ในปัจจุบันเรียกได้ว่า ‘เทรนด์สุขภาพ’ มาแรงมาก สังเกตได้จากการที่คนรุ่นใหม่แต่งชุดออกกำลังกายไปวิ่งหรือเข้าฟิตเนสกันอย่างคึกคัก ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า คนไทยมีแนวโน้มออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ โดยในปี 2025 ผู้ที่ออกกำลังกายในฟิตเนสมีจำนวน 60.2% ขณะที่ 39.8% ออกกำลังกายในสถานที่อื่นๆ
อีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงในตอนนี้นั่นคืออีเวนต์กีฬาระดับโลกอย่าง ‘HYROX Bangkok 2026’ สนามแข่งขันฟิตเนสที่ครองไทม์ไลน์ในช่วงนี้ โดยเป็นการจัดขึ้นครั้งที่ 2 ของประเทศไทย สำหรับการแข่งขันในปีนี้มียอดผู้ลงทะเบียนเข้าแข่งขันกว่า 17,500 คน โดยมีคนดารา-อินฟลูเอนเซอร์เข้าแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก
อาทิ ณเดชน์ , แอน ทองประสม, ชมพู่ อารยา, เจมส์ จิรายุ, หมาก ปริญ และครีเอเตอร์สายอาหารชื่อดัง อย่าง KP ตะลอนแหลก หรือจะเป็นคุณรวิศ CEO แบรนด์ศรีจันทร์ & Mission To The Moon ก็เข้าร่วมกิจกรรมนี้เช่นกัน
นอกจากนี้ ภายในงานไม่ได้รวมแต่คนรักการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังมีหลายแบรนด์ที่เข้าร่วมอีเวนต์นี้กันอย่างคึกคัก และอีเวนต์นี้มีการเปิดขายบัตรให้บุคคลทั่วไป สามารถเข้ามาชมได้ในราคาเพียงหลักร้อย
HYROX คืออะไร?
จุดเริ่มต้นของ HYROX (ไฮร็อกซ์) ถือกำเนิดขึ้นในปี 2017 ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อตั้งโดย Christian Toetzke ผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดในวงการการแข่งขันจักรยาน วิ่งมาราธอน และไตรกีฬา กับ Moritz Furste นักกีฬาเจ้าของเหรียญโอลิมปิก 3 สมัย
นอกจากนี้ HYROX มีการร่วมมือกับแบรนด์ระดับนานาชาติหลายราย โดยในปี 2022 มีการค้นหาคำว่า “HYROX” บน Google เพิ่มขึ้นถึง 127% อีกทั้งยังได้รับการกล่าวถึงในบทความเทรนด์สุขภาพและฟิตเนสระดับโลกจากสื่อต่าง ๆ กว่า 50 แห่ง
คำว่า HYROX มาจากการรวมคำระหว่าง Hybrid และ Rockstar กลายเป็นคำนิยามของผู้ที่แกร่งรอบด้าน โดย HYROX การทดสอบขีดจำกัดของมนุษย์ที่ผสมผสานระหว่าง การวิ่ง 1 กม. สลับกับฐานออกกำลังกาย (Workouts) 1 ฐาน ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนครบ 8 รอบ
การแข่งขัน HYROX มีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ Individual (แบบเดี่ยว) Doubles (แบบคู่) และ Relay (ทีมผลัด) โดยแบ่งเป็น 8 ฐานสุดโหด ได้แก่
1. เครื่องดึงสกี (SkiErg) : เป็นการดึงรอก ระยะทาง 1,000 เมตร เป็นการทดสอบพละกำลังกล้ามเนื้อแขน หลัง และแกนกลางลำตัว
2. ผลักรถเลื่อน (Sled Push) : ใช้แรงขาผลักรถเหล็กไปข้างหน้า ระยะทาง 50 เมตร
3. ดึงรถเลื่อน (Sled Pull) : ใช้เชือกดึงรถเล็กเข้าหาตัว ระยะทาง 50 เมตร
4. กระโดดไกลสลับเบอร์พี (Burpee Broad Jumps) : กระโดดเบอร์พีไปข้างหน้า ระยะทาง 80 เมตร เป็นการท้าทายระบบหัวใจและกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
5. เครื่องพายเรือ (Rowing) : เป็นการนั่งพายเรือบนกรรเชียงบก ระยะทาง 1,000 เมตร ต้องใช้จังหวะการคุมลมหายใจให้คงที่
6. เดินถือลูกเหล็ก (Farmers Carry) : เดินถือดัมเบลด้วยมือทั้งสองข้าง ระยะทาง 200 เมตร
7. เดินย่อขาแบกถุงทราย (Sandbag Lunges) : แบกถุงทรายไว้บนบ่าพร้อมก้าวลันจ์ ระยะทาง 100 เมตร
8. โยนบอลใส่เป้าบนกำแพง (Wall Balls) : ฐานสุดท้ายย่อตัวสควอช แล้วโยนบอลใส่กำแพง จำนวน 75-100 ครั้ง
นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่แบรนด์กีฬาเท่านั้นที่ตื่นตัว แต่ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Lazada ก็เริ่มขยายฐานสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ผ่านการจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Wellness กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้แบรนด์อีคอมเมิร์ซก้าวข้ามการเป็นแค่พื้นที่ซื้อขาย สู่การเป็น Lifestyle Platform อย่างเต็มตัว
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะคนยุคนี้ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าสุขภาพดีและแข็งแรงขึ้น ซึ่งไม่ได้ใช้จ่ายแค่รองเท้าวิ่งหรือสปอร์ตบรา แต่รวมไปถึงการยอมจ่ายให้กับอาหารเสริม Planted-Base, เวย์โปรตีน ไปจนถึงอุปกรณ์นวดกล้ามเนื้อ ที่สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
อ้างอิง
