PR News

‘ไทย’ เปิดประเทศส่งเสริมการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการควรดัน Wellness Tourism เทรนด์สุดฮิตพิชิตใจ Traveler

‘ไทย’ เปิดประเทศส่งเสริมการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการควรดัน Wellness Tourism เทรนด์สุดฮิตพิชิตใจ Traveler

จากการที่กระแสรักษ์สุขภาพอีกหนึ่ง Mega Trend โลก ซึ่งกำลังมาแรงต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้ Wellness Tourism ได้รับอานิสงส์กลายเป็นเทรนด์ฮอตฮิตติดลมบนเช่นเดียวกัน โดย Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สาเหตุที่เทรนด์นี้ถึงได้รับความสนใจเยอะ เนื่องจากโควิด 19 ทำให้ผู้คนหันมารักสุขภาพตัวเองมากขึ้น เริ่มตระหนักว่าหนึ่งในวิธีสำคัญที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคผู้รุกรานนั่นก็คือ การทำให้ตัวเองแข็งแรง ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันที่มีคุณภาพที่สุด มีภูมิต้านทานสูงขึ้น แต่การจะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ต้องอาศัยความมีวินัย ความรู้ ในการหมั่นบำรุง ดูแลร่างกายอยู่เสมอ

โดยมูลค่าตลาดรวมธุรกิจสุขภาพทั่วโลกกลับมีศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่นโดยในปี 2560 อยู่ที่ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ขณะที่ปี 2562 มีมูลค่า 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉลี่ยเติบโต 6.4% ทุกปีติดต่อกันมา 10 ปี ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกมีมูลค่า 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าของ Wellness Tourism ประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ประเทศไทยเองในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่ที่ 12.5 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ 409,200 ล้านบาทและเกิดการจ้างงาน 530,000 คนนับเป็นตัวเลขที่หอมหวานจึงไม่น่าแปลกใจที่นโยบายทางการท่องเที่ยวปี 2565 นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะให้ความสำคัญกับการทำ Marketing ที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่าง Medical Tourism และ Health & Wellness Tourism ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นและเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 80,000 – 120,000 บาท

บทความที่เกี่ยวข้อง :

‘Health and Wellness’ อีกหนึ่ง Mega Trend โตแรง

Wellness Tourism ความท้าทายธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

7 เมกะเทรนด์ที่ธุรกิจควรจับตา ‘เมื่ออนาคตกำลังไล่ล่าคุณ’

ถอดบทเรียน Wellness Tourism เป็นที่นิยมทั่วโลก

Wellness Tourism มีความหลากหลายและแต่ละประเทศต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นของพื้นที่นั้นๆ

ยุโรปกลางและตะวันออก

เน้นการบำบัดโรคจากน้ำแร่ธรรมชาติ (Therapeutic)

อเมริกาเหนือ

เน้นกิจกรรมในชีวิตประจำวัน (Lifestyle-based) เช่น โยคะ

อเมริกาใต้ 

เน้นกิจกรรมเชิงสุขภาพ ในโรงแรมและสปารีสอร์ท (Wellness hotels and spa resorts)

เอเชียส่วนใหญ่ + ไทย 

เน้นกิจกรรมที่เกี่ยวกับ จิตวิญญาณและการดูแลสุขภาพแบบ องค์รวม (Spiritual and holistic) เช่น การฝึกสมาธิและสปา

3 ปัจจัยสนับสนุนการเติบโต Wellness Tourism

  1. การขยายตัวของชนชั้นกลางทั่วโลกที่มีระดับรายได้ที่สูงขึ้นซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย
  2. ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพของตนเองมากขึ้น ซึ่งถูกกระตุ้นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases, NCDs) และความเครียดจากการทำงาน
  3. เทรนด์การท่องเที่ยวที่นิยมการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ในแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม

เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย Wellness Tourism ตามลักษณะสุขภาพของการท่องเที่ยว

  1. การท่องเที่ยวเพื่อรักษาสุขภาพของนักท่องเที่ยวที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น

การท่องเที่ยวในลักษณะนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงทั่วโลก เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพของ ตนเองภายใต้สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมในปัจจุบัน โดยการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี เช่น การนั่งสมาธิการฝึกโยคะ การฝึกไทเก๊ก การอาบน้ำแร่หรือสปา การนวดแผนโบราณ การรับประทานสมุนไพร การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและการพักผ่อนในที่มีอากาศบริสุทธิ์ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีสถานที่ให้บริการการท่องเที่ยวเพื่อรักษาสุขภาพหลายประเภท เช่น การนวดแผนโบราณที่วัดโพธิ์การนั่ง สมาธิในวัดสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นต้น

  1. การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของนักท่องเที่ยวหรืออยู่ในระยะพักฟื้น

การท่องเที่ยวลักษณะนี้ นักท่องเที่ยวต้องการอากาศที่บริสุทธิ์อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและเป็นธรรมชาติรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและ ออกกาลังกายอย่างเบาๆ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ สถานที่ท่องเที่ยวที่ให้บริการลักษณะนี้ เช่น ชีวาศรม สถานพักตาก อากาศชายทะเล เป็นต้น

  1. การท่องเที่ยวเพื่อรักษาโรคของนักท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวในลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมเป็น อย่างสูงเนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยถูกกว่าต่างประเทศและเมืองไทยมีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และฝีมือหลายด้าน เช่น การทำทันตกรรม การเปลี่ยนสะโพก การเปลี่ยนข้อเข่า การผ่าตัดเพื่อเสริม ความงาม เป็นต้น

สู่คำถามสำคัญ ผู้ประกอบการควรปรับตัวอย่างไร? ในการชิงโอกาสช่วง Wellness Tourism กำลังขาขึ้น

จากขอบข่ายความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มรักษ์สุขภาพ จะเห็นว่ามีหลากหลายธุรกิจและบริการที่เกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร สปา กิจกรรมสันทนาการต่างๆ ที่สามารถใช้โอกาสนี้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนความพร้อมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้

สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนั้น คือเรื่องสำคัญที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือเพื่อพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน เน้นรับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพไม่เน้นปริมาณ และพยายามดึงจุดเด่นขอบ้านเรามาพัฒนาให้เป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยว เช่น สถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม อาหารไทยที่มีเอกลักษณ์และดีต่อสุขภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น การแพทย์แผนไทย นวดไทย การบริการ และอัธยาศัยอันดีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย

นอกจากนี้ การบริการด้านสุขภาพของไทยและการรักษาพยาบาล ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี เพราะมีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย แพทย์ที่มีความสามารถและค่าใช้จ่ายถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็งของไทยที่สามารถใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มรักษ์สุขภาพได้ทั้งสิ้น

สำหรับผู้ประกอบการและ SME ต่างๆ ควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาสินค้าและบริการของตนเพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างมาตรฐาน แม้จะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ แต่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้บริการได้ เช่น ธุรกิจโรงแรม ที่พัก หรืออสังหาริมทรัพย์ ควรปรับสถานที่ให้เอื้อกับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น มีราวจับตามที่ต่างๆ ทั้งในห้องน้ำ ทางขึ้นลงบันได ติดสติ๊กเกอร์สะท้อนแสงในบริเวณพื้นต่างระดับ เพื่อป้องกันการหกล้ม เพิ่มทางลาดเอียงสำหรับรถเข็นและเพิ่มความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ

ขณะที่อุปกรณ์ภายในที่พัก เช่น เตียง ฟูก หมอน ควรมีความแข็งความนุ่มหลายระดับตามความต้องการของผู้มาพัก เพราะบางคนมีข้อจำกัดทางสุขภาพ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ เป็นต้น ควรมีผ้าม่านกันแสงแดด เพื่อให้การนอนมีสุขภาพ เป็นต้น

โดยตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมในการปรับตัวสู่ Wellness Tourism ก็คือ เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ มีการผลักดันธุรกิจส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) ด้วยเหตุนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายพันธมิตร จึงมีแนวคิดในการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันให้มีศักยภาพสูงจนเป็นต้นแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติของภูมิภาค

ด้วยการนำ Wellness มาเป็นองค์ประกอบหลักในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้กลับสู่ประเทศ และเกิดผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพแบรนด์ไทยทั้ง 4 ผลิตหลัก ได้แก่ บริการส่งเสริมสุขภาพ บริการรักษาพยาบาล บริการวิชาการ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ให้กลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นเมืองมหาอำนาจด้านสุขภาพของโลก

สำหรับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก มีมนต์เสน่ห์ของความเป็น ‘Andaman Cluster’ มีท่าอากาศยานนานาชาติ ท่าเทียบเรือระหว่างประเทศ และท่าจอดเรือยอชต์ที่มีความสะดวกและทันสมัย การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันให้เป็น Smart Health and Wellness City จะเริ่มจาก 3 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ โดยดึงจุดเด่นในการบริการของแต่ละจังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดภูเก็ต เรื่องการเป็นศูนย์รักษาพยาบาล และการประชุมนานาชาติ จังหวัดพังงา ด้านศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และจังหวัดกระบี่ มีน้ำพุร้อนเค็มบำบัด มาเป็นจุดขาย เป็นต้น

เมืองไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับความชื่นชมจากทั่วโลกว่ามีระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้ดี การนำโอกาสตรงนี้พัฒนาปรับปรุงการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะนำมาสู่การเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญของไทยในอนาคตได้

แหล่งอ้างอิง : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.), สำนักเศรษฐกิจภูมิภาค ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

https://www.bangkokbanksme.com/en/wellness-tourism-health-tourism-business 

https://www.sme.go.th/upload/mod_download/download-20200306095827.pdf 

https://www.pptvhd36.com/health/news/728 

https://www.thansettakij.com/business/524645 

https://thaicam.go.th/wp-content/uploads/2022/05/%E0%B8%A1%E0%B8%B4.%E0%B8%A2-1.pdf 

https://www.facebook.com/TATAcademy/posts/324381543050085 

https://thaicam.go.th/wp-content/uploads/2021/09/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5.pdf 

https://www.spu.ac.th/fac/intl/th/content.php?cid=20658

อ่านบทความเกี่ยวกับ Mega Trends & Business Transformation :

‘Health and Wellness’ อีกหนึ่ง Mega Trend โตแรง

ปี 2020 โต 1.4 แสนล้าน US! ‘HealthTech’ เทคโนโลยีเพื่อผู้ป่วยยุคดิจิทัล

SME ต้องรู้ ก่อน Business Transformation องค์กรเข้าสู่ระบบ ‘Automation’

Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพ
คลิกหรือสายด่วน1333

Related Posts

“ยาดมโป๊ยเซียน” รุกกิจกรรม CSR เต็มสูบ ปีที่ 90 จัดเต็ม! ตอบแทนสังคมทุกมิติ