SMEs ข่าววันนี้

“ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” แบรนด์น้องใหม่ของ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” จับเทรนด์คนออฟฟิศฮิตมัตจะ

จาก “ชาเย็น” สู่ “ชาเขียว” สร้างปรากฏการณ์ชาเย็นที่จริงใจเสร็จ แบรนด์ก็หันมาปั้นชาเขียวต่อ

“ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” คือแบรนด์ชาไทยที่เคยสร้างปรากฏการณ์ฮิตบนหน้าฟีดโซเชียลมาแล้ว โดยช่วงนั้นชาไทยเป็นเครื่องดื่มที่กำลังอยู่ในกระแส คนกำลังนิยมอย่างมาก หันไปทางไหนก็เจอเมนูชาไทย ทั้งเค้กชาไทย ไอศกรีมชาไทย ชานมไข่มุกชาไทย และหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้คนรักชาไทยต้องพูดถึงบ่อย ๆ คือ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน”

ด้วยการทำชาเย็นที่เข้มข้นถึงรสชาเย็นแท้ ทำให้คนรักเมนูนี้ต่างก็ยกให้แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” (everyday.thai.tea) เป็นแบรนด์หนึ่งในดวงใจ เมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้เป็นที่รู้จักกันดี ทั้ง ‘สลัชชี่ชาไทย’ และ ‘ชาเย็นรสเข้มข้น’

ดำเนินการโดย บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งไปเมื่อ 13 ก.ค. 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ในปี 2566 รายได้รวม 14 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.5 ล้านบาท

แต่นอกจากฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่ผ่านมายังได้แตกแบรนด์โกโก้-กาแฟ แบรนด์ “เข้ม” เสริมแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอ

กระทั่งเมื่อ April Fool’s Day แบรนด์ได้ร่วมล้อไปกับกระแสแกล้งผู้บริโภคว่าจะเปิดแบรนด์น้องใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” แต่กลับมีเสียงเรียกร้องให้เปิดจริง ยอดแชร์กับจำนวนคอมเมนต์เป็นไปในทิศทางบวกเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้  

จน “วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ” และ “แวน-พรทิพย์ ดีเจริญ”  สองพี่น้องผู้ก่อตั้งบริษัท ได้นำกลับมาเป็นไอเดียต่อยอดทำแบรนด์จริง กลายเป็นแบรนด์เครื่องดื่มลำดับที่ 3 อันจะมาเสริมแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอเบทเทอร์บีมฟู้ด

คนเริ่มแก้วแรกของวันด้วย ‘มัตจะ’ แทน ‘กาแฟ’

จากเดิมที่กาแฟคือเครื่องดื่มคาเฟอีนแก้วแรกที่คนเติมพลังก่อนเริ่มวัน แต่ปัจจุบันจะด้วยเทรนด์รักสุขภาพก็ดี กระแสฮิตมัตจะก็ดี ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของคนเปลี่ยนไป สังเกตจะเห็นว่าพนักงานออฟฟิศเริ่มถือแก้วชาเขียวหรือมัทฉะเป็นแก้วแรกของวันมากขึ้น จากเดิมที่มัตจะเป็นเพียงเครื่องดื่มแก้วที่สองที่คนจะกินระหว่างวันมากกว่า 

ใช้เวลาเพียงสองเดือนหลังตัดสินใจว่าจะแตกแบรนด์น้องใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” ทั้งคุณวิวและคุณแวนได้ไปเริ่มคุยกับซัพพลายเออร์เพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบ หลีกเลี่ยงมัทฉะจีนหรือไทย ต้องเป็นมัทฉะญี่ปุ่นเท่านั้น โดยเลือก ‘มัทฉะยาเมะ’ (Yame Matcha) เพราะมองว่า เป็นมัทฉะที่มีกลิ่นและโทนที่คนไทยคุ้นเคย ส่วนเบลนด์เลือกเกรด ‘Ceremonial A5’ เป็นโน้ตถั่ว ฝาดน้อยแต่ยังกลมกล่อม

ชื่อแบรนด์มีคำว่า “ทุกวัน” ก็ต้อง “ดื่มได้ทุกวัน” 

บริษัทยังคงยึดคอนเซปต์ Everyday Beverage เป็นหัวใจสำคัญ คือทำเครื่องดื่มให้เข้าถึงง่าย ราคาไม่แพง แม้ราคาจะขยับจากชาเย็น แต่ไม่แตกต่างกันมาก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบมัตจะสูงกว่า แต่ยังต้องขีดเส้นใต้ราคาให้ทานได้ทุกวันตามชื่อแบรนด์

เมนูแบ่งออกเป็น กลุ่มเมนูชาเขียว ที่จะนำชาเชียวมาเบลนด์กับชาอัสสัมอบด้วยดอกมะลิ และกลุ่มเมนูมัทฉะ อาทิ Clear Matcha Coconut Butterfly Pea และ Butterfly Pea Latte Matcha Foam

ตั้งเป้า 10,000 แก้วต่อเดือน ยอดขาย 20 ล้านบาท

ฉันจะกินชาเขียวทุกวันตั้งเป้ายอดขายต่อหนึ่งสาขาไว้ที่ราว 10-20 ล้านบาท ยอดขายช่วงเปิด Pop-up Store อยู่ที่ 10,000 แก้วต่อเดือน คาดว่าจะทำรายได้คิดเป็น 10-20% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งเครือ

ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน (everyday.green.tea) จะเริ่มเปิดสาขาแรกในรูปแบบ Pop-up Store วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นวันแรก พร้อมกับเป้าใหญ่ที่อยากดันแบรนด์ใหม่ทำเงิน 20% จากพอร์ตโฟลิโอทั้งเครือ

Related Posts

“หาบเร่” ฟาสต์ฟู้ดหัวใจบ้านนา จากวัฒนธรรมทำบุญแลกกับข้าว คืนคุณค่าให้ผู้สูงวัยและชุมชนยั่งยืน
ทำไมไปไหนก็มีไชน่าทาวน์! "จีน" ประเทศแห่งคอนเน็กชัน รวมกลุ่มก้อนจนเป็นคอมมูนิตี้