Exclusive Featured SMEs

เปลี่ยนขยะให้เป็นเงินล้าน! ‘Qualy’ แบรนด์ไทยใช้พุทธปรัชญา ปั้นพลาสติกไร้ค่าเป็นสินค้าดีไซน์ ส่งออกกว่า 50 ประเทศ

ในแต่ละวันมนุษย์ผลิตและบริโภคพลาสติกจำนวนมหาศาล ก่อนที่พลาสติกจำนวนมากจะกลายเป็นขยะและสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่น่ากังวลคือพลาสติกบางประเภทต้องใช้เวลานานถึง 450–500 ปี กว่าจะย่อยสลาย 

ขณะที่พลาสติกบางส่วนอาจไม่ได้หายไปอย่างสมบูรณ์ แต่แตกตัวเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติกแทน

เมื่อสิ่งของชิ้นหนึ่งหมดหน้าที่และถูกทิ้งลงถังขยะ นั่นจึงไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามว่า “จะกำจัดมันอย่างไร” แต่เป็นคำถามที่ว่า “เราจะทำให้สิ่งที่กำลังจะกลายเป็นขยะกลับมามีคุณค่าได้อย่างไร?

เพราะบางที จุดจบของสิ่งหนึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่งได้

Qualy แบรนด์ที่นำความคิดสร้างสรรค์มาผสมผสานกับความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Design For Sustainable World” โดยมองว่าการออกแบบไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงามหรือฟังก์ชันการใช้งาน 

แต่ยังสามารถเปลี่ยนวัสดุที่กำลังจะกลายเป็นขยะ ให้กลับมามีคุณค่าในรูปแบบใหม่ได้อีกครั้ง คล้ายกับแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ที่สิ่งหนึ่งหมุนเวียนและกลับมาในรูปแบบใหม่ เพียงแต่ในโลกของ Qualy สิ่งที่กำลังเวียนว่ายนั้นคือ “ขยะ” 

วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ “คุณไจ๋ – ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์” นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ Qualy โดยเป็นการบอกเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแบรนด์ เบื้องหลังผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น ไปจนถึงเส้นทางของวัสดุที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าไร้ค่า ก่อนถูกออกแบบให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

แบรนด์ Qualy เริ่มต้นมาได้ยังไง

ก่อนที่จะเป็นแบรนด์ Qualy อย่างทุกวันนี้ ในช่วงแรกเคยเป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติกของธุรกิจครอบครัว ต่อมาด้านคุณไจ๋เรียนจบด้านการออกแบบและเป็นรุ่นที่ 2 ของครอบครัว จะเข้ามาต่อยอดด้วยการเปลี่ยนจากผู้ผลิตมาเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์และจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง จนกลายเป็นแบรนด์ Qualy ในเวลาต่อมา 

โดยเปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายปี 2004 ปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน ส่งออกต่างประเทศครั้งแรกในปี 2005 และปัจจุบันมีการขยายสาขาไปต่างประเทศกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
คุณไจ๋เล่าว่า “มันมียุคที่จะพูดถึงพลาสติกว่าทำลายสิ่งแวดล้อม พลาสติกเป็นผู้ร้ายอะไรแบบนี้ เราก็เลยคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างที่แก้ปัญหามากกว่าสร้างปัญหา เพราะก่อนที่เราจะทำสินค้าจากพลาสติก มันก็เหมือนกับเราเป็นหนึ่งในคนที่ก่อปัญหา ก็เลยพลิกความคิดว่า ถ้าเราอยากจะช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกต่างๆเนี่ย เพราะในยุคนั้นเราเริ่มต้นยังไม่มีใครทำเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากขยะมาขาย เราก็เลยต้องพัฒนามันขึ้นมาเอง”

5 ตัวอักษรที่หลอมรวมเป็นตัวตนของ Qualy 

ชื่อ “Qualy” (อ่านว่า ควอล-ลี่) สะท้อนตัวตนของแบรนด์ผ่าน 5 ความหมาย ได้แก่ 

Q – Quality คุณภาพ, U – Uniqueness ความเป็นเอกลักษณ์, A – Aesthetic ความสวยงาม, L – Long-Lasting การใช้งานที่ยั่งยืน และ Y – You การให้ความสำคัญกับผู้บริโภคและผู้คนที่ทำงานร่วมกับแบรนด์ 

“ผมมองว่าสินค้าที่ออกแบบมาอย่างดีไม่จำเป็นต้องถูกเก็บไว้ในลิ้นชักหรือตู้ แต่สามารถเป็นของที่สวยและวางโชว์ได้แม้ในเวลาที่ยังไม่ได้ใช้งาน”

เบื้องหลังคอนเซ็ปต์ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “ความยั่งยืน”

คุณไจ๋เล่าถึงแนวคิด Design For Sustainable World ว่า

“ถ้าเราคิดสินค้าที่มีแต่ความคิดสร้างสรรค์ แล้วจะทำให้คนรู้สึกว้าว เราต้องไม่ลืมว่า ในการผลิตเราอาจไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องความยั่งยืน ไม่ได้สนใจว่าวัสดุจะมาจากอะไร หรือไม่ได้สนใจถึงผลกระทบต่างๆ คิดแต่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในสินค้าอย่างเดียว มันไม่พอหรอกครับ มันต้องมาคู่กับความยั่งยืนด้วย

ซึ่งถ้าพูดถึงความยั่งยืน หลายๆ แบรนด์ก็อาจจะเอาวัสดุรีไซเคิลมาทำงาน แล้วคิดว่านั่นคือความคิดสร้างสรรค์แล้ว แต่บางทีงานเหล่านั้นอาจไม่ได้รู้สึกว่ามีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัว เพราะแค่การเอาขยะมาทำเป็นงานอย่างเดียว ในมุมของเราอาจจะยังไม่นับว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ สมมติว่าแบรนด์มีแค่อย่างใดอย่างหนึ่งมันก็จะดูไม่เป็น Qualy ครับ”

กว่าขยะจะมาเกิดใหม่เป็นสินค้า ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

วัสดุที่นำมาใช้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ ขวดน้ำ ฝาขวด ถุงพลาสติก กล่องข้าว กล่องดีลิเวอรี บรรจุภัณฑ์ อย่าง ถ้วยโยเกิร์ต กล่องบรรจุอาหารที่ไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ รวมถึงซองขนมและซองฟอยล์ 

โดยวัสดุเหล่านี้จะเริ่มต้นจากการจัดเก็บและรวบรวม ก่อนนำมาทำความสะอาด คัดแยก และแปรรูปให้กลายเป็นวัตถุดิบ จากนั้นจึงนำวัตถุดิบที่ได้มาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง

แล้วการนำขยะมาใช้ผลิตสินค้ายากแค่ไหน? 

คุณธีรชัยอธิบายว่า ความยากของการนำขยะมาผลิตเป็นสินค้า เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัสดุ เพราะการใช้ขยะพลาสติกไม่ได้มีวัสดุทุกประเภทให้เลือกตามต้องการ 

ขยะบางชนิดอย่าง ‘ขวดพลาสติก’ อาจมีระบบรับซื้อและรวบรวมอยู่แล้ว แต่ขยะประเภทอื่น เช่น กล่องอาหารหรือบรรจุภัณฑ์บางชนิด อาจไม่ได้ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ทำให้ต้องเข้าไปจัดเก็บและคัดแยกด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ ยังต้องผ่านการทำความสะอาดก่อนนำไปใช้งาน ขวดน้ำอาจมีเพียงคราบน้ำ แต่หากเป็นขวดน้ำอัดลมก็อาจมีความเหนียวจากน้ำตาล 

ขณะที่ ‘กล่องอาหาร’ อาจมีเศษอาหารปนเปื้อน และหากขยะถูกทิ้งรวมกับวัสดุประเภทอื่นก็ยิ่งทำให้การจัดการซับซ้อนขึ้น 

อีกหนึ่งข้อจำกัดคือเรื่อง “สี” เพราะวัสดุที่ผ่านการใช้งานมาแล้วมีสีและลวดลายติดมาจากผลิตภัณฑ์เดิม การรวบรวมวัสดุสีใดสีหนึ่งในปริมาณที่ต้องการจึงทำได้ยาก 

ไม่ว่าจะเป็น ‘ฝาขวด’ ที่มีหลากหลายสี หรือ ‘กล่องอาหาร’ ที่มีทั้งแบบใส แบบขุ่น รวมถึงสีต่างๆ จากบรรจุภัณฑ์ ทำให้ทั้งการรวบรวมวัสดุและการออกแบบผลิตภัณฑ์มีข้อจำกัดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน วัสดุเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงตัวพลาสติกเท่านั้น แต่ยังอาจมีหมึกพิมพ์หรือสารต่างๆ ติดอยู่บนพื้นผิว เช่น แก้วพลาสติกที่มีโลโก้หรือสีพิมพ์อยู่ ทำให้คุณสมบัติของวัสดุไม่เหมือนวัตถุดิบใหม่ที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า เพราะในกระบวนการผลิตทั่วไปมักขึ้นรูปวัสดุก่อนแล้วจึงพิมพ์ลวดลายภายหลัง แต่เมื่อเป็นวัสดุรีไซเคิล หมึกและสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะติดมากับวัสดุตั้งแต่ต้น จึงส่งผลต่อกระบวนการผลิต ทั้งการใช้ความร้อนและการหลอมวัสดุ

นอกเหนือจากข้อจำกัดด้านการผลิตแล้ว ยังมีความท้าทายด้านการสื่อสาร เพราะแบรนด์ต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าวัสดุรีไซเคิลเหล่านี้มาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร และมีคุณภาพเพียงพอสำหรับการนำมาผลิตเป็นสินค้าหรือไม่ รวมถึงอาจมีค่าใช้จ่ายในการขอการรับรองต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับวัสดุและผลิตภัณฑ์

สำหรับ Qualy ความยุ่งยากเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการนำวัสดุที่กำลังจะกลายเป็นขยะกลับมาสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง

ผู้คนเริ่มรู้จัก Qualy จากอะไร?

คุณธีรชัยเล่าว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนคนก็นึกถึงกล่องใส่ของอเนกประสงค์รูปแอปเปิ้ลอย่าง Happle แต่ถ้าเป็นปัจจุบันคนก็จะนึกถึง มาลัยที่ใส่โทรศัพท์มือถือได้ และ “นกหวีดพระรอด”

Qualy กับโลกของศรัทธา เมื่อพระเครื่องถูกเล่าใหม่ผ่านงานดีไซน์ 

จากบทสนทนาเรื่อง “นกหวีดพระรอด” หรือนกหวีด Parod ทำให้เราอยากรู้จักผลิตภัณฑ์ในซีรีส์พระของ Qualy มากขึ้น เพราะไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์เดียวที่หยิบเรื่องราวของพระและความเชื่อมาตีความผ่านงานออกแบบ แต่มีทั้ง นกหวีด Parod , พระสติ และพระปิดตา-เปิดใจ

ที่มาของ “Parod” นกหวีดที่มีรูปทรงของพระ มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยคุณไจ๋เล่าว่า “ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน สิ่งสำคัญคือการมีสติ” 

จึงเกิดแนวคิดนำเรื่องราวของ “พระ” ที่สื่อถึงการตั้งจิตและความสงบ มาผสมกับสิ่งของที่สามารถใช้งานได้จริงอย่าง “นกหวีด” สำหรับขอความช่วยเหลือหรือส่งสัญญาณในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกลายมาเป็นแนวคิดของ Parod

อย่างไรก็ตาม การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นำรูปพระมาเป็นส่วนหนึ่งของของใช้ไม่ได้มีเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทางวัฒนธรรมและความเชื่อด้วย 

ทางแบรนด์จึงศึกษาทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น แนวคิดเรื่องพระรอดและความเชื่อเกี่ยวกับการอมพระเพื่อความรอดปลอดภัย ก่อนนำมาผสมผสานเข้ากับการออกแบบ 

ขณะเดียวกัน ตัวนกหวีดเองก็ต้องทำหน้าที่ได้จริง โดยต้องคำนึงถึงหลักวิทยาศาสตร์ ทั้งความถี่ของเสียง ระยะทางที่เสียงสามารถเดินทางไปได้ และระดับความดังที่เหมาะสมกับการใช้งานในลักษณะนกหวีดกู้ภัย

Parod จึงเกิดขึ้นจากการเดินไปพร้อมกันของ สองสิ่งที่ดูแตกต่างกัน ทั้งความเชื่อและวิทยาศาสตร์ โดยมีการออกแบบเป็นตัวกลางที่ทำให้ทั้งสองสิ่งสามารถอยู่ร่วมกันได้

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ คือ พระเครื่องที่ทำจากพลาสติกอย่าง “พระสติ” ซึ่งนำขยะพลาสติกกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้รางวัลชนะเลิศ Thailand Green Design Awards 2023 ประเภทที่ช่วยยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิต (Life Enhancement) ระดับผู้ประกอบการและบริษัทเอกชน

ก่อนถูกสกัดและนำมาผลิตเป็นสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ ขวดน้ำ หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อมาถึงมือผู้บริโภค สิ่งของเหล่านี้อาจมีช่วงชีวิตที่สั้นมาก ใช้เพียงไม่นานแล้วถูกทิ้ง หลังจากนั้น “ชีวิต” ของพลาสติกจะเดินทางไปในทิศทางใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้ หากมีการคัดแยกและจัดการอย่างถูกต้อง พลาสติกก็ยังมีโอกาสถูกนำกลับมาหมุนเวียนและเกิดใหม่เป็นผลิตภัณฑ์อีกครั้ง 

แต่หากถูกจัดการอย่างไม่เหมาะสม ก็อาจกลายเป็นขยะที่อยู่ในบ่อขยะหรือไหลลงสู่ทะเล และท้ายที่สุดกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ไม่สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียนได้ง่ายนัก 

แนวคิดนี้จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิดและบุญกรรมในพุทธศาสนา ก่อนกลายมาเป็น “พระสติ” ที่มีมวลสารจากขยะพลาสติกประเภทต่างๆ และทำหน้าที่สื่อสารเรื่องการมีสติในการบริโภค ตั้งแต่มีสติก่อนซื้อ มีสติระหว่างใช้งาน ไปจนถึงมีสติในเวลาที่ต้องทิ้ง

เพราะในมุมมองของเรา หากไม่ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น สิ่งนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และเมื่อไม่เกิด ก็ไม่ต้องเดินทางไปสู่การเวียนว่ายต่อไป แนวคิดของพระสติจึงไม่ได้ต้องการเพียงสื่อสารเรื่องการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ แต่ยังชวนให้ผู้บริโภคย้อนกลับมามอง “การเกิด” ของขยะตั้งแต่ต้นทางด้วย

แล้วพระสติจำเป็นต้องปลุกเสกไหม?

“จริงๆ แล้วตามแนวคิดไม่จำเป็นต้องปลุกเสกเลยนะครับ เพราะแก่นแท้มันน่าจะอยู่ที่ความเข้าใจอะไรแบบนี้มากกว่า แต่ว่าในอีกมุมหนึ่งมันก็จะมีเรื่องความเชื่อที่ทำให้คนที่รู้สึกว่าเชื่อ เขาก็จะได้กำลังใจ ได้ความรู้สึกอะไรบางอย่างที่มาผลักดันให้ลงมือทำ ซึ่งในช่วงแรกผลิตภัณฑ์บางรุ่นยังมีการนำไปปลุกเสก ก่อนที่ทางแบรนด์จะปรับแนวทางในภายหลัง ทำให้ผลิตภัณฑ์ในรุ่นหลังไม่ได้ผ่านการปลุกเสกอีก แต่ถ้ามองแนวคิดปรัชญาแล้วไม่จำเป็นต้องเอาไปปลุกเสกเลย”

ต่อมา “พระปิดตา-เปิดใจ” เป็นเคสใส่อุปกรณ์ติดตาม (Tracker Case) ดีไซน์รูป “พระปิดตา” ร่วมสมัย ชวนให้เรากลับมามองอีกด้านของชีวิต หยุดรับข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวัน 

โดยมีจุดเริ่มต้นจากวัสดุอย่าง “ฟิวเจอร์บอร์ด” ที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามป้ายโฆษณาและป้ายหาเสียง ซึ่งป้ายเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่งก่อนจะถูกถอดทิ้งและกลายเป็นขยะ ทั้งที่ตัววัสดุยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

ทำให้ทางแบรนด์จึงเริ่มรณรงค์ให้มีการเก็บฟิวเจอร์บอร์ดจากป้ายหาเสียงกลับมาใช้ใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากนักการเมืองในท้องถิ่นหลายรายที่นำป้ายกลับมาส่งให้กับแบรนด์ ทำให้วัสดุที่เดิมกำลังจะกลายเป็นขยะ ได้มีโอกาสกลับเข้าสู่กระบวนการออกแบบและกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง

“พระปิดตา” มีต้นแบบจากพระปิดตาของหลวงปู่โต๊ะนำมาปรับให้มีรูปลักษณ์ที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายขึ้น แต่เปลี่ยนความหมายให้สอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ จากเดิมที่เป็นเรื่องของความเชื่อ สู่แนวคิดเรื่องการ “ปิดการรับรู้” จากข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาตลอดทั้งวัน

นอกจากนี้ ยังออกแบบให้เป็นสิ่งของขนาดเล็กที่จำเป็นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็น AirTag เหรียญ หรือของใช้จำเป็นอื่นๆ ทำหน้าที่คล้ายล็อกเก็ตสำหรับพกพาสิ่งของที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้

แค่มีเงินทุนกับไอเดีย พอสำหรับเริ่มธุรกิจหรือไม่? 

“จริงๆ การเริ่มต้นมันก็มีหลายอย่าง แต่ต้องดูก่อนว่าเริ่มจาก Stage ไหน ถ้าเริ่มจาก 0 เงินมันก็ไม่มีอยู่แล้ว แต่คุณต้องมีความตั้งใจที่แรงกล้า ในระดับที่สามารถขยับตัวไปทำอะไรโดยไม่กลัวเหนื่อย แล้วมันจะค่อยๆ หาไอเดียได้

พอได้ไอเดียที่ดี เราก็จะมีโอกาสเอาไอเดียไปเสนอให้มีทุนขึ้นมา มันอาจจะเริ่มด้วยวิธีแบบนั้นก็ได้ และบางทีเพื่อนๆ หรือคนที่รู้จักเรา หรือผู้ใหญ่ ก็อาจจะเห็นความเมตตา แนะนำเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เรา ชี้ทางให้เรา มันก็จะมีคนซัพพอร์ต บางทีมันก็เป็นแบบนั้นถ้าไม่มีทุน ก็นิสัยน่ารักไว้ก่อน”

QUALY มีอะไรจะฝากถึงถึงคนมีไอเดียแต่กลัวที่จะเริ่มไหม

“ลองกลับมาคิดว่าทำไมถึงไม่กล้าเริ่ม เพราะกลัวเจ็บ กลัวผิดหวังหรือเปล่า จริงๆ แล้วของที่สำเร็จส่วนใหญ่ ผ่านการผิดหวัง ผิดพลาด ล้มเหลวมาก่อนทั้งนั้น ให้มองว่าการล้ม การพลาด เป็นขั้นตอนหนึ่งไปสู่ความสำเร็จ เหมือนเป็นบันไดขั้นหนึ่ง ถ้าคุณไม่กล้าลง ไม่ล้มสักที ยังไงก็ไม่ผ่านบันไดขั้นนั้นหรอก มันก็คงต้องลอง

ส่วนการลอง คุณก็ประเมินความเสี่ยงไว้หน่อย ถ้าประเมินความเสี่ยงแล้ว คุณจะรู้ว่าการล้มครั้งนี้ไม่ได้ทำให้คุณถึงกับตาย หรือเริ่มใหม่ไม่ได้ มันจะได้เริ่ม และถ้ามันพลาด คุณก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นหนึ่งในขั้นตอนสู่ความสำเร็จ มันต้องพลาดก่อน พลาดไป 1 ที เหลืออีก 99 ที คิดแบบนี้อาจจะสบายใจขึ้น

แล้วก็มูฟออนให้ไว อย่าไปยึดติดมาก ต่อให้คุณทำสำเร็จแล้ว มันก็อาจจะอยู่ได้แค่ชั่วคราว ขนาดบริษัท Apple เขายังต้องออกมือถือรุ่นใหม่ออกมาเรื่อยๆ เลย อย่าไปยึดติดอะไรกับโปรดักส์เดิม”

ท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางของ Qualy อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลับมาเป็น “สินค้า” แต่คือการเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งของรอบตัว จากสิ่งที่หมดหน้าที่แล้วอาจถูกมองว่าไร้ค่า ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่อีกครั้ง เช่นเดียวกับการเริ่มต้นธุรกิจที่อาจต้องผ่านความผิดพลาดและความล้มเหลว ก่อนจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ

เพราะไม่ว่าจะเป็นขยะหรือไอเดีย สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่ามันเคยผ่านอะไรมาบ้าง แต่อยู่ที่ว่า เราจะออกแบบ “ชีวิตถัดไป” ให้กับมันอย่างไร

ผู้เขียน : ธนดล มีชัยมาตร์

Related Posts