Featured SMEs รอบโลก

จากเคยล้มละลาย-ถูกทำร้าย สู่เจ้าของฉายา “ราชาแห่งซาลาเปา” ปั้น 5,600 สาขา กวาดรายได้ 900 ล้านต่อปี

อดีตเด็กที่ต้องลาออกจากโรงเรียนกลางคัน ในภาคตะวันออกของจีน ผู้ซึ่งผ่านพ้นจากเหตุการณ์ถูกทำร้ายร่างกายและการล้มละลาย ปัจจุบันกลายเป็นเจ้าของอาณาจักรซาลาเปาที่สามารถทำรายได้มหาศาลถึง 180 ล้านหยวน (ประมาณ 900 ล้านบาท) ต่อปี

หลิว ฮุ่ยผิง (Liu Huiping) วัย 49 ปี จากมณฑลอันฮุย ซึ่งเขาต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายก่อนกำหนด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินให้พ่อแม่ โดยช่วงแรกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเฟอร์นิเจอร์ ก่อนจะเปลี่ยนมาทุ่มเทให้กับการทำซาลาเปาแบบจีน

ในปี 1998 หลิวได้ตัดสินใจกู้เงินจำนวน 4,000 หยวน (ประมาณ 20,000 บาท) เพื่อเดินทางไปเซี่ยงไฮ้เพื่อเปิดร้านขายซาลาเปาร้านแรกของเขา แต่ทว่าเนื่องจากเขาไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก ทำให้ธุรกิจกลับล้มเหลวอย่างรวดเร็ว และทำให้ต้องมีหนี้สิน

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ย่อท้อ เริ่มรับจ้างทำงานจิปาถะหลายอย่าง ตั้งแต่ขายอาหารทะเล รับจ้างฆ่างูในตลาด และทำงานเป็นพ่อครัว

ตลอดช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคเหล่านี้ จิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการในตัวเขาไม่เคยสั่นคลอน เขาเชื่อว่า “ในเซี่ยงไฮ้มีประชากร 25 ล้านคน ถ้าแต่ละคนยอมจ่ายเงินคนละ 4 หยวน (ประมาณ 20 บาท) ในช่วงเช้า มันก็อาจจะกลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตได้”

ต่อมาในปี 2001 เขาได้เปิดธุรกิจอาหารเช้าขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “Master Liu’s Steamed Bun” หรือซาลาเปาของอาจารย์หลิว

เขาได้ทำการวิจัยตลาดอย่างถี่ถ้วน โดยการตระเวนสุ่มชิมร้านขนมพื้นเมืองในท้องถิ่นแทบจะทุกร้าน เพื่อหาปัญหาต่างๆ เช่น สุขอนามัยที่ไม่ดี รวมถึงรสชาติที่สูญเสียไปจากการผลิตด้วยเครื่องจักร

ทำให้เขาตัดสินใจเลือกใช้เนื้อหมูคุณภาพสูง และยืนกรานที่จะสับไส้ด้วยมือ เพื่อที่จะคงรสชาติดั้งเดิมเอาไว้

ด้วยราคาซาลาเปา 0.7 หยวนต่อลูก (ประมาณ 3.5 บาท) ธุรกิจของเขาจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ต่อมาในเวลาไม่นานเขาก็สามารถใช้หนี้ได้หมด และทำเงินได้ถึง 300,000 หยวน (ประมาณ 1.5 ล้านบาท)

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งสารภาพว่า เขาไม่กล้าถือซาลาเปาของร้านหลิวไปที่ทำงาน เพราะกลัวว่าจะดูเชย ในช่วงที่อาหารตะวันตกกำลังเป็นที่นิยม 

สิ่งนี้จึงทำให้หลิวตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ เขาจึงเปลี่ยนชื่อร้านเป็น “Babi Steamed Bun” เพื่อเกาะกระแสความนิยมของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดจากตะวันตก อย่าง McDonald’s และ KFC ในเซี่ยงไฮ้

“เราเชื่อว่าการตั้งชื่อแบรนด์อาหารเช้าแบบจีนในสไตล์ตะวันตก จะช่วยกระตุ้นความสนใจและดึงดูดลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น”

ซึ่งเขาก็คิดถูก เพราะหลังจากเปลี่ยนชื่อร้าน ความนิยมก็เพิ่มขึ้นจนมีการขยายสาขาไปทั่วเซี่ยงไฮ้

อุปสรรคและบาดแผลแห่งความสำเร็จ

เส้นทางผู้ประกอบการของหลิวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในปี 2004 ระหว่างการเจรจาที่ตึงเครียด เขาถูกคู่แข่งที่อิจฉาริษยาทำร้ายเขาด้วยกรรไกร ทำให้ดวงตาของเขาได้รับบาดเจ็บ และอีกเหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่กำลังพัฒนาโปรดักต์ใหม่ เครื่องจักรเครื่องหนึ่งก็ได้ตัดนิ้วโป้งซ้ายของเขาขาด แม้ว่าจะต่อกลับเข้าไปได้ แต่ก็ทำให้นิ้วนั้นสั้นกว่าปกติ

แม้จะเผชิญกับความยากลำบากหรือเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว แต่หลิวก็จะพูดเสมอว่า 

“ในอุตสาหกรรมอาหารเช้าที่มีการแข่งขันสูง หากคุณไม่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา คุณอาจจะเสี่ยงที่จะล้าหลังได้”

อาณาจักรอาหารเช้าหมื่นล้าน

ในปี 2008 หลิวได้ทุ่มงบกว่า 20 ล้านหยวน (ประมาณ 100 ล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานของตัวเอง และในปี 2020 บริษัท Babi Food ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้

โดย Babi Steamed Bun มีสาขามากกว่า 5,600 แห่งทั่วประเทศ และสร้างรายได้ปีละ 180 ล้านหยวน (ประมาณ 900 ล้านบาท) จากรายงานพบว่าหลิวมีทรัพย์สินส่วนตัวสูงกว่า 4 พันล้านหยวน (ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท)

จุดเด่นของร้านซาลาเปา Babi Steamed Bun อย่างแรกคือราคาที่จับต้องได้ เฉลี่ย 3-8 หยวน (ประมาณ 15-40 บาท) ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มพนักงานออฟฟิศและนักเรียน

หลิวให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างมาก เมื่ออายุ 40 ปี เขาให้คำมั่นว่าจะแบ่งหุ้น 60% เพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงานและสนับสนุนการกุศล ส่วนที่เหลือเขาตั้งเป้าจะระดมทุนให้ถึง 3 พันล้านหยวนเพื่อสร้างมหาวิทยาลัย เพราะเขาเชื่อว่าการศึกษาที่มีคุณภาพคือพลังที่เปลี่ยนชีวิตคนได้

ในปี 2002 แม้จะมีเงินเก็บเพียง 3 แสนหยวน แต่เขาก็บริจาคถึง 1 แสนหยวนให้โรงเรียนเก่าเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ โดยบอกว่าสภาพแวดล้อมที่สะอาดจะส่งผลดีต่อเด็กๆ

ต่อมาในปี 2014 ได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาด้วยเงิน 5 ล้านหยวน ช่วยเหลือนักเรียนยากไร้กว่า 1,000 คน

“ทรัพย์สินของผมจะไม่ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน แต่จะใช้เพื่อการกุศล ถ้าพวกเขามีความสามารถ พวกเขาจะอยู่รอดได้เอง แต่ถ้าไม่… เงินทองที่มากเกินไปอาจนำภัยพิบัติมาสู่พวกเขา”

ปัจจุบันหลิวเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในโซเชียลมีเดียจีน (Douyin) โดยวิดีโอของเขามียอดวิวมากกว่า 20 ล้านครั้ง และมีผู้ติดตามเกือบ 250,000 คน จนได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งซาลาเปา” 

ชาวเน็ตคนหนึ่งให้ความเห็นได้อย่างน่าสนใจว่า “เด็กชายที่เคยต้องลาออกจากโรงเรียนเพราะความยากจน ในวันนี้เขากำลังอุทิศตนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อเปลี่ยนชีวิตเด็กคนอื่นๆ” 

ขณะที่อีกคนบอกว่า “รสชาติซาลาเปาของ Babi ต่างหากที่สำคัญ ผมยอมตื่นเช้าขึ้น 20 นาทีเพื่อไปเข้าแถวรอซื้อเลยล่ะ”

ที่มา : South China Morning Post

Related Posts

วิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพร ชู AI ถอดรหัสภูมิปัญญาไทย สร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ หนุนสมุนไพรเข้าสู่ระบบสุขภาพ
ไม่มีต้นทุนชีวิต จบแค่มัธยม แต่ปั้นธุรกิจน้ำหอมไทย ในวันที่ใครๆ เชื่อว่าของนอกดีกว่า จนลูกค้ายุโรป-อเมริกาสั่งซื้อไม่ขาด
ตลาดบิวตี้ไทยโต 4 แสนล้าน! ถอดสูตรคิด ทำไม “Zadi & Jo” เลือกเจาะกลุ่มวัยเรียน อายุ 10-20 ปีโดยเฉพาะ