จากนักแสดงมากฝีมือที่โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน วันนี้เราได้เห็นอีกด้านความสามารถของ “ดุ๊ก-ภาณุเดช วัฒนสุชาติ” ผ่านบทบาท“นักจัดสวน” แพชชันที่เขามีมาตั้งแต่วัยเด็ก จากการฝึกเพาะชำในเรือนกล้วยไม้ของคุณพ่อและลงมือจัดสวนในบ้านของตัวเอง สู่การรับจัดสวนให้เจ้าของบ้านที่หลงใหลในสไตล์เฉพาะตัวของเขาที่มองการจัดสวนเป็น “งานศิลปะ” ตามความเป็นอาร์ตติสต์
แม้เขาจะบอกว่าไม่ใช่นักจัดสวนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผลงานการสร้างสรรค์อันโดดเด่นกลับเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จนชื่อของเขาโลดแล่นอยู่ในวงการจัดสวนอย่างปฏิเสธไม่ได้
ในคอนเทนต์ชุดพิเศษ “โอกาสธุรกิจเกษตร” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ x เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปพูดคุยกับ “คุณดุ๊ก” ถึงศาสตร์แห่งการจัดสวน ที่ไม่เพียงเนรมิตสวนสวยให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับ “ฮีลใจ” และเติมความสุขให้เจ้าของบ้าน แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นไม้และดอกไม้อีกด้วย
จากแพชชันในวัยเด็กสู่นักจัดสวนผู้สร้างแรงบันดาลใจ
คุณดุ๊กเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางสวนสวย ณ เขาใหญ่ สถานที่ที่เขานิยามไว้ว่าเป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ว่า งานจัดสวนเป็นแพชชันของเขามาตั้งแต่วัยเด็ก โดยอาศัยเรือนกล้วยไม้ของคุณพ่อฝึกเพาะชำหลังได้รับการบ้านวิชาเกษตร และเกิดเป็นความใจฟูเมื่อต้นไม้ที่ลงมือเพาะชำเติบโตขึ้น ขณะเดียวกันก็เกิดเป็นความสนุกที่ได้จัดสวนในบ้านจากความชอบของคุณแม่
“คุณพ่อคุณแม่เปิดโอกาสให้เราจัดสวนในบ้านตัวเอง จนเข้าวงการมา ความจริงเราชอบงานอาร์ต ชอบแต่งบ้าน จัดสวน เลยไปช่วยฝ่ายฉากบ้าง เพื่อนพี่น้องในวงการเห็นก็ให้ไปแต่งบ้านบ้าง จัดสวนบ้างมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าตอนนั้นอาจจะเป็นยุคที่ไม่ได้มีโซเชียล คนเลยไม่รู้ เราทำด้วยความสนุกมันก็ติดตัวเรามา” คุณดุ๊กเล่าเสริม
การจัดสวนของคุณดุ๊กเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเมื่อเขาหันมาทำคอนเทนต์ออนไลน์ ทำให้พี่น้องในวงการติดต่อเข้ามาให้ช่วยจัดสวนและคอนเทนต์เหล่านั้นก็กลายเป็นไวรัลอย่างต่อเนื่อง จากความตั้งใจแรกอยาก “สร้างแรงบันดาลใจ” ให้คนรักบ้านรักสวนมากกว่าการทำเป็นอาชีพกลายเป็นว่าสามารถ “ต่อยอด” ไปได้ไกลกว่านั้น
“มันเริ่มต้นมาจากการที่เราพยายามหาอะไรแปลกใหม่ อย่างเช่น การหาสายพันธุ์ต้นไม้พื้นเมืองออสเตรเลีย หลานพี่ที่ช่วยทำบอกว่าเราไปหาอะไรที่มันฉีกดีกว่าไหม ก็ไปเจอว่ามันมีต้นไม้สายพันธุ์ออสเตรเลียในบ้านเราที่ปลูกได้ดี ต้นไม้เขามีความยูนีก
แล้วมันเซอร์ไพร์ส จริงๆ เขาเข้ามาเป็นสิบปีแล้วก่อนที่เราจะเริ่มต้น ตรงนี้แหละมันท้าทาย เพราะต้องแสวงหาว่าในบ้านเรามันมีที่ไหนขายบ้าง ก็ไปตลาดต้นไม้ใหญ่ๆ ทั้งเชียงใหม่ กรุงเทพฯ หายาก ร้านหนึ่งจะมีสักสองต้น ตลาดเดียวจะมีสักหนึ่งร้านหรือสองร้าน
เฟ้นหาจนกระทั่งได้ข้อมูลมามีสวนอยู่ชัยนาท เขาทำสวนใหญ่โตมาก คงทำซัพพอร์ตนักจัดสวน ก็ไปได้ต้นสวยๆ มาปลูกและทำคอนเซ็ปต์สวนออสเตรเลีย สะสมไม้พื้นเมืองทั้งหลาย มีหลิวออสเตรเลีย เกรวิลเลีย รักแรกพบ แปรงล้างขวด ยูคาลิปตัส ทำเป็น Australian Cottage Garden ขึ้นมาเป็นโปรเจ็กต์แรก”
จากโปรเจ็กต์แรกของคุณดุ๊ก ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพ “นักจัดสวน” แต่เขายังสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงตลาดต้นไม้ โดยเฉพาะเกรวิลเลียให้เติบโตขึ้นในแบบไม่ได้ตั้งใจ
“หลังจากนั้นเรากลับไปที่ตลาด มีร้านเฉพาะทางขายเกรวิลเลียเยอะมากและเวลคัมเรามาก เขาเล่าให้ฟังว่ามีคนเอาคลิปมาถาม ก็เลยไปหามาต่อยอดกัน แม้กระทั่งคนที่เคยเพาะพันธุ์ไม้ที่เป็นลักษณะของการต่อยอด เช่น แมกโนเลีย ก็เทิร์นตัวเองกลับมาทำอันนี้ เพราะเมื่อก่อนตลาดไม่ได้เฟื่องฟู กลายเป็นว่าในตลาดตอนนี้แทบทุกร้านจะต้องมีเกรวิลเลีย รู้สึกดีใจและมีความสุขมากที่ได้ปลุกกระแสไม้นี้กลับมาในวงการสวนบ้านเรา เพราะมันเหมาะที่จะปลูกในบ้านเรา” คุณดุ๊กเล่าให้ฟัง

จัดสวนให้เป็นงานศิลป์ คาแร็กเตอร์ที่แตกต่าง
เมื่อถามถึงเทรนด์การจัดสวนที่เริ่มได้รับความนิยม ในมุมมองของคุณดุ๊กมองว่าหลังโควิดคนอยู่บ้านมากขึ้นและเริ่มปลูกต้นไม้ ทำให้เห็นกระแสไม้ด่างที่เป็นไวรัลและการจัดสวนที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นมา มีผู้คนสนใจจัดสวนเองมากขึ้น ซึ่งตัวเขาก็เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน
ขณะเดียวกันสไตล์การจัดสวนก็มีความหลากหลายมากขึ้น จากเมื่อก่อนมีสไตล์สวนอังกฤษ สวนฝรั่งเศส หรือเมดิเตอร์เรเนียน แต่ในปัจจุบันมีความผสมผสานมากขึ้น ซึ่งนักจัดสวนแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง ส่วนการจัดสวนของเขาคือ “งานศิลปะ”
“สวนอังกฤษจะมีฟิลลิ่งของไม้ดอกต่างๆ สวนสไตล์คอทเทจจะปลูกไม้ดอกผสมผสานกัน เป็นบ้านอยู่ในสวน มีความเก่าผสมความใหม่ หรือที่พี่ชอบไปแถบเมดิเตอร์เรเนียน อย่างพวกสเปน อิตาลี ก็จะไปเจอสวนที่เป็น Dry Garden แล้งนิดหนึ่งแต่สวย ปลูกหญ้า อะกาเว่ โอลิฟ
ขณะเดียวกันบ้านเรา มีนักจัดสวนหลายคนที่สร้างความหลากหลายให้วงการ แต่ของเรามีคาแร็กเตอร์หรือซิกเนเจอร์ของตัวเอง เป็นงานอาร์ตเพราะชอบศิลปะ วาดรูป เวลาจัดสวนจะใช้พรรณไม้มาผสมผสานกันในเรื่องของโทนสี แต่ต้องศึกษาก่อนว่ามันอยู่ร่วมกันได้มากแค่ไหน อันนี้ร่ม อันนี้แดด อันนี้น้ำมาก อันนี้น้ำน้อย เราหยอดสีของไม้ดอกลงไป จะเป็นเหลือง น้ำเงินอมม่วง ทำให้สวนดูโดดเด่นขึ้นมา
เส้นสายในการทำงาน Art Scape ก็มีหลากหลาย เราชอบเส้นโค้งที่มีแรงบันดาลใจมาจากคลื่นของทะเล ชีวิตตอนเด็กเติบโตมากับบ้านริมทะเล เราก็นึกถึงตรงนั้น เวลาคลื่นสาดมาแล้วถอยไปจะมีเลเยอร์ ก็แล้วแต่ละว่าจะใช้อะไร เป็นการก่ออิฐเพื่อให้ได้ฟิลสวนฝรั่งหรือฉาบให้ได้ฟิลเมดิเตอร์เรเนียน หรือแถบออสเตรเลียจะใช้เป็นเหล็กมีสนิมหน่อย แล้วก็หยอดความเป็นกราฟิกของไม้พุ่มลงไป ใส่ความนุ่มนวลของไม้ที่พริ้วไหวกับสายลมก็เลยกลายเป็นคาแร็กเตอร์การจัดสวนของพี่ที่มีความร่วมสมัย”
เมื่อถามถึงสวนที่ชอบที่สุดตั้งแต่ทำมา คุณดุ๊กตอบว่าชอบทุกสวนเพราะทำอย่างเต็มที่ แต่ถ้าถามว่ารักสวนไหนมากที่สุด คำตอบคือ “สวนของตัวเอง” ซึ่งแบ่งเป็น “สวนแห่งการทดลองและสะสมพันธุ์ไม้” กับ “สวนแห่งการปล่อยของ”
“มันไม่มีอะไรมาเบรก อยากทำอะไร ฝันถึงอะไร ได้แรงบันดาลใจมาจากไหน เอามาใช้ได้เลย ส่วนแรกเป็นกึ่งการทดลองและสะสมพันธุ์ไม้ จะเทสกับการปลูกเอง ดูแลแบบไม่ยากจนเกินไป รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งดอกตามธรรมชาติ จะรู้ว่าต้นนี้ดูแลง่าย ต้นนี้ไม่น่ารอดสำหรับลูกค้า ต้นนี้ไม่รอดแม้กระทั่งเราเอง พอรู้ปุ๊บ เราจะหยิบจับพวกนี้ไปใช้ในงานจัดสวนได้
อีกส่วนคือสวนปล่อยของ หลานพี่มีรสนิยมในเรื่องนี้เพราะเป็นโฮมสไตล์ลิส ก็แชร์ความรู้ให้เราในการจัดสวน ช่วยไกด์ในการหาแรงบันดาลใจ และได้ความรู้มาแชร์ผ่านคอนเทนต์ด้วย” เขาเล่าเสริม

เบลนความชอบของเจ้าของบ้าน
โดยที่ผ่านมาคุณดุ๊กรับจัดสวนให้พี่น้องในวงการบันเทิงซึ่งนำมาเผยแพร่เป็นคอนเทนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ให้จัดสวนในสไตล์ของเขาเลย และเสริมความชอบ ไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านเข้าไป เช่น บางคนชอบไม้ดอก แต่ไม่มีเวลาดูแล ก็ต้องเลือกไม่ดอกที่มีความทน ดูแลง่ายและไม่หลากหลายชนิด หรือบางคนมีต้นไม้ในใจที่อยากจะให้มีในสวนก็จะรีเควสมา
ส่วนที่สองเขาเป็นที่ปรึกษาดำเนินการ โดยจะออกแบบสวนและให้คำปรึกษากับลูกค้าที่เปิดใจและพูดคุยกันรู้เรื่องเพราะการจัดสวนของเขามีรายละเอียดไม่เหมือนคนอื่น โดยบินไปจัดสวนให้ลูกค้าที่ออสเตรเลีย และ สปป.ลาว มาแล้ว
“ถ้าเขาสนใจจริงๆ เขาต้องมาซื้องานศิลปะเรานะ มีซิกเนเจอร์ของเราเบลนกับความต้องการและความชอบของเขา เราก็จะบริหารงบประมาณให้ เงินก้อนหนึ่งอาจจะโฟกัสไปกับไม้ประธาน อีกส่วนเป็นของตกแต่ง
มีโอกาสไปจัดสวนที่ออสเตรเลีย เราไม่สามารถขนทีมไปได้ เจ้าของบ้านต้องทำการบ้านร่วมกันเราต้องส่งสายพันธุ์ไปให้เขาลองหาว่ามีเนิร์สเซอรี่แถวนั้นไหม เขาต้องวิ่งหาและทำงานเป็นปี แล้ววาดแบบง่ายๆ ส่งไป เขาก็เตรียมการได้ดี
หลังจากนั้นต้องกำหนดวันไปอยู่ที่นั่นประมาณ 1 อาทิตย์ ลงสวนจริงประมาณ 5 วัน มีทีมซัปพอร์ต ทีมจัดสวนที่เป็นฝรั่ง เขาเปิดใจและให้เกียรติเรา คงเห็นคอนเทนต์ที่ทำแล้วมันสำเร็จ งานเลยสนุก”
สำหรับ “ความยาก” ในการจัดสวนคุณดุ๊กบอกว่าคือ “พื้นที่” เพราะบางคนอยากได้สวนสวยแต่มีพื้นที่จำกัด หรือเป็นพื้นที่คอร์ทยาร์ดที่ล้อมด้วยกำแพงอย่างน้อย 3 ด้าน ไม่มีหลังคาปกคลุม จึงต้องดูลมและแดดให้ดี
รวมถึง “การจัดการ” เช่น การลงต้นไม้ใหญ่อาจต้องใช้เครน และถ้าเป็นหมู่บ้านจัดสรรก็เสี่ยงกับการขุดเจอท่อ แต่ทุกอย่างก็สามารถบริหารจัดการให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น
ในส่วนของบริการดูแลสวน เช่น ดูแล ตัดแต่ง เขาได้ต่อยอดให้คนรอบข้างเข้ามาทำ เพราะตนเองยังทำงานในวงการบันเทิง จึงไม่สามารถทำได้เต็มที่ พร้อมให้เป็นเรื่องของอนาคต

ไม่ใช่แค่สวย แต่เป็นพื้นที่แห่งการฮีลใจ
การจัดสวนไม่เพียงสร้างความสวยงามให้กับบ้านหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่พื้นที่สีเขียวและสีสันของไม้นานาพันธุ์ยังช่วย “สร้างความสุข” และช่วย “ฮีลใจ” ให้ผู้คนอีกด้วย
“มันฮีลใจโดยไม่ต้องอธิบายเป็นคำพูด ทำให้เรารู้สึกว่าใกล้ธรรมชาติมากขึ้น โลกในปัจจุบันทุกคนกังวลในเรื่องของกรีน ความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะรู้สึกตัวแม้จะรู้สึกช้าไปนิดหนึ่งว่าเราทำลายสิ่งแวดล้อม
คนจะเริ่มรู้สึกว่าฉันจะพยายามเป็นส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นการปลูกต้นไม้สักต้นมีค่า ตรงนี้แหละมันคือสิ่งที่สร้างความสุขโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันถ้าปลูกแล้วได้ผลผลิตไม้ว่าจะเป็นไม้ผล ไม้ดอกหรือไม้ใบก็ตาม คุณจะมีความสุขว่าฉันทำได้และได้นั่งมองเขาเติบโต” เขาบอกถึงความสุขของการจัดสวนที่ช่วยฮีลใจผู้คนได้มากมาย
ก่อนทิ้งท้ายถึงการจัดสวนว่า “อยู่ๆ มันเกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ทำให้เรามีการต่อยอดอาชีพนี้ขึ้นมา ปีนี้ 60 แล้ว เรายังแอ็กทีฟได้ขนาดนี้ ยังมีความสุขสนุกได้ขนาดนี้ น่าจะแข็งแรงไปยัน 80 ปี ยังลุยได้ แรกๆ ลงต้นไม้เอง ยกต้นไม้เอง ตอนหลังมีทีมงานฟรีแลนซ์มาช่วย เหมือนเราหยิบพู่กันแล้วแต้มสีลงไปบนเฟรมที่เป็นสวนของเขา เลยเป็นสิ่งที่ยังทำต่อไปได้”
จากเรื่องราวของคุณดุ๊กทำให้เห็นว่าหากเรามี “แพชชัน” ก็สามารถนำสิ่งนั้นมาต่อยอดเป็น “อาชีพ” สร้างความสุขให้ตัวเองและเจ้าของบ้านด้วยการส่งต่องานศิลปะที่สร้างสรรค์ได้ ขณะเดียวกันยังมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดต้นไม้ให้กลับมาคึกคักและเฟื่องฟูอีกครั้งด้วยอาชีพที่เรียกว่า “นักจัดสวน”
