Featured PR News

จากร้านข้าวมันไก่สู่ “เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง” แบรนด์เล็กๆ เติบโตจากการฟังเสียงลูกค้า สร้างกำลังการผลิตกว่า 30 ตันต่อวัน

จากจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด นำไปสู่การค้นพบเส้นทางธุรกิจของตัวเอง จากอาชีพขายข้าวมันไก่สู่เจ้าของแบรนด์เฉาก๊วย “เต็งหนึ่ง” ที่มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  

ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เกิดจากการเรียนรู้ ทดลองและพัฒนาอย่างไม่ย่อท้อ พร้อมกับการใช้กลยุทธ์ Outside In ฟังเสียงของลูกค้าของ “คุณหมู-ทินพันธุ์ วัฒนอัครโภคิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม ดีเสิร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมหวาน โดยเฉพาะเฉาก๊วย และเครื่องดื่มแบรนด์ “เต็งหนึ่ง”

เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง
เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง

“เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง” ธุรกิจที่เริ่มจากปัญหา

เขาเล่าว่าธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจาก “ปัญหา” เพราะเดิมเปิดร้านขายข้าวมันไก่อยู่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม มีรายได้แค่พอประคองตัว และยิ่งเป็นช่วงปิดเทอมทำให้รายได้หดหาย สวนทางกับรายจ่ายประจำที่ยังคงมีอยู่ ทำให้เขาต้องมองหาสินค้าอื่นๆ ที่สามารถขายได้ต่อเนื่องและไม่ยึดติดกับฤดูกาลหรือทำเล 

“ตอนนั้นคิดว่าอยากมีสินค้าที่ขายได้ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่หน้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น จนเกิดความบังเอิญ เมื่อเพื่อนยื่นขนมเฉาก๊วยนมสดบรรจุถุงมาให้ทดลองชิม รู้สึกประทับใจตั้งแต่แรก เพราะเฉาก๊วยและนมสด มีการแยกถุงกันชัดเจน เมื่อนำมาใส่รวมกัน กินแล้วได้รสสัมผัสที่ให้ความเหนียวนุ่มแตกต่างจากที่เคยกินมา แต่เมื่อพยายามหาซื้อกลับไม่พบสินค้าแบบเดียวกันในตลาด จึงเริ่มศึกษาตลาดอย่างจริงจัง” คุณหมูเล่าที่มาของธุรกิจที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ โดยบังเอิญ 

เมื่อสำรวจตลาด คุณหมูพบว่าเฉาก๊วยเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ผู้บริโภคมองหาของหวานที่ให้ความสดชื่นและคลายร้อน ซึ่งผู้ประกอบการในตลาดเวลานั้นมีเจ้าใหญ่แค่รายเดียว ขณะที่ความต้องการของตลาดยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก ทำให้เขามองเห็นโอกาสการทำธุรกิจเฉาก๊วย โดยในตอนนั้นคิดแค่ขอแบ่งสัดส่วนตลาดมาแค่สัก 10% ก็เพียงพอแล้ว

เมื่อมีไอเดียและมองเห็นโอกาส เขาจึงลงมือทำทันที พร้อมยอมรับว่าตอนแรกความรู้ในการทำเฉาก๊วยแทบเป็นศูนย์ จึงอาศัยหาความรู้และสูตรจากอินเตอร์เน็ต ก่อนนำมาปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่ต้องการ จากการลองผิดลองถูกอยู่นาน ทำให้เขาได้สูตรเฉพาะของตนเองและมีเอกลักษณ์สำคัญ คือ “ความเหนียวหนึบ”

คุณหมูนำเฉาก๊วยไป “ทดลองขาย” ผ่านร้านอาหาร แต่ไม่ได้การตอบรับมากนัก เนื่องจากเวลานั้นยังไม่มีแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น จึงเป็นที่มาของการสร้างแบรนด์ว่า “เต็งหนึ่ง” ซึ่งไม่ได้ต้องการประกาศตัวเองว่าเป็นเบอร์หนึ่งของวงการแต่อย่างใด แต่ต้องการสะท้อนตัวตนและวิธีคิดว่า “ธุรกิจต้องไม่หยุดพัฒนา ต้องเดินหน้าปรับปรุงทั้งสินค้าและบริการอยู่เสมอ” 

ชื่อนี้จึงกลายเป็นเสมือน “รากความคิด” ของแบรนด์ตั้งแต่วันแรก และยังคงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน

เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง
เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง

พลังการตลาดออนไลน์ ช่วยแจ้งเกิด

หลังจากนั้นแบรนด์เต็งหนึ่ง ได้กลายเป็นที่รู้จักของผู้บริโภค จากพลังการตลาดออนไลน์ที่ช่วยแจ้งเกิดและสร้างตัวตนให้แบรนด์แข็งแกร่งมากขึ้น จากการรีวิวบอกต่อถึงความอร่อยของผู้บริโภค ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

ขณะเดียวกัน มีผู้สนใจติดต่อขอสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายในแต่ละจังหวัด ทำให้กิจการของเฉาก๊วยเต็งหนึ่งที่เติบโตแบบก้าวกระโดด จากเริ่มต้นผลิตเฉาก๊วยเฉลี่ยวันละเพียง 5–10 กิโลกรัม สู่กำลังการผลิตสูงสุดถึง 30 ตันต่อวันในปัจจุบัน

คุณหมูระบุถึงหัวใจสำคัญของธุรกิจคือต้อง “ไม่หยุดพัฒนาสินค้า” พยายามสร้างสินค้าให้ “ยอดเยี่ยมและแตกต่าง ใส่ใจในทุกขั้นตอน” ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบไปจนถึงรสชาติที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยใช้กลยุทธ์ “Outside In” ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง นำเสียงของลูกค้า ทั้งคำชื่นชมและตำหนิมาพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดในทุกวัน

เขาได้ยกตัวอย่างการพัฒนา เช่น เดิมเฉาก๊วยมีอายุเก็บรักษาได้ประมาณ 5-7 วันเท่านั้น จึงไปรับคำปรึกษาจากสถาบันการศึกษาใช้นวัตกรรมมาช่วยขยายเวลาของเฉาก๊วยได้นานสูงสุด 30 วัน นอกจากนั้นยังแตกไลน์ขยายประเภทสินค้า จนปัจจุบันมีมากกว่า 100 SKU เช่น เฉาก๊วยพร้อมทานในน้ำเชื่อม, เฉาก๊วยนมสด, วุ้นมะพร้าว, น้ำโอเลี้ยง, ไซรัปเฉาก๊วย และเฉาก๊วยเส้น ฯลฯ ขายผ่านร้านสะดวกซื้อ ตัวแทนจำหน่าย รวมถึง รับจ้างผลิต (OEM)

ปรับตัวหลายมิติ สู้ปัญหาและอุปสรรค 

เส้นทางธุรกิจที่ยาวนานมากกว่า 10 ปี แน่นอนว่า ไม่ได้มีเฉพาะช่วงเวลาที่สดใสเท่านั้น คุณหมูเจออุปสรรคมากมาย หนึ่งในความยากลำบากที่สุดคือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องวัตถุดิบ ในขณะที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ง่ายนัก เพราะเฉาก๊วยเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ในราคาย่อมเยา หากขึ้นราคามากเกินไปอาจกระทบกำลังซื้อทันที 

ปัญหาที่เกิดขึ้นนำมาสู่การปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการเข้าไปหาแหล่งวัตถุดิบด้วยตัวเอง สร้างทีมงานมืออาชีพเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแรงในจุดที่จำเป็น รวมถึงเรียนรู้การบริหารต้นทุนอย่างจริงจัง โดยตระหนักเสมอว่า “ธุรกิจจะเติบโตอย่างเข้มแข็งไม่ได้เลย หากเจ้าของธุรกิจไม่รู้เท่าทันสุขภาพการเงินของบริษัทตัวเอง”

นอกจากนั้น การมีพาร์ตเนอร์ธุรกิจก็สามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ หนึ่งในพาร์ตเนอร์สำคัญคือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดยสาขานครปฐม ช่วยสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนา ให้คำปรึกษา สร้างความเข้าใจเรื่องบัญชี งบการเงิน และแนวคิดของการทำธุรกิจ พร้อมสนับสนุนด้านการเงิน ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง

“SME D Bank ไม่ได้มองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นแค่ผู้มาขอกู้สินเชื่ออย่างเดียว แต่พยายามปรับให้ผู้ประกอบการเข้าใจเรื่องงบการเงินต่างๆ ทำให้เห็นว่าไม่ใช่ให้แค่สินเชื่ออย่างเดียว แต่ต้องการให้เอสเอ็มอีไทยพัฒนาและเติบโตไปด้วยกัน เหมือนอย่างเราที่เดิมมีแค่มีดอีโต้ แต่ตอนนี้เรามีอาวุธปืนสั้นที่สามารถไปแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น”  คุณหมูเล่าถึงความประทับใจ

สร้างเครื่อข่ายทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแบรนด์เต็งหนึ่ง มีตัวแทนจำหน่ายประมาณ 100 รายกระจายอยู่ทั่วประเทศ และตั้งเป้าจะขยายเพิ่มเติมต่อเนื่องให้ถึงประมาณ 200 ราย ภายใน 3 ปี และเพิ่มจำนวนเต็งหนึ่งแมนให้แตะหลัก 1,000 คน นอกจากนี้ อยู่ระหว่างศึกษาขยายโรงงานผลิต รองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

คุณหมูทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดของการทำธุรกิจเฉาก๊วยเต็งหนึ่ง คือสินค้าได้ไปสร้างประโยชน์ต่อสู่คนอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจำหน่าย เต็งหนึ่งแมน ร้านค้า เกษตรกรได้มีงาน เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ รวมถึงผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งเหล่านี้นับเป็นคุณค่าของการทำงานอย่างแท้จริง

Related Posts

นายธัญวุฒิ วงษ์สุนทร, General Manager, TikTok for Business, Thailand
ความสุขหลังวัยเกษียณ! จากคนเบื้องหลังวงการโทรทัศน์ สู่คาเฟ่ขนมปังโฮมเมด ธุรกิจเล็กๆ ที่ทำให้ค้นพบเป้าหมายชีวิต
ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)