนนี้เสียอีก บริหารไปตามใจคิด ไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับการสื่อสารเท่าใดนัก หลายคนเก่งในเรื่องการบริหารจัดการ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มักพบปัญหาเกี่ยวกับคน ทำงานไม่ได้อย่างใจอยู่เป็นนิจ ซึ่งรากเหง้าต้นเหตุ ไม่ได้ซับซ้อนครับ มาจาก…“การสื่อสาร” อย่าลืมว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่รวมกัน แปลว่า ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กัน สื่อสารกัน เวลาไม่ได้ทำงาน คุยกันน้ำไหลไฟดับ ไม่มีใครฟังใคร แต่พอทำงานด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างคิดว่า “อีกฝ่ายคงรู้” คือ มีหลายความคิดครับ “คงรู้” “น่าจะรู้” “ควรรู้” “ต้องรู้” ส่วนจริงๆ รู้หรือไม่…ไม่รู้เหมือนกัน การคาดเดาเช่นนี้ พบเป็นปกติในการทำงานด้วยกันทุกระดับ ยิ่งองค์กรขนาดใหญ่ การขาดตอนของการสื่อสาร ยิ่งมีมากขึ้น พูดง่ายๆ คนในองค์กรใหญ่ชอบเดา มากกว่าองค์กรเล็ก ชอบเดาว่าอีกฝ่ายคงรู
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมนั่งดูข่าวการทดลองรถบรรทุกไร้คนขับบนถนนจริง ของแบรนด์รถยนต์เจ้าดัง แล้วเกิดความคิดหลายอย่างระคนกัน วันนี้เลยอยากชวนคุยเรื่องอนาคต ที่ยังคาดคะเนได้ไม่ชัดเจนกันบ้าง เรื่องการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการทดลอง ทดสอบกันมานาน และมีข่าวออกมาเป็นระยะถึงการ “ใกล้เคียงความจริง” ความจริงที่ว่าคือ มันจะใช้ได้จริงๆ บนท้องถนนอันโกลาหลวุ่นวาย โดยไม่เกิดอันตราย สิ่งที่ไม่น่าเชื่ออีกอย่างคือ แบรนด์สินค้าด้านการสื่อสารไร้สายหลายเจ้า ทั้งที่โด่งดังสุดของโลก ยังให้ความสนใจเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องรถยนต์ไร้คนขับ การทดลองรถบรรทุกไร้คนขับ กำลังบ่งบอกว่า ผู้พัฒนาหรือค่ายรถยนต์ต่างๆ มุ่งการไร้คนขับไปที่ รถเพื่อการพาณิชย์มากกว่ารถส่วนบุคคลหรือเปล่า เพราะมานั่งคิดดู รถส่วนบุคคล ถึงไร้คนขับ ผมยังเชื่อว่าเจ้าของรถอาจไม่สบายใจเวลานั่ง แล้วปล่อยให้รถทำหน้าที่เอง อีกประการขับเองก็ได้อรรถรส สนุกสนานกว่าในบางคราว แต่หากใช้เพื่อการพาณิชย์ คุ้มค่าน่าสนใจ และเพิ่มยอดขายให้รถประเภทนี้แน่นอน เพราะประหยัดการจ้างคนไปอีกเยอะ “คนขับรถกำลังจะตกงานหรือ”ผมว่าไม่เพียงคนขับรถหรอกครับ ที่กำลังจะตกงาน การ
สวนแสนปาล์มที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มีความสวยงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ผู้มีบทบาทสำคัญในฐานะที่ปรึกษาใหญ่คือ อาจารย์ปิฏฐะ บุนนาค ซึ่งรู้จักกันในนาม “บิดาปาล์มประดับของเมืองไทย” โดยมีคณะทำงานเจ้าภาพคือ รองศาสตราจารย์ชูเกียรติ รักซ้อน และคุณมานิจ หรือรณภูมิ สุขีวงศ์ รวมทั้งท่านอื่นอีกจำนวนมาก พื้นเพเดิมเป็นคนกำแพงแสน คุณมานิจ สุขีวงศ์ เกิดบริเวณที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนในปัจจุบัน คุณพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อทางราชการเวนคืนที่ดินสร้างมหาวิทยาลัย ชาวบ้านต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นจำนวนกว่า 2 หมู่บ้าน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยช่วงนั้นคือ ดร.วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้ให้คุณพ่อของคุณมานิจช่วยพูดคุยและดูแลชาวบ้านที่ต้องย้ายถิ่นฐาน ตัวคุณมานิจเองหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้นแล้ว เขาได้ศึกษาต่อทางด้านการเกษตรที่เกษตรจันทบุรี หลังเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเมื่อปี 2521 คุณมานิจมาทำงานในสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จากนั้นได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม หน้าที่รับผิดชอบคือ ส่งเสริมความรู้ทางการเกษตร รวมทั้งฝึกวิชาชีพ ลุยงานอย่างต
เสน่ห์ของ “กุ้งเครย์ฟิช” อยู่ที่ความสวยงาม ซึ่งผู้เลี้ยงจะได้เห็นพัฒนาการของกุ้งชนิดนี้ในแต่ละช่วงชีวิต ตั้งแต่กำเนิดเป็นลูกกุ้ง การลอกคราบแต่ละครั้งขนาดของตัวกุ้งจะใหญ่ขึ้น และมีสีสันที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผู้เลี้ยงจะได้ลุ้นว่ากุ้งนั้นจะขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไร และสีสดมากขึ้นหรือไม่อีกด้วย คุณพีระพัฒน์ สัมฤทธิ์ดีงาม หรือ คุณพีม เด็กหนุ่มบุคลิกดีวัย 21 ปี นักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปี 3 เป็นอีกหนึ่งคนที่หลงเสน่ห์กุ้งเครย์ฟิช และมีจิตใจที่รักสัตว์เป็นทุนเดิม จากที่เลี้ยงไว้ดูเล่นๆ ปัจจุบันกลับสร้างรายได้ให้แต่ละเดือนไม่น้อย สามารถเก็บเป็นทุนการศึกษาได้ โดยไม่ต้องร้องขอจากผู้ปกครอง “ผมเป็นคนรักสัตว์ เมื่อก่อนเคยเลี้ยงปลาหางนกยูงขาย แต่เพราะดูแลไม่ทั่วถึง ประกอบกับเลี้ยงค่อนข้างยาก เลยเลิกเลี้ยงปลาหางนกยูง แล้วหันมาเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช เพราะสีสวย ตอนแรกซื้อมาเลี้ยงเล่นๆ 5 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท แต่พอกุ้งออกลูก ทดลองนำลูกกุ้งไปขายในเฟซบุ๊ก ปรากฏขายได้ นับจากนั้นเลยเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชเป็นเรื่องเป็นราว” คุณพีมเริ่มเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช เมื่อต้นปี 59 เขาเริ่มเลี้ยงไว้เพียงดูเล่น โดยไปซื้อจากตลาดนัดจตุจักร
มิชลินสตาร์จริงๆนั้นเริ่มต้นมาจากไกด์บุ๊คที่ใช้บอกเส้นทางของสถานที่ต่างๆ รวมทั้งร้านอาหารในแต่ละประเทศ โดยการจัดลำดับเพื่อตัดสินว่าร้านดังกล่าวจะได้มิชลินสตาร์หรือไม่ และได้กี่ดวงนั้นจะมีหลักเกณฑ์ก็คือ 1.คุณภาพของส่วนผสม 2.ทักษะในการปรุง 3.รสชาติและความคิดสร้างสรรค์ 4.ราคาอาหาร 5.ความคงที่ของคุณภาพอาหาร มิชลินสตาร์ นั้นเปรียบเสมือนรางวัลโนเบลแห่งร้านอาหาร เพราะการที่จะได้ดาวมาประดับร้านอาหารซักดวงหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการได้มีโอกาสรับประทานอาหารระดับมิชลินสตาร์จึงถือเป็นเรื่องที่นักชิมทุกคนใฝ่ฝัน แต่ส่วนใหญ่มักจะติดอยู่ที่ราคา เพราะร้านมิชลินสตาร์ส่วนใหญ่นั้นก็เป็นร้านอาหารชื่อดังระดับโลก แต่ล่าสุดมิชลินสตาร์เพิ่งประกาศมอบมิชลินสตาร์ 1 ดวงให้กับร้านอาหารเล็กๆในศูนย์อาหารของประเทศสิงคโปร์ที่มีชื่อว่า Liao Fan แม้ร้านแห่งนี้จะมีเมนูอยู่ไม่กี่อย่าง ประกอบด้วยไก่อบซอส หมูแดง หมูกรอบ ซี่โครงหมู แต่ทุกๆอย่างล้วนดูดีและน่ากินมากๆ โดยเลือกโปะได้ทั้งหน้าข้าว บะหมี่ หรือเส้นที่เรียกว่าหอฟั่น (Hor Fun) ราคาเริ่มต้นที่จานละ 2 ดอลลาห์สิงคโปร์ หรือราวๆ 50 บาทไทยเท่านั้
ป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่อยู่คู่กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นแหล่งผลิตส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและพันธุ์ทองดีได้คุณภาพอีกแห่งหนึ่งของประเทศ พื้นที่อำเภอนครชัยศรี ถือเป็นพื้นที่ปลูกส้มโอที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครปฐมซึ่งที่นี่มีเกษตรกรที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จมานานกว่า 47 ปี การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมากมาย คุณทิม ไทยทวี เจ้าของสวนส้มโอไทยทวี ซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม บอกถึงการปลูกส้มโอให้ได้คุณภาพนั้นมีหลายปัจจัย ทั้งน้ำ พื้นที่ และการบริหารจัดการภายในสวน โดยพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกส้มโอได้ 35-40 ต้น ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 5 เมตร ใช้เงินลุงทุนต่อไร่ประมาณ 100,000 บาท โดยจะแบ่งทยอยลงครั้งละ 40,000 – 50,000 บาท ที่มา มติชนออนไลน์
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. นายอรุณ ขันโคกสูง อายุ 42 ปี ชาวบ้านโพนสูง หมู่ 4 ต.หมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา พาผู้สื่อข่าวเดินชมสวนเกษตรหลังบ้านของตนเอง ซึ่งมีพื้นที่อยู่ประมาณ 2 ไร่ โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ทำการเกษตรปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด อาทิ มะนาวในบ่อซีเมนต์, พริกไทย, ฟาร์มเห็ด, ผักสะระแหน่ไร้ดิน, มะเดื่อฝรั่ง และสะเดามัน เป็นต้น สร้างรายได้ให้กับครอบครัวจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่แห่งนี้ได้รับการยกระดับ ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน นายอรุณ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตนั้นตนเป็นเพียงลูกจ้างอยู่ในอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งขณะนั้นมีความรู้แค่ชั้นป.6 จึงต้องทนทำงานอยู่ตามความสามารถที่จะทำได้ ต่อมาก็ได้สมัครเข้าเรียนในกศน.เพื่อเติมความรู้ให้กับตนเอง ซึ่งก็บังเอิญไปได้เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงร.9 จึงนำมาทดลองใช้ในพื้นที่หลังบ้านประมาณ 2 ไร่ โดยช่วงแรกๆ ก็ลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 1 ปี หล
คุณอธิคม ขุนแก้ว อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 426 หมู่ที่ 6 ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง สมาชิกยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ของสำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง อดีตพนักงานบริษัท ได้ใช้พื้นที่นาร้างที่แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาปรับเปลี่ยนทำการเกษตรผสมผสาน ตามความฝันของตัวเอง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร ของเกษตรกรรายอื่นอีกด้วย คุณอธิคม เล่าว่า หลังจากที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเกษตร ได้สอบบรรจุเข้ารับราชการในหน่วยงานแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนราธิวาส แต่ด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงต้องลาออกจากราชการ จากนั้นไปทำงานบริษัทเอกชน ไปเป็นอาจารย์พิเศษ และตำแหน่งสุดท้าย ดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทำให้ค้นพบว่า ไม่ใช่ชีวิตที่แท้จริงของตนเอง จึงได้ลาออกจากบริษัทเมื่อปี 2557 และกลับมาอยู่บ้านเกิดที่อำเภอควนขนุน หลังจากกลับมาอยู่บ้าน ได้ซื้อที่ดินนาร้างว่างเปล่า จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 3 ไร่ ซึ่งเป็นที่นาของครอบครัว ที่ได้ขายไปเมื่อหลายปีก่อน จากนั้นได้ขุดคันยกร่อง ขนาดร่องกว้าง 13 เมตร คูร่องกว้าง 4 เมตร ลึก 3 เมตร บนคันร่องปลูกปาล์มร่
หากจะพูดถึง ไก่ชน หรือบางท้องที่จะเรียก ไก่ตี ทุกคนย่อมรู้จักกันดี เพราะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ตามตำนาน การชนหรือการตีไก่ ได้บอกว่า เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในประเทศพม่า โดยเฉพาะในราชสำนัก การตีไก่จัดเป็นกีฬาชาววังกันเลย ซึ่งไก่ชนหรือไก่ตีนี้ เป็นไก่พื้นเมืองชนิดหนึ่ง แต่จะมีความสามารถพิเศษในเรื่องของการตีหรือการต่อสู้ และที่สำคัญ การเลี้ยงไก่ชนเพื่อเอาไว้ชนหรือตี ยังถือเป็นกีฬาและเป็นมรดกวัฒนธรรมอีกแขนงหนึ่งของไทยเราที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบัน การเลี้ยงไก่ชน หรือไก่ตี ยังเป็นที่นิยมในทุกภาคของประเทศไทย ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ตีและเลี้ยงไว้ขายไปในคราวเดียวกัน ถึงขนาดมีการเปิดเลี้ยงกันเป็นฟาร์มก็มี และที่เรียกกันว่า ซุ้มไก่ ก็กระจัดกระจายอยู่ในทั้งภูธรและนครบาล เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะประสบผลสำเร็จจากการขายพันธุ์ลูกไก่หรือไก่แม่พันธุ์ พ่อพันธุ์ บางทีเจ้าของซุ้มไก่ หรือฟาร์มไก่บางรายขายแม้กระทั่งไข่ไก่ ของไก่ชนตัวเก่ง จนสามารถสร้างรายได้อย่างเหนาะๆ ก็ตกเดือนละ 50,000-100,000 บาท เหมือนกับฟาร์มไก่ชนเงินแสน ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นฟาร์มของหนุ่มนักสู้ ผู้ที่เลี้ยงไก่ชน
ตลาดสัตว์เลี้ยงในเมืองไทยยังคงคึกคัก และมีแนวโน้มเติบโตเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนเมือง เพราะด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไป คนยุคใหม่ใช้ชีวิตแบบอิสระ บางคนก็เป็นโสด บางคนแต่งงานแต่ก็ไม่มีลูก ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสิ่งที่มาเติมเต็มให้กับชีวิตครอบครัวของคนยุคนี้ได้เป็นอย่างดี สำหรับดาวเด่นในกลุ่มสัตว์เลี้ยงที่คนเมืองนิยมเลี้ยงไม่แพ้สุนัข คือ “แมว” เพราะน่ารัก เลี้ยงง่าย ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก แต่ทว่าแมวเป็นสัตว์ 4 เท้าที่มีกลิ่นขับถ่ายค่อนข้างรุนแรง ต่อให้มีกระบะทรายก็ไม่สามารถเก็บกลิ่นได้ เพราะกระบะทรายสำหรับแมวนั้นช่วยแก้ปัญหาการขับถ่ายไม่เป็นที่ของแมว แต่ไม่สามารถเก็บกลิ่นเหม็น ถึงแม้จะตักทรายที่จับตัวกับอุจจาระและปัสสาวะออกแล้วก็ยังมีกลิ่นตกค้างอยู่ ฉะนั้นเลยมีห้องน้ำแมวอัจฉริยะ นวัตกรรมที่คิดค้นโดยคนไทย ขั้นตอนการใช้งานสะดวก ง่าย ไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับอุจจาระ ปัสสาวะแมวโดยตรง ไม่ทิ้งกลิ่นตกค้างไว้ ควบคุมกลิ่นให้อยู่หมัด เจอปัญหากับตัว แก้ไข จนกลายเป็นธุรกิจ คุณสาธิต ศิวารัตน์ หรือแจ๊ค ชายหนุ่มรักแมว เจ้าของอุปกรณ์ “Litter Twister” หรือห้องน้ำแมวอัจฉริยะ เล่าความเป็นมาว่า โด
