Featured ข่าววันนี้

จากคลิปแอปเปิลร้องไห้เพราะโดนนอกใจ ไปจนถึงกล้วยทะเลาะกับสตรอว์เบอร์รี ผลไม้ AI ปรากฏการณ์ไวรัล ที่ทำให้ “หยุดดูไม่ได้”

“ผลไม้นอกใจ” กำลังบอกอะไรเรา? เมื่อ AI ทำให้คนคนเดียวสร้างจักรวาลคอนเทนต์และรายได้ได้

จากคลิป “แอปเปิลร้องไห้เพราะโดนนอกใจ” ไปจนถึง “กล้วยทะเลาะกับสตรอว์เบอร์รี” หรือแม้แต่อวัยวะในร่างกายที่พูดโต้ตอบกับมนุษย์ คอนเทนต์ลักษณะนี้กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัลใหม่บน TikTok และ Facebook Reels ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมาก “หยุดดูไม่ได้”

แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเพียงมีมตลกหรือคอนเทนต์ไร้สาระบนโลกออนไลน์ แต่ในมุมของนักการตลาดกลับมองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในยุค AI

นายภูวนาท เช้าวรรณโณ นักสื่อสารมวลชนที่ผันตัวสู่วงการการตลาด และปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI รวมถึงผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และเพจ The Marketine การตลาดนอกลู่ มองว่า กระแส “AI Fruit Drama” หรือ “ผลไม้นอกใจ” ไม่ใช่แค่เทรนด์ไวรัลชั่วคราว แต่คือสัญญาณของโลกสื่อยุคใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนวิธีการสร้างคอนเทนต์และการหารายได้ของผู้คนอย่างรวดเร็ว

“วันนี้คนไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องข้อมูล แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถดึงความสนใจคนดูได้ในไม่กี่วินาทีแรก คอนเทนต์แบบนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อหยุดสายตาคนทันที”

เขาอธิบายว่า หัวใจสำคัญของคอนเทนต์ลักษณะนี้ คือการสร้าง “ความขัดแย้งทางอารมณ์” ระหว่างภาพน่ารักคล้ายการ์ตูนเด็ก กับเนื้อหาดราม่าแบบผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอกใจ ความหึงหวง หรือการทะเลาะกัน

กลไกดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น ที่อัลกอริทึมให้ความสำคัญกับการหยุดดูในช่วงวินาทีแรก อารมณ์ร่วม และการมีส่วนร่วมของผู้ชม

จากต่างประเทศ สู่ AI Drama เวอร์ชันไทย

นายภูวนาท ระบุว่า เทรนด์นี้เริ่มต้นจากต่างประเทศ หลังเครื่องมือสร้างวิดีโอ AI เช่น Kling AI, Runway, Google Veo และ Vidu ถูกพัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้น จนเกิดคอนเทนต์แนวใหม่ที่หลายสื่อเรียกว่า “AI Telenovela”

เมื่อเข้ามาในไทย คอนเทนต์เหล่านี้ก็ถูกนำมาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมการเสพสื่อของคนไทย ทั้งการใช้ภาษาวัยรุ่น จังหวะตัดต่อรวดเร็ว และบทสนทนาแบบละครไทย

จากประโยคธรรมดาอย่าง “Your arteries are clogged” ถูกดัดแปลงเป็น “เส้นเลือดแกจะตันแล้วนะเว้ย!” จนกลายเป็นคอนเทนต์ที่คนไทยรู้สึกใกล้ตัวและแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็ว

AI ไม่ได้มาแทนคน แต่มาเพิ่มอาวุธให้คนตัวเล็ก

สิ่งที่น่าสนใจ คือ AI กำลังลดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ลงอย่างมหาศาล

จากเดิมที่การทำแอนิเมชันหรือวิดีโอคุณภาพสูงจำเป็นต้องใช้ทีมงานหลายตำแหน่ง ทั้งคนวาด คนตัดต่อ คนทำโมชั่น และทีมพากย์เสียง ปัจจุบัน creator เพียงคนเดียวสามารถใช้ AI สร้างตัวละคร ทำอนิเมชัน พากย์เสียง และเผยแพร่คอนเทนต์ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

นายภูวนาท มองว่า AI ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยต่อสายงานกราฟิก ตัดต่อ หรือโปรดักชัน แต่ควรถูกมองว่าเป็น “อาวุธใหม่” ที่ช่วยให้คนทำงานเก่งขึ้นและสร้างรายได้ได้มากขึ้น

“AI ไม่ได้มาแทนที่ใคร แต่กำลังทำให้ทุกคนมีเครื่องมือที่ทรงพลังมากขึ้น คนที่เก่งด้านคอนเทนต์ กราฟิก ตัดต่อ หรือ storytelling อยู่แล้ว ถ้าใช้ AI เป็น จะยิ่งทำงานได้เร็วขึ้น สร้างงานได้มากขึ้น และต่อยอดรายได้ได้มากกว่าเดิม”

เขามองว่า จุดสำคัญของยุคนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ “ใครใช้ AI เป็น”

“เมื่อก่อนคนตัวเล็กอาจไม่มีทุนพอจะสร้างโปรดักชันระดับสูง แต่วันนี้ AI กำลังทำให้คนคนเดียวสามารถสร้างผลงานที่แข่งขันกับสตูดิโอใหญ่ได้”

ต้นทุนต่ำ แต่โอกาสมหาศาล

นายภูวนาท มองว่า สิ่งที่น่าจับตาที่สุด คือ AI กำลังทำให้ “ต้นทุนในการเริ่มต้น” ต่ำลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คนธรรมดาสามารถเริ่มสร้างคอนเทนต์ไวรัลได้ด้วยคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว โดยไม่จำเป็นต้องมีทีมงานขนาดใหญ่

“ถ้าเราจับทางได้ เราอาจสร้างรายได้จากสิ่งเหล่านี้ได้มหาศาล เพราะต้นทุนในการผลิตต่ำมาก แต่สิ่งที่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ คือไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ และการเล่าเรื่อง”

ปัจจุบัน นายภูวนาท ยังเปิดสอนคอร์สด้าน AI และการทำคอนเทนต์ไวรัลในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเน้นการสอนแบบ “ทำได้จริง” มากกว่าทฤษฎี เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำ AI ไปต่อยอดสร้างรายได้หรือพัฒนาธุรกิจของตัวเองได้ทันที

จาก “ผลไม้นอกใจ” สู่จักรวาลคอนเทนต์ AI

นายภูวนาท มองว่า เทรนด์นี้กำลังพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “AI Drama Universe” หรือจักรวาลคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นด้วย AI ซึ่งสามารถต่อยอดตัวละคร เรื่องราว และโลกของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

จากเดิมที่เริ่มจากผลไม้พูดได้ ปัจจุบันเริ่มขยายไปสู่อวัยวะในร่างกาย สมุนไพรฮีโร่ เชื้อโรคมีชีวิต หรือแม้แต่สิ่งของที่มีบุคลิกและอารมณ์เหมือนมนุษย์

ทั้งหมดถูกออกแบบให้เข้าใจง่ายในเวลาอันสั้น และสร้างอารมณ์ร่วมได้ทันที ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคอนเทนต์ยุค attention economy

ในอนาคต เราอาจได้เห็น AI influencer, AI short drama หรือ universe ที่สร้างโดยคนเพียงคนเดียวมากขึ้น และสิ่งนี้อาจกลายเป็นโครงสร้างใหม่ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในอนาคต

เพราะในวันที่ต้นทุนการผลิตลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ สิ่งที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่อุปกรณ์ราคาแพงหรือทีมงานขนาดใหญ่ แต่อาจเป็นเพียง “ไอเดียที่ทำให้คนหยุดดูได้ในเสี้ยววินาทีแรก” เท่านั้นเอง

Related Posts

เบื้องหลังพาแบรนด์ "Gong Cha" ขยายไปมากกว่า 2,000 สาขา ทิ้งเก้าอี้ผู้บริหารธนาคาร มาขายชานม
เบื้องหลัง “พิลาทิสกลางสวน” ที่คนแห่จองเต็มใน 1 นาที เปลี่ยนพื้นที่สีเขียว เป็นคอมมูนิตี้สุขภาพ ที่ใครก็เข้าถึงได้