SMEs
กว่า 100 ปีมาแล้ว ที่โรงเรียนบ้านแก่นท้าว (อโศกวุฒิกรสงเคราะห์) ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านการเรียนการสอนมาหลายต่อหลายรุ่น แต่เพราะพื้นที่โรงเรียนมีน้อย เพียง 6 ไร่ 30 ตารางวา ทำให้อาคารเรียนและพื้นที่ทุกอย่างต้องจัดระเบียบอย่างเป็นระบบให้ดี เพื่อประโยชน์ใช้สอยอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมา ทราบว่าโรงเรียนจัดการเรียนการสอนในแบบโรงเรียนขยายโอกาส คือ มีการเรียนการสอนในระดับชั้นปฐมวัยถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีบุคลากรด้านการสอน 14 คน มีนักเรียนเพียง 143 คน เท่านั้น อาจารย์ศศิธร จ๋าพิมาย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแก่นท้าว (อโศกวุฒิกรสงเคราะห์) เปิดเผยว่า โรงเรียนมีพื้นที่น้อย การให้ความสำคัญด้านพื้นที่เกษตรภายในโรงเรียนก็ไม่ได้น้อยไปด้วย แต่เป็นการจัดพื้นที่ให้เหมาะสมตามพื้นที่ที่มีอยู่ โดยให้ความสำคัญกับรายวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ซึ่งมีอาชีพเกษตรอยู่ในการเรียนการสอนรายวิชานี้ด้วย และการให้นักเรียนได้เรียนรู้ในภาคปฏิบัติ ถือเป็นสิ่งจำเป็น การจัดการแปลงผักสวนครัวไว้ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ จึงมีมาโดยตลอด รวมถึงการจัดแปลงสวนสมรม ที่ปลูกพืชหลายชนิดคละกันภายใน
“เมืองไพลิน” ในอดีตเคยเป็นค่ายอพยพของเขมรแดง เรียกว่า “ฐานภูลำเจียก” และเคยเป็นเหมืองพลอยสีน้ำเงิน (บลู แซฟไฟร์) หรือ “พลอยไพลิน” ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก แต่ทุกวันนี้เมืองไพลินไม่เหลือพลอยให้ขุดอีกแล้ว เมืองไพลินได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบภูเขาสูง มีแหล่งน้ำอุดมสมบรูณ์ มีสภาพภูมิอากาศที่ดี เอื้อต่อการเติบโตของไม้ผล ทำให้เมืองไพลินกลายเป็นแหล่งปลูกลำไยที่สำคัญของประเทศกัมพูชา หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ลำไยสดจะถูกส่งออกผ่านชายแดน ที่ด่านช่องพรม บ้านโอร์สะกรอม เพื่อนำมาขายล้งจีนที่ฝั่งไทย ผ่านทางด่านถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยใช้ระยะทางขนส่งสินค้า ประมาณ 17 กิโลเมตร หากใครมีโอกาสผ่านไปแถวด่านถาวรบ้านผักกาด คงจะเคยสังเกตเห็นรถบรรทุกจากฝั่งเขมรที่บรรจุสินค้าลำไยสด รวมทั้ง มันสำปะหลัง และข้าวโพด มาส่งขายพ่อค้าในฝั่งไทยแทบทุกวัน ลุงแยม หรือ “ซา จำเจริญ” เกษตรกรชาวกัมพูชา เจ้าของสวนลำไยสองพี่น้อง ในพื้นที่ฝั่งไทยที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี และเป็นผู้ปลูกลำไยมากที่สุดในเมืองไพลิน เนื้อที่ปลูกลำไยมากกว่า 125 ไร่ ปัจจุบัน สวนลำไยในเมืองไพลินแห่งนี้ มีต้นทุนก
ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของคนรุ่นใหม่คือ การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง บางคนครอบครัวไม่ได้มีปัจจัยอะไรสนับสนุนก็เลือกเป็นมนุษย์เงินเดือนไปก่อน พอมีประสบการณ์ มีเงินสะสมเพียงพอถึงค่อยลาออกมาทำกิจการของตัวเองตามความชอบความถนัด ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ไปได้ดี เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง และส่วนใหญ่จะศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาดมาแล้ว ใช้งบลงทุน 6-7 ล้านบาท คุณต่อศักดิ์ ชาติวัยงาม อายุ 33 ปี จบคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันร่วมกับเพื่อน คุณสรวุธ จักรวุธ ทำไร่แก่นตะวันที่อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ในเนื้อที่ 24 ไร่ พร้อมต่อยอดด้วยการทำแก่นตะวันอัดเม็ดขาย ยี่ห้อซีอิน (SEIN) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับค่อนข้างดี คุณต่อศักดิ์ เล่าว่า ก่อนหน้ามาทำไร่แก่นตะวัน เคยเป็นโบรกเกอร์อยู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่รู้สึกว่าเป็นงานไม่มั่นคงเลยลาออก เพื่อหาอะไรที่เป็นของตัวเองทำ พอดีได้รู้จักสมุนไพรแก่นตะวัน เนื่องจากไปเที่ยวขอนแก่นแล้วรู้จักกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เห็นไร่ปลูกแก่นตะวันแล้วรู้สึกสนใจ เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกอย่าง
เรียบร้อยไปแล้วสำหรับการประกาศผลและพิธีมอบรางวัลนวัตกรรม เนื่องใน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๙” เพื่อเชิดชูเกียรติแก่นวัตกรไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมจนประสบความสำเร็จ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้แบ่งรางวัลออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม รางวัล Inspirational Innovator รางวัล Startup of the year รางวัล Total Innovation Management รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย และรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภท ดังนี้ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ไข่ออกแบบได้ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด ด้านสังคม ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม การพัฒนาโพรไบโอติกแลกโตแบซิลลัสพาราเคซิอิเอสดีหนึ่งเพื่อใช้ป้องกันฟันผุ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม สาขา Food Design ได้แก่ แป้งเบเกอรี่สำเร็จรูปปราศจากกลูเต็น บริษั
คุณบุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด กล่าวว่า ในขั้นตอน และกระบวนการของการทำการตลาดออนไลน์ ส่วนใหญ่ผู้ประกอบมักมุ่งเป้าไปที่การวัดผลความสำเร็จของธุรกิจผ่านยอดขายหรือผลกำไรเป็นหลัก ไม่ว่าจะวัดผลจากการที่ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน คลิกซื้อสินค้าบนหน้าเว็บไซต์ หรือโทรเข้ามาสอบถาม และพนักงานปิดการขาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการวัดผลความสำเร็จในมุมทางการเงินทั้งสิ้น ซึ่งแท้จริงแล้วยังมีการวัดผลธุรกิจออนไลน์อีก 3 แง่มุม ที่หลายธุรกิจอาจมองข้ามไป แต่ล้วนมีผลต่อการทำธุรกิจออนไลน์อย่างยั่งยืน เรดดี้แพลนเน็ตในฐานะผู้นำการตลาดดิจิทัลแบบเน้นผลลัพธ์ที่ทำธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 16 ปี ขอแนะนำผู้ประกอบการเสริมการวัดผลธุรกิจออนไลน์ด้วย 1. แง่มุมด้านลูกค้า (The Customer Perspective)ผู้ประกอบการ สามารถวัดความสนใจของลูกค้าเป้าหมายต่อสินค้าหรือบริการ ได้จากจำนวนคลิกที่ลูกค้า คลิก เข้ามายังโฆษณาของธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบการทำโฆษณาแบบดิสเพลย์แบนเนอร์ กลุ่มเป้าหมายที่เห็นแบนเนอร์มีจำนวนทั้งสิ้น 10,000 คน มีคนเห็นทั้งหมด 5,000 คน เท่ากับ 50% ของกลุ่มเป้าหมาย มีคน
สวัสดีครับ ผมระหกระเหเร่ร่อนสัญจรไปพบพี่น้องเกษตรกรมาทั่วประเทศ และอีกหลายประเทศก็เคยไป ผมพบว่าผืนแผ่นดินสำหรับทำการเกษตรมันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินจำกัดเหลือเกิน ยิ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนายิ่งไปใหญ่ ปัญหาการถือครองที่ดินของเกษตรกรยิ่งรุนแรง เกษตรกรมีที่ดินน้อยลง เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหามาตลอด ไม่ว่าสมัยไหนรัฐบาลใดก็ไม่สามารถแก้ไขให้เกษตรกรตาดำๆ พ้นบ่วงกรรมนี้ไปได้ ในมุมมองของผม พี่น้องเกษตรกรรายย่อยควรตื่นตัวมองหาช่องทางทำกินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ดินน้อยก็ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะกับการใช้พื้นที่น้อย ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่สามารถขายได้เร็ว ผลผลิตสูง ราคาดี มีตลาดรองรับ ในด้านปศุสัตว์ผมเคยนำเสนอแพะและแกะให้เป็นสัตว์ที่เกษตรกรรายย่อยน่าจับตาและควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน มาฉบับนี้ผมนำเรื่องแกะเนื้อมารายงานอีกครั้งเพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้พี่น้องเกษตรกรคนจำนวนมากแต่เสียงแผ่วเบา ให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ เลิกปลูกอ้อย หันมาเลี้ยงแพะ พาท่านมาพบกับ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ ที่ ตำบลศรีมงคล อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
ยุคสมัยข้าวยากหมากแพง ผู้คนส่วนหนึ่งเลือกหันหลังให้เมืองใหญ่ กลับถิ่นฐานบ้านเกิด หาประกอบอาชีพเลี้ยงปากท้อง บางส่วนถ้าไม่เปิดร้านขายของเล็กๆ ก็เลือกเป็นเกษตรกร ฝากความหวังไว้กับผืนดิน สายน้ำ และท้องฟ้า ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การเลือกเดินบนเส้นทางสายเกษตร ประสบความสำเร็จได้ คือความรู้ เพราะมีบางคนที่เลือกเป็นนายตัวเอง แต่ยังขาดความรู้ ต้องล้มเหลวกลับเข้ามาขายแรงในเมือง การปลูกมะนาว ที่สวนมะนาวย่านภาษีเจริญของ ลุงจำรัส คูหเจริญ อดีตข้าราชการวัย 74 ปี เจ้าของสวนมะนาวลุงจำรัส ที่ปลูกมะนาวจนประสบความสำเร็จ และยังสามารถเพาะพันธุ์มะนาวได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำความรู้ไปต่อยอดต่อไป ลุงจำรัส เริ่มเล่าว่า มีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวสวน อาศัยอยู่ในเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ มานานแล้ว เรียกว่าทำสวนเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ส่วนตนสนใจปลูกกล้วยไม้เป็นอาชีพ ตามคำแนะนำของ ศ.ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไทย ตอนนั้นทำสวนกล้วยไม้ได้ประมาณ 8 ปี จึงสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ ช่วงประมาณปี 2506 ไปเรียนประมาณ 5 ปีครึ่ง ด้านวิศวกร ควบคู่สาขาการเกษตร ช่วงนั้นต้องให้เเม่ดูเเลต้นไม้เพียงลำพัง หลัง
คงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำกันอีกแล้ว สำหรับสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 1 หรือที่รู้จักกันดีในนามสับปะรดฉีกตา ผลงานการวิจัยของศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี กรมวิชาการเกษตร ทั้งนี้เพราะมีปลูกและบริโภคกันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบันคือเจ้าของ “ไร่ส่งตะวัน” บ้านห้วยเกษม ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ปลูกสับปะรดพันธุ์นี้อย่างจริงจัง สามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายหมุนเวียนทั้ง 12 เดือน เฉลี่ยเดือนละ 5 ตัน คุณบุญส่ง เป็นคนเพชรบุรีโดยกำเนิด หลังเรียนจบก็ทำงานคลุกคลีกับเกษตรกรมายาวนาน สุดท้ายได้ลงหลักปักฐาน ทำงานเกษตรที่บ้านห้วยเกษม ในพื้นที่ 100 ไร่ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับอาทิจันท์ผา ลีลาวดี (ลั่นทม) เฮลิโคเนีย(ธรรมรักษา) ทางด้านไม้ผล มีขนุนทองประเสริฐ กล้วยหายากร่วม 100 สายพันธุ์ รวมทั้งพืชผักสมุนไพรหายาก เช่นข้าวไร่ในท้องถิ่น สมุนไพรเขยตายแม่ยายปก มะแข่วน(พริกพราน) เป็นต้น สำหรับสับปะรด คุณบุญส่งเรียนรู้มานานแล้ว ช่วงที่รับราชการอยู่ ได้แต่ศึกษาและวิจัย จนกระทั่งเออรี่จากงาน จึงทำจริงจัง ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ เป็นที่
กุ้งก้ามกราม นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างอาชีพที่ดีอีกชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาติอร่อย และราคาดีสม่ำเสมอ คุณศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมประมง เผยว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถทำได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม หากใครต้องการทำเป็นอาชีพ แต่ไม่เคยทำมาก่อนเลย แนะนำให้ทดลองเลี้ยงในปริมาณน้อยๆไปก่อน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนที่จะทดลองเลี้ยง ควรหาตลาดไว้ก่อน ว่าถ้าเลี้ยงแล้วจะไปขายใคร ขายที่ไหน ขายอย่างไร เช่นส่งแม่ค้าในตลาด มีแผงค้าเอง หรือจะเจาะกลุ่มลูกค้าแบบใด และสำหรับผู้ที่ ต้องการทดลองเลี้ยง แนะนำในพื้นที่เล็กๆ ก่อน สักประมาณ ครึ่งไร่ หรือ 200 ตารางวา ด้วยลูกพันธุ์จำนวน 2-3 หมื่นตัว เลี้ยงไป 8-10 เดือน ก็จับขายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ใช้เงินลงทุนราว 3-5 หมื่นบาท โดยจะมีรายได้ อยู่ที่ราว 200000 บาท (คิดจากราคาขายต่อกิโลกรัมประมาณ 200 บาท) ใครที่สนใจการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถปรึกษาหาข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดทุกจังหวัด หรือที่กรมประมง บางเขน กรุงเทพฯ รายละเอียดสำหรับ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จากเอกสารกรมประมง กุ้งชนิดนี้ มีชื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นที่รู้จ
พลูเป็นไม้เลื้อยที่มีข้อและปล้องชัดเจน โดยแต่ละข้อจะมีรากสั้นๆออกรอบๆ จัดเป็นพืชใบเดี่ยวติดกับลำต้นแบบสลับ ซึ่งลักษณะของใบจะแหลมคล้ายใบโพธิ์ ผิวใบมัน มีรสเผ็ดร้อน นิยมนำมาทากับปูนแดงเคี้ยวร่วมกับหมาก นอกจากนี้ยังใช้ในพิธีมงคลเป็นเครื่องเซ่นไหว้ การทำเครื่องบายศรีสู่ขวัญ กดชมคลิป สวนพลูกว่า 20 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมี คุณสิตา หิมารัตน์ หรือคุณเจี๊ยบ เจ้าของสวนพลูแห่งนี้ คุณเจี๊ยบ เล่าว่า การปลูกพลูการเกษตรที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ และเธอเอง ก็มาสืบสานอาชีพนี้ต่อ พลูเป็นพืชที่ปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ แต่จะให้ผลผลิตดีต้องปลูกในพื้นที่ที่สภาพอากาศร้อนชื้นและมีแสงแดดส่งถึงอย่างน้อย 50-60 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถปลูกได้ทุกฤดู 30 วันเก็บ 1 ครั้ง ไม่งั้นใบจะแก่เกินไป เริ่มต้นการปลูก ดินต้องเป็น ดินร่วน ขุดหลุม ลึก 15 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร โดย กิ่งพันธุ์ต้องเป็นยอดที่ขยายพันธุ์โดยการชำ ระยะปลูกระหว่างต้น ระหว่างแถว อยู่ที่ 1.2 เมตร คูณ 1.5 เมตร และต้องให้น้ำวันเว้นวัน และปุ๋ยเดือนละ 2 ครั้ง หลังจากปลูกแล้ว 3 เดือนเก็บใบขายได้ ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกไ
