จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของแม่ที่อยากหารายได้เสริมเข้าบ้าน สู่ก้าวแรกของการเข้าสู่ธุรกิจน้ำยาทำความสะอาดที่ได้ลูกสาวมาช่วยต่อยอดให้เติบโต ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้ใช้
ในคอลัมน์ Entrepreneur “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปดูจุดเริ่มต้นและการเติบโตที่ “ไม่หยุดพัฒนา” ของแบรนด์ “I-Richly” (ไอริชลี่) ผ่านมุมมองของรุ่นแม่ ปราณี งอกงาม และ ดรีม-กนกวรรณ งอกงาม ทายาทธุรกิจ บริษัท ไอ-ริช แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม และน้ำยาถูพื้น ฯลฯ ที่สร้างรายได้เกือบ 30 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นของ “ไอริชลี่” น้ำยาทำความสะอาด
ก่อนมาเป็น “ไอริชลี่” แบรนด์น้ำยาทำความสะอาดรายได้เกือบ 30 ล้านต่อปี เริ่มต้นมาจากจุดเล็กๆ ของแม่บ้านคนหนึ่ง “ปราณี งอกงาม” อยากมีรายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัว จึงเริ่มต้นรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากญาติมาขายหน้าบ้าน ขยับขยายสู่การออกบูธจนได้จับเงินก้อนแรก 4,700 บาท
แต่ด้วยไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ และตอบคำถามลูกค้าได้ไม่ครบถ้วน เช่น ความปลอดภัย การใช้วัตถุดิบในการผลิต ฯลฯ จึงตัดสินใจผลิตสินค้าด้วยตัวเองเพราะอยากให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้ใช้ โดยเริ่มจากก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนในปี 2557 ก่อนแยกตัวออกมาก่อตั้งบริษัทในปี 2561 โดยได้ลูกสาวอย่าง “ดรีม” ที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์เคมี Microbiology มาช่วยพัฒนาสูตร และสามีที่มีประสบการณ์ด้านช่างกลึงมาช่วยออกแบบเครื่องจักรบางตัวให้
ถึงปัจจุบัน “ไอริชลี่” ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้า ชูจุดเด่นด้วยสูตรความหอมติดอยู่ในเนื้อผ้า ไม่ฟุ้งกระจาย ฟองน้อย ตากข้ามคืนไม่เหม็นอับ รวมทั้งน้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน และน้ำยาถูพื้น
“ฟองก็เป็นสาเหตุของน้ำเสีย ถ้าฟองเยอะจะล้างออกยาก เปลืองน้ำ และทำให้เราคัน จริงๆ การแพ้อาจจะเกิดจากการที่เราล้างฟองไม่สะอาด เราให้ความรู้ลูกค้าอยู่นานมาก ทุกคนต้องการฟอง เราก็นักทฤษฎีพยายามบอกว่าการที่ฟองเยอะไม่ได้แปลว่าเข้มข้นหรือสะอาดนะ มันอยู่ที่เราใส่สารซักล้างให้มากน้อยแค่ไหน” ดรีมเล่าเสริม
ขณะเดียวกันยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัตถุดิบที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพภายใน 28 วัน, สารทำความสะอาดบางตัวจากมะพร้าวและปาล์ม, น้ำหอมมาตรฐาน IFRA ระดับโลก และสารปรับผ้านุ่มจากเยอรมนี โดยได้รับมาตรฐาน ISO 14001 (การจัดการสิ่งแวดล้อม), ISO 9001 (การจัดการคุณภาพ), Green Industry ระดับ 3 และ Biodegradable

คุณภาพสูง ราคาประหยัด
ตั้งแต่เป็นวิสาหกิจชุมชนทั้งดรีมและแม่ให้ความสำคัญกับลูกค้าผู้ใช้จริง ในแง่ของการจำหน่าย ไม่ใช่แค่มุ่งขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้ลูกค้ามีรายได้จากการรับราคาส่งไปขาย ทำให้วิสาหกิจชุมชนเติบโตแบบก้าวกระโดด
เช่นเดียวกับแบรนด์ “ไอริชลี่” ที่มองลูกค้าเป็นคนสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มระดับล่าง แม้จะงบน้อยแต่ต้องมีสิทธิใช้สินค้าคุณภาพดี อีกทั้งยังเปิดให้รับสินค้าไปขายแบบไม่ต้องสต๊อกของจำนวนมาก
“เรามองว่าประเทศไทยอัตราคนจนเยอะมาก เขาใช้สินค้าพวกนี้เยอะ เพราะไม่ได้มีเสื้อผ้ามากมาย เลยต้องซักบ่อย เราเลยมองว่า ทำไมพวกเขาถึงไม่มีสิทธิใช้ของดีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ดรีมแชร์ให้ฟัง
ทางแบรนด์ยังคงเลือกใช้แพ็กเกจจิ้งแบบแกลลอนธรรมดา แทนการใช้แพ็กเกจจิ้งสวยๆ เพื่อไม่ให้ลูกค้าแบกภาระเพิ่ม อีกทั้งยังไม่ทุ่ม “งบการตลาด” โปรโมตแบรนด์ หรือเข้าไปวางในโมเดิร์นเทรด แต่เลือกทำศูนย์กระจายสินค้า เพื่อให้ลูกค้าทุกคนเข้าไปรับสินค้าได้
โดยทางแบรนด์ใช้วิธีการ “ซึมตลาด” ผ่านตัวแทนจำหน่าย ลงพื้นที่จริง ออกบูธตามงานต่างๆ ในหลายจังหวัด ทำให้ลูกค้าช่วยกันบอกต่อในคุณภาพจนแบรนด์เป็นที่ยอมรับในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่อื่นๆ
“คู่แข่งเราเยอะมาก เราขอซึมตลาดแล้วกัน อย่างน้อยเงินเราเข้าทุกวัน ต้นทุนเราไม่เยอะเหมือนแบรนด์ใหญ่ ถ้าเราทำการตลาดเหมือนเขาแน่นอนมันโตก้าวกระโดด แต่เราไม่พร้อมเพราะไม่มีฟูกรองรับ เลยเดินตามกำลังของเรา ตามผู้ใช้จริง” ปราณีบอกย้ำ
พร้อมกันนี้ทางโรงงานยังรับผลิต OEM ให้กับแบรนด์หลากหลาย เป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้ โดยมีกำลังการผลิต 30,000 ลิตรต่อวัน

แตกไลน์ เจาะกลุ่มคนรักสัตว์
ขณะเดียวกันยังแตกไลน์สินค้าใหม่เพื่อเจาะลูกค้าที่มีกำลังซื้อ อย่าง “ตลาดสัตว์เลี้ยง” โดยส่งผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม “Reriss” (รีริส) สูตรลดขนสัตว์ติดผ้า ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมลงตลาด
“รุ่นแม่ทำตลาดด้วยใจแล้ว มารุ่นเรามี Data เข้ามาเกี่ยว เลยเอา Data มาต่อยอดกับตลาดสัตว์เลี้ยงปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตแสนล้านบาท เราไปเดินงาน Pet Expo มองว่าคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อ เลี้ยงสัตว์เป็นลูก ยินดีจ่าย แพงเท่าไหร่ก็ได้ ประกอบกับคนไทยใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นอันดับหนึ่งของโลก เลยทำให้แตกไลน์ผลิตภัณฑ์นี้” ดรีมเล่าให้ฟัง
จากเรื่องราวของ “ไอริชลี่” สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก็สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้เกือบ 30 ล้านบาทได้ ขณะเดียวกัน “คุณภาพ” คือหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต และที่สำคัญไม่แพ้กัน “ลูกค้า” คือแรงผลักดันที่ทำให้แบรนด์พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
