ข่าววันนี้
“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินชมรม “KTC PR Press Club” ร่วมสืบสานไทย จัดทริปพิเศษ ทัวร์ไทยไทย ตอน “ไม่ลืมกัน ณ วันวาน” โดยมีคุณณพัดยศ เอมะสิทธิ์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร จากกองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร ร่วมถ่ายทอดความรู้ตลอดทริป เริ่มต้นที่แรก ด้วยการเรียนรู้เรื่องสมุนไพรและตำรับการทำยาหอมโบราณที่ร้านขายยาแผนโบราณย่านเสาชิงช้า “บำรุงชาติสาสนายาไทย” หรือ “บ้านหมอหวาน” “บำรุงชาติสาสนายาไทย” หรือ “บ้านหมอหวาน” นับเป็นอาคารเก่าแก่สไตล์โคโลเนียล ย่านเสาชิงช้า เป็นมรดกจาก นายหวาน รอดม่วง แพทย์แผนโบราณ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี พ.ศ.2411 ถึง พ.ศ.2488จวบจนปัจจุบัน บ้านหลังนี้ได้ตกทอดสู่ทายาทรุ่นเหลน และยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งบ้านและสถานที่ปรุง ยาแผนโบราณ ของ หมอหวาน สืบต่อกันมากว่า 4 ชั่วอายุคน โดยภายในตัวอาคารยังคงเต็มไปด้วยโบราณวัตถุนานาชนิด ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีต ตลอดจน ยาหอมโบราณ กว่าร้อยปีทั้ง 4 ตำรับของ หมอหวาน ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต ก็ยังคงได้รับการถ่ายทอดทั้งกรรมวิธีและกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมด้วยเครื่องมื
อัลติเมทฯ ควัก 50 ล้านบาท ปลุกชีพ ร้าย 94’ Coffee สร้างกระแสแบรนด์กาแฟสดของไทยต้นตำรับ 16 ปี กลับมาครองใจผู้บริโภคอีกครั้ง รุกปรับภาพลักษณ์การปรับโฉมสาขา จำนวน 5 แห่งใน คอนเซ็ปต์ให้ร้าน 94’ เหมือนห้องนั่งเล่น ในบรรยากาศสบายๆ เพื่อให้ 94°Coffee ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันและอยู่ในไลฟ์สไตล์ ของทุกคน ภายใต้ Concept “94°Coffee Revival” คุณนงนภา วงศ์วารี กรรมการบริหาร บริษัท อัลติเมท เบเวอร์เรต โปรดักส์ จำกัด สายงานธุรกิจ ร้านกาแฟ (94°Coffee) เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายมุ่งมั่นผลักดัน 94°Coffee ให้เป็นทางเลือกที่ดีกว่าแก่ผู้บริโภค โดยการพัฒนาในทุกๆ ด้าน อาทิ ด้านสินค้าที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ ด้านการบริการที่เป็นเลิศ ด้านบรรยากาศร่มรื่นเป็นกันเองอบอุ่นเหมือนห้องนั่งเล่น รวมถึงการดูแลสังคมในด้านต่างๆ เพื่อให้ 94°Coffee ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันและอยู่ในไลฟ์สไตล์ ของทุกคน ภายใต้ Concept “94°Coffee Revival” โดยเน้นการทำสื่อสารการตลาดกับลูกค้ามากขึ้น และมุ่งพัฒนาไปใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1.) การขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง โดยใช้ ออนไลน์มีเดีย เจาะกลุ่มลูกค้าที่ Niche ขึ้น
การมีหุ่นที่ดี มีทรวงทรงองค์เอวสวยงามไม่อ้วน คงเป็นความฝันของผู้หญิงหลายๆคน ลูกศร-ธนาภรณ์ จิตต์จำรึก หรืออดีตนางเอกธนาภรณ์ รัตนเสน ที่ปัจจุบันอายุ 48 ปี ก็เป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตามสำหรับเธอ ความต้องการดังกล่าวอาจจะถือว่ามากไปหน่อย โดยเจ้าตัวมาเปิดเผยในรายการ ‘คุยหมดเปลือก’ ที่จะแพร่ภาพวันเสาร์ที่ 15 เม.ย. เวลา 20.20-21.15 น. ทาง ททบ.5 ว่า “ยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นโรคคลั่งผอม” “เพราะตั้งแต่ตื่นนอนยันนอนหลับ จะคุยแต่เรื่องผอมกับสามี รับไม่ได้ที่จะต้องอ้วน จะไม่มีวันอ้วนอีกแล้ว เพราะกว่าจะผอมได้ก็อายุ 40 กว่าแล้ว” บอกอีกว่าที่ผ่านมาทำหลายวิธีเพื่อการนี้ “ลองผิดลองถูกมาหมด รัดตัวเองเป็นมัมมี่ กินข้าว ล้วงคออ้วกก็เคย” “อยากจะบอกผู้ชมทางบ้านว่าอย่าไปทำ ลองวิธีผิดๆ อันตรายนะ ทางที่ดีที่สุดคือ การคุมอาหารและออกกำลังกาย” ซึงสำหรับเธอนั้น “หลังบ่ายโมงจะไม่ทานอะไรเลยนอกจากถั่ว ไปกองถ่ายก็จะไม่กินอะไร นอกจากอาหารที่ตัวเองเตรียมมา” และ “ถ้าต้องออกไปกินข้าวนอกบ้านกับทางครอบครัว ทุกคนสั่งของมาเต็มโต๊ะ ของเราก็จะมีแค่จานเปล่า กับน้ำ แล้วก็แกล้งทำเป็นว่ากินไปด้วย” อาหารบางอย่างที่จะกิน เธอก็จะมีกรรมวิ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 เม.ย. ตำรวจระนองได้รับการประสานงานจากตำรวจกองปราบและตำรวจตม. ให้ช่วยติดตามสกัดจับ ‘โชกุน’ และญาติ หลังสืบสวนทราบว่าได้หลบหนีเข้ามาใน จ.ระนอง กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังในตัวเมือง พบผู้ต้องสงสัย 5 คน จึงเข้าไปสอบถามพบว่าทั้งหมดเป็นญาติของโชกุน โดยได้ขับรถเรนจ์โรเวอร์ สีแดง ทะเบียน 6 กค 4990 กทม. จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า ทั้ง 5 คนขับรถมาจากกทม.มายังระนอง โดยนั่งมาในรถเรนจ์โรเวอร์ สีแดงคันนี้ ส่วนโชกุนได้ขับรถอีกคันติดตามมา ก่อนไหวตัวขับรถหลบหนีไปได้ก่อน ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังกระจายกำลังติดตามตัวโชกุนอย่างกระชั้นชิด ซึ่งมั่นใจจะได้ตัวแน่นอน พร้อมเชิญตัวญาติของโชกุนมาสอบสวนที่กองปราบปรามด้วย
เมื่อวันที่ 12 เม.ย. นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ถึงกรณีที่บริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด ทิ้งลูกทัวร์ที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นโดยมีผู้เสียหายประมาณกว่า 2,000 คน ว่า ได้มอบหมายให้สคบ. ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อน เพราะน.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาทิศ (ซินแสโชกุน) มีชื่อเป็นเจ้าของบริษัท น่าจะมีความผิดในลักษณะฉ้อโกงประชาชน และทราบว่าบริษัทได้จดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุที่อยู่ในจ.นครสวรรค์ และจดแจ้งว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออกน้ำ ชา และกาแฟ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าบริษัทได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมออลลิเชียน (allysian) ซึ่งยังไม่เข้าข่ายความผิดจากการประกอบธุรกิจขายตรง เพราะไม่ได้จดทะเบียนไว้กับสคบ. “การฉ้อโกงหรือหลอกลวงประชาชนลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ประชาชนต้องระมัดระวัง อย่าให้เขาหลอก โดยหลักแล้วการลงทุนที่ใช้เงินเล็กน้อย แต่ได้ผลตอบแทนจำนวนมาก ต้องคิดไว้ก่อนว่าตัวเองจะถูกโกงหรือไม่ เพราะการลงทุนลักษณะนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจลักษณะนี้ ขอให้สอบถามหน่วยงานราชการ หรือ โท
วันที่12เมษายน 2560 เวลา 12.30 น.มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวงหมายเลข32 สายเอเชียหลักกิโลเมตรที่149-150 พื้นที่ ต.ศิลาดาน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ซึ่งในที่เกิดเหตุเป็นรถกระบะและรถเก๋งจำนวน5คัน ชนท้ายต่อกันได้รับความเสียหาย แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ทำให้การจราจรเริ่มติดขัดเพราะผิวถนนต้องถูกปิดไป1ช่องจราจรเป็นทางยาวกว่า100 เมตร ทำให้รถที่แล่นมาในช่องที่มีอุบัติเหตุต้องเบี่ยงเข้ามาร่วมกับรถช่องในทำให้เกิดเป็นลักษณะคอขวด มีรถติดสะสมยาวกว่า5กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ตำรวต้องเร่งแยกรถเข้าข้างทาง โดยใช้เวลากว่า20นาที จึงสามารถเปิดการจราจรเต็มทั้ง4ช่องทางได้ตามปกติ โดยเจ้าหน้าที่ฝากแจ้งเตือนผู้เดินทาง ในการขับรถอย่าเหม่อลอยเพราะปริมาณรถมากอาจจะเกิดปัญหาการชนท้ายกันได้ เพราะการเกิดเหตุครั้งนี้เกิดจากมีการหยุดรอสัญญาณไฟจราจรที่แยกหลวงพ่อโอ ทำให้รถคันที่แล่นตามหลังมา ที่อาจจะเหม่อลอยทำให้เบรคไม่ทันจนพุ่งชนท้ายกันมากถึง 5 คันดังกล่าว
เมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่กองบังคับการปราบปราม มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตัวควบคุมตัว น.ส.พสิษฐ์ อริญชญ์ลาภิศ หรือน.ส.ศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือ ซินแสโชกุน เจ้าของบริษัทขายตรงเครือข่ายบริษัท WealthEver ที่ลวงลูกข่ายเที่ยวญี่ปุ่นในราคาถูกแล้วปล่อยลอยแพนับพันคน สร้างความอลหม่านที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อคืนที่ผ่านมา ถูกควบคุมแล้วที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ระนอง ระหว่างกำลังหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างประสานส่งตัวมากองบังคับการปราบปราม ขณะที่พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง กล่าวภายหลังประชุมตำรวจสอบสวนกลาง และฝ่ายสืบสวนที่เกี่ยวข้องว่า ต้องได้ตัว ซินแสโชกุนมาดำเนินคดีภายใน 18.00 น. วันนี้แน่นอน
จากกรณีได้มีคนไทยที่ซื้อทัวร์ไปเที่ยวญี่ปุ่นกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่งมารวมตัวกันเพื่อเตรียมบินจำนวนกว่า 1,000 คน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพจเฟซบุ๊ก รวมพลล่าตั๋วนรกทอมพัทลวงโลก โพสคลิปผู้ที่บุคคลที่คาดว่าเป็น ซินแส โชกุล กำลังพูดกับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นสมาชิก อธิบายว่าเมื่อเสียเงิน 9,730 บาทแล้วจะได้ไปญี่ปุ่น และเท่ากับได้ค่าคอมมิชชั่น 3 หมื่นบาท โดยพยายามอธิบายเรื่องการโจมตี และตั้งข้อสงสัยต่างๆ ในพันทิป และเฟซบุ๊ก และขอให้สมาชิกมั่นใจ โดยพยายามแสดงหลักฐานว่ามีเอกสารจากประเทศแคนาดาด้วย ทั้งนี้เพจเฟซบุ๊ก รวมพลล่าตั๋วนรกทอมพัทลวงโลก ได้ระบุข้อความว่า ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงนะคะ แอดมินเคยคาดการณ์ไว้ตอนทำเพจปี 57 แล้วว่า ถ้าคนมันขี้โกง โดยสันดานแล้วละก็ยังไงมันก็โกงอีก จึงอยากเตือนให้คนไทยทราบกัน เพราะกฏหมายยังไมไ่ด้จัดการซะที คราวนี้จิตใจอำมหิตมาก หลอกแม้กระทั้งคนแก่ ในช่วงวันสงการนต์ หลอกเอาความหวังของคนมาใช้เพื่อตัวเอง โดยไม่คิดถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น อย่าคิดนะคะว่าไม่มีใครทำไรได้ อ้างว่าขายอาหารเสริม ไม่ได้ขายทัวร์อันนี้แอดมินเดาไว้แล้วค่ะ วางทางเอาตัวรอดไว้หมดแล้ว แต่….. เด่วดูค่ะ ว่
เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีบริษัทขายอาหารเสริมหลอกขายพ่วงแพ็คเกจญี่ปุ่น จนมีผู้เสียหายจำนวนมากว่า ขณะนี้กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอยู่ เบื้องต้นทราบว่ามีผู้เสียหายถึง 2,000 คน ที่ถูกหลอกว่า การจะทำอะไรก็ตามจะต้องตรวจสอบให้ดี บริษัทเป็นอย่างไร ถ้าไม่ตรวจสอบ พอมีเรื่องขึ้นมาแล้วเป็นยังไง 2,000 คน ไม่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงสงกรานต์ ทุกคนวางแผนพาพ่อแม่พี่น้องจะไปเที่ยวก็ไม่ได้ไป เงินก็เสีย นี่คือสิ่งหนึ่งที่คนไทยเชื่อคนง่าย “เวลาผมพูดไม่ค่อยเชื่อ แต่เวลาคนอื่นพูดเชื่อ แล้วก็ถูกโกง ผมไม่ได้ว่าผมดีกว่า เพียงแต่ผมไม่โกง ฉะนั้นอย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ ราคาถูกอย่างเดียว อย่างนู้นอย่างนี้ ฟังเขาพูดแล้วไม่ได้ตรวจสอบ แล้วก็ถูกหลอก กรณีแชร์ก็เป็นปัญหา กี่รายที่เดือดร้อน แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร ถ้าเกิดแบบนี้แล้วรัฐบาลเข้าไปดูแลในทางกฎหมายมันไม่ใช่ ผมก็อยากจะดูแล เพียงแต่มันทำไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องการฟ้องร้อง ว่ากันไป คดีความอยู่ในศาลต้องให้เขาทำงานอย่าไปเร่งเลย ผมไม่เร่งคดีใครทั้งสิ้น เพียง
เมื่อวันที่ 12 เม.ย. พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้โดยสารถูกหลอกลวงไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นประมาณ 1,000 คน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 11 เมย. ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามป.อาญา ม.343 จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท แต่ก็ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และขอประชาสัมพันธ์ผู้ได้รับความเสียหายให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ยังกองปราบปราม และสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุในต่างจังหวัด อ่านข่าว คุมตัว 2 หัวหน้ากลุ่มทัวร์แชร์ลูกโซ่ เตรียมจับหัวหน้าขบวนการ พบมีหมายจับเพียบ(คลิป) เบื้องต้นมีผู้เสียหายประมาณ 500 คน โดยเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมาได้ประสานงานการท่าอากาศยานนำรถชัตเตอร์บัส มาคอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนไว้แล้วจำนวน 5 คัน เพื่อสะดวกในการขนย้าย ในส่วนของการรับแจ้งความได้ดำเนินตั้งศูนย์วอร์รูมการสอบสวนไว้ที่ สภ.ท่าอากาศยาน ส่วนหน้าชั้นที่ 1 เพื่ออำนวยความสะดวกผู้เสียหายในการให้ปากคำ มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ประมาณ 267 คน และมีพนักงานสอบสวนมาร่วมสอบสวน ประมาณ 30 คน อ่านข่าว สุวรรณภูมิป่วน! นักท่องเที่ยวพันชีวิตต
