ชาไทย
เว็บไซต์ TasteAtlas หรือเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาหารท้องถิ่น วัตถุดิบดั้งเดิม และร้านอาหารยอดนิยมจากทุกมุมโลก ได้จัดอันดับเครื่องดื่มยอดฮิตที่สุดในโลก โดยมีหัวข้อที่ว่า “Best Non-alcoholic Beverage Types in the World” หรือแปลเป็นไทยว่า อันดับเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วโลก โดยเมนู “ชาไทย” จากประเทศไทย ติดโพลอยู่ในอันดับที่ 9 ทาง TasteAtlas ได้อธิบายความเป็นชาไทยไว้ว่า “ชาเย็น” (หรือชาไทย) ขนานแท้ คือส่วนผสมที่ลงตัวของชาดำรสเข้มข้น นมข้นหวานหรือนมข้นจืด น้ำตาล เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งป่น โดยตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น ตัวชาจะทำจากใบชาดำแบบแห้ง เช่น พันธุ์อัสสัม ซีลอน หรือคีมุน หรือบางสูตรจะมีการเพิ่มส่วนผสมอย่าง มะขามบด โป๊ยกั๊ก หรือกระวาน ลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งในปัจจุบันที่เป็นแบบรถเข็นข้างทางและในร้านอาหาร มักนิยมใช้ผงชาแบบสำเร็จรูปที่มีการผสมสีผสมอาหาร ซึ่งทำให้ชามีสีส้มที่โดดเด่นและดูไม่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่ชาแบบดั้งเดิมควรจะมีสีน้ำตาลอำพันที่เข้มและลึก โดยปกติแล้วจะนำน้ำชาไปทำให้เย็นก่อนนำมาผสมกับน้ำแข็ง ชาไทยนั้นมีจำหน่ายทั่วไปตามร้านรถเข็นข้างทาง และยัง
“ชาไทย” กลับมาสร้างกระแสในตลาดเครื่องดื่มจีนอีกครั้งในช่วงฤดูร้อนปีนี้ โดยมีแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศนำเสนอผลิตภัณฑ์ชาไทยรูปแบบใหม่ๆ เช่น ชาไทยชีส ที่ทำยอดขายสูงถึง 200,000 แก้วภายใน 3 สัปดาห์ในจีน และเมนูนี้ยังได้รับความนิยมบนแอปพลิเคชัน RedNote โดยมียอดวิวเนื้อหาเกี่ยวกับชาไทยมากกว่า 260 ล้านครั้ง และมียอดคลิปวิดีโอสั้นผ่านแอปพลิเคชัน TikTok สูงถึง 750 ล้านครั้ง ด้วยเป็นเครื่องดื่มที่ถูกปากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากรสชาติที่หอมหวาน และสามารถทำเมนูได้หลากหลาย เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ที่ชาไทยกลับมาเป็นกระแสในจีนอีกครั้ง พบว่า ชาไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรสชาติหอมหวาน เข้มข้น สีสันสวยสะดุดตา ทำให้กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในหมู่ผู้บริโภคจีน ที่สำคัญ ยังสามารถปรับสูตรให้เข้ากับความนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น การผสมกับวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างกาแฟ น้ำมะพร้าว หรือน้ำผลไม้ เลยไม่แปลกที่ชาไทยจะกลายเป็นกระแสใหม่ที่ร้านเครื่องดื่มต่างๆ ให้ความสนใจ และสามารถนำไปต่อยอดสร้างเมนูใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เต้าฮวยนมสดชาไทย ชาไทยไอศกรีมโฟลท และชาไทยชีสห
“ชาไทย” ที่หลายคนรู้จัก มักจะเป็นสีส้มที่ดูเข้มข้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า ชาไทยนั้นไม่ได้มีสีส้ม แต่สีที่เห็นนั้นเกิดจากการที่ใส่สีสังเคราะห์ ที่ชื่อว่า Sunset yellow FCF เพื่อให้เกิดสีส้มที่ดูน่าทาน และกลายเป็นภาพจำ เป็นเอกลักษณ์ของเมนูชาไทยไปแล้วว่าชาไทยต้องมีสีส้ม อีกทั้งยังเป็นเมนูฮิตนิยมนำมาขายตั้งแต่ร้านเล็กไปจนถึงแบรนด์ใหญ่ ปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้เทรนด์ “ชาไทยไม่ใส่สี” กำลังจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค แบรนด์ใหญ่ๆ หลายแบรนด์ เริ่มมีการออกเมนูชาไทยไม่ใส่สี ชูจุดขายคือ ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น แต่ยังคงรสชาติที่เข้มข้นแบบดั้งเดิมโดยไม่ต้องพึ่งสีสังเคราะห์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ก็ได้มีการทำเครื่องดื่มเมนูพิเศษร่วมกับ Erewhon ชื่อว่า Thai up the world เป็นชาไทยในรูปแบบพรีเมียม ไม่แต่งสี ราคา 11$ หรือประมาณ 380 บาท ส่วนผสมทุกอย่างเป็นออร์แกนิก ประกอบไปด้วย ชาดำออริจินอลแบบไม่หวาน ผสมกับครีมออร์แกนิกจากฟาร์มโคนมในแคลิฟอร์เนีย เพิ่มความหวานด้วยเมเปิ้ลไซรัปและผงวานิลลา เป็นชาไทยสูตรเฉพาะ ที่คงรสชาติของความดั้งเดิมไว้ ซึ
“ชาตรามือ” แบรนด์ชาไทยอันดับ 1 ในใจคนไทย ฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งการเดินทางจากร้านชายุคบุกเบิก สู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจชาครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อร่วมส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจชาไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ประกาศวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ เดินหน้าสู่ Global Brand ขึ้นแท่นแบรนด์ดังระดับโลก ตั้งเป้าโต 20 % ขยายสาขา 250 สาขาในประเทศ และ 130 สาขาในต่างประเทศภายในปีนี้ พร้อมจัดกิจกรรมอีเวนต์ใหญ่ฉลอง 80 ปี ชาตรามือ โดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์หลากหลายแบรนด์เตรียมเสิร์ฟเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่สร้างสรรค์จากวัตถุดิบของชาตรามือ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษภายในงานมากมาย รวมถึงการแข่งขันทำขนมหวาน เครื่องดื่ม โดยใช้วัตถุดิบชาตรามือ และโปรโมชันร่วมเซอร์ไพรส์อีกมากมายตลอดปีนี้ 80 ปี แบรนด์ชาคู่สังคมไทย คุณศรีศุภร จาตุรงควนิชย์ กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ กล่าวว่า 80 ปี ของชาตรามือ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2488 ถึงปัจจุบัน) ที่เติบโตเคียงคู่สังคมไทย ได้มีส่วนร่วมนำความเปลี่ยนแปลงให้กับพฤติกรรมการดื่มชาของคนไทย เพราะเป็นแบรนด์แรกๆ ที่พัฒนาสูตรเครื่องดื่ม “ชาไทย” ชาใส่นมและเสิร์ฟพร้อมน้ำแข็ง เพื่อให้เหมาะ
ถ้าพูดถึงแบรนด์ ‘ชาไทย’ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการดื่มชาไทย หนึ่งในนั้น ต้องมีชื่อ Karun Thai Tea ติดอยู่ในลิสต์ร้านโปรด ซึ่งเจ้าของแบรนด์นี้ คือ คุณรัส-ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ เธอเริ่มต้นสร้างแบรนด์นี้มาจากความชอบดื่มชาไทยของคุณแม่ ก่อนนำมาต่อยอด ปรับสูตรโดยใช้ชาหลากหลายชนิด จนได้ชาไทยสูตรลับของร้าน ที่ทำตามได้ยาก หลังจากปั้นแบรนด์ Karun Thai Tea จนติดตลาด เราจึงได้เห็นการแตกแบรนด์น้องใหม่ในเครือ Karun ไม่ว่าจะเป็น เจริญสังขยา Summer Bowl และ Avery Wong ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนมีเอกลักษณ์และโปรดักต์ที่ชัดเจน อย่าง Avery Wong ที่กำลังเป็นที่พูดถึงบนโลกโซเชียล คือแบรนด์ที่เน้นขาย ‘ชานม’ เป็นหลัก โดยเปิดสาขาแรกบริเวณชั้น G ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ใจกลางเมือง ความโดดเด่นของแบรนด์นี้ เริ่มตั้งแต่ ‘แพ็กเกจจิ้ง’ ที่ออกแบบมาในโทนสีเขียว และสีครีม สกรีนชื่อร้าน ให้ความเรียบหรูและพรีเมียม สามารถยกดื่มหรือใส่หลอดได้เช่นกัน พร้อมกับถาดรองแก้ว ที่ออกแบบมาในลวดลายตารางหมากรุก สำหรับราคา เมนู Signature Milk Tea เริ่มต้น 110 บาท และมีรสชาติพิเศษ ทั้ง Barley,
เทรนด์ ‘ชาไทย Specialty’ มาแรง LINE MAN เผย ปี 2024 คนไทยสั่งชาไทยไปแล้ว 4 แสนแก้ว แนวโน้มการเติบโตของชาไทย Specialty มีจุดเริ่มต้นในปี 2022 ที่อุตสาหกรรมชาขยายตัวในเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านคุณภาพของใบชา ความหลากหลายของแหล่งปลูก และกำลังการผลิต ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นตลาดค้าชาใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ชาไทย เป็นที่ต้องการสูงจากทั้งในไทยและทั่วโลก พันธุ์ชาที่นิยมปลูกในไทยได้แก่ ชาจีน (Chinese Tea) และชาอัสสัม (Assam Tea) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของชาไทยสีส้มที่พวกเราคุ้นเคย แล้วถูกพัฒนามาเป็นเมนู “ชาไทย Specialty” ที่สามารถเลือกรสชาติและกลิ่นหอมได้ เหมือนกับเมนูกาแฟ Specialty คุณแพร-มิญชยา บูรณะเศรษฐกุล เจ้าของร้าน KHIRI Thai Tea หนึ่งในร้านชาไทย Specialty ที่มียอดออร์เดอร์สูงสุดบน LINE MAN เล่าว่า ชาไทยอยู่คู่คนไทยมานาน แต่ด้วยเทรนด์ผู้บริโภคชาวไทยในช่วงหลังที่หันมาบริโภคเครื่องดื่ม Specialty จากตลาดกาแฟ Specialty ทำให้เกิดตลาดชาไทย Specialty ขึ้นตามมา รูปแบบของชาไทย Specialty เชื่อมโยงทุกกระบวนการพัฒนาชาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ใช้ใบชาจากเกษตรกรไทย พัฒนาโดยคนไทย และถ่ายทอดเป็น
ลิซ่า x Erewhon จัดเต็ม เมนูชาไทย “Thai up the World by Lisa” ตอกย้ำ Soft Power อาหารไทย เฉิดฉายสู่ชาวโลก ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นการสร้างเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนๆ เลยทีเดียว เมื่อ Erewhon ได้ดึงตัว ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล มาร่วมสร้างสรรค์และเปิดเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้ดังไกลระดับโลก Erewhon เป็นเครือซูเปอร์มาร์เก็ตลักชูรีระดับโลก ที่ก่อนหน้านี้มีกระแส Erewhon Smoothie เมนูน้ำปั่นที่เหล่าเซเลบริตี้ให้ความสนใจ โดยครั้งนี้ก็กลับมาสร้างกระแสฮือฮาอีกครั้ง เมื่อดึงศิลปินสาวชื่อดังอย่าง ลิซ่า มาร่วมสร้างสรรค์เมนู “ชาไทย” ที่เป็นสูตรพิเศษ ดูโพสต์นี้บน Instagram โพสต์ที่แชร์โดย EREWHON (@erewhon) อันประกอบไปด้วยชาดำออริจินอลแบบไม่หวาน ผสมผสานกับครีมออร์แกนิกจากฟาร์มโคนมในแคลิฟอร์เนีย เพิ่มความหวานด้วยเมเปิ้ลไซรัปและผงวานิลลา ด้วยส่วนผสมที่เข้ากันอย่างลงตัวนี้ จึงทำให้เป็นชาไทยสูตรเฉพาะ แต่ยังคงรสชาติของความเป็นดั้งเดิมไว้ และที่สำคัญ ส่วนผสมทุกอย่างล้วนเป็นออร์แกนิกเหมาะกับคนที่รักสุขภาพด้วย โดยมีชื่อเมนูว่า Thai up the World by Lisa มาในราคา 11$ หรือประมาณ 380 บาท นอกจากเรื
รวม 10 เมนูมาแรงแห่งปี 2024 ฮิตติดเทรนด์ สร้างกระแสสุดปัง ก่อนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอพาไปดู “10 เมนูมาแรงแห่งปี 2024” ซึ่งมีทั้งคาว-หวาน บอกเลยว่าแต่ละเมนูล้วนได้รับความนิยม และสร้างสถิติ ติดอันดับกันเพียบ แต่จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย เริ่มต้นกันที่เมนูคาว ไข่พะโล้ ไข่พะโล้ เมนูที่หลายครอบครัวทำกิน แต่ในปี 2024 ขอยกให้เป็นเมนูมาแรง เพราะถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง จากเมนู “ไข่พะโล้” ของ “เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร” ผู้จัดการคนดัง ซึ่งหลายคนให้ความสนใจในความน่ากินของหมูสามชั้นชิ้นหนา และไข่ฟองโต 10 ฟอง และการตั้งราคาขาย 499 บาท ซึ่งถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในหลายความคิดเห็น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขายดิบขายดี แม้ต้องแย่งกันจองคิว แต่หลายคนก็ยอมรอ เพราะอยากลิ้มรสไข่พะโล้ เอ ศุภชัย ดูสักครั้ง ส่วนใครที่ไม่สู้ราคาก็หันมาเข้าครัวทำทานเอง รวมถึงเชฟและพ่อครัวแม่ครัวต่างก็ออกมาแจกสูตรกันเต็มโซเชียล อีกทั้ง LINE MAN ได้เปิดสถิติ ยอดออร์เดอร์ไข่พะโล้ ขายไปแล้วทั่วประเทศกว่า 260,000 ฟอง ตลอด 1 เดือนที่เป็นกระแส (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน) จึงเรียกได้ว่า ไข่พะโล้ เป็นเมนูมาแรงของปีนี้ ข
“ทำไมลูกค้าต้องยอมจ่ายแพง?” ถอดกลยุทธ์ ‘การัน’ ชาไทย ทำอย่างไร ลูกค้ายอมต่อคิว คุณรัส-ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ เจ้าของร้าน Karun Thai Tea กล่าวบนเวที Restech Talk เจาะลึก จับเทรนด์ร้านอาหารปี 2024 ในหัวข้อ ถอดสูตรร้านดัง ทำยังไงให้ลูกค้ายอมต่อคิวรอ? ว่าการสร้างแบรนด์ที่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน รวมไปถึงการบริหารจัดการในส่วนต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจ และเปิดใจยอมรับในสินค้าของเรา สำหรับแบรนด์ Karun Thai Tea เกิดขึ้นมาได้ 4 ปี ต้องบอกว่าเริ่มต้นเลยคือมาจากคุณแม่ ที่ชอบกินชาไทยเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยความชอบเลยหาวิธีการทำชาหลากหลายสูตร โดยใช้ชาหลากหลายชนิดมาผสมกัน ถ้าจะทำตามก็คงจะยากมาก เพราะเป็นสูตรลับของทางร้าน คุณรัส เล่าต่ออีกว่า ที่บ้านทำธุรกิจอยู่แล้ว เลยมีคนเข้าออกเยอะ จึงได้ทำชาไทยมาเป็น Welcome Drink ทำมาเรื่อยๆ จนมีธนาคารแห่งหนึ่งเข้ามาเจอ เลยติดต่อนำไปจัดงาน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะคิดทำอย่างจริงจัง ต้องบอกว่า คุณรัสไม่ได้จบเกี่ยวกับการทำธุรกิจแต่อย่างใด เธอเรียนเกี่ยวกับไฟแนนซ์มา แต่ทุกสิ่งที่เธอมีและพร้อมสำหรับการทำธุรกิจ มาจากการอ่านหนั
ปังไม่หยุด! “ชาไทย” คว้าอันดับ 3 จาก 100 เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่อร่อยที่สุดในเอเชีย เรียกได้ว่าฮอตฮิตสุดๆ กับเมนู “ชาไทย” ที่มีเอกลักษณ์คือความหอมของตัวชา ความเข้มข้น รสชาติหวานมันกลมกล่อม และไม่เพียงแต่รสชาติที่อร่อยแล้ว จุดเด่นอีกอย่างคือ สีส้มสดใสที่ทำให้หลายคนอดใจไม่ไหวที่จะต้องสั่งมาลิ้มลอง โดยผลสำรวจจาก เว็บไซต์อาหารยอดนิยม TasteAtlas เจ้าเก่าเจ้าเดิม ที่เคยจัดอันดับให้แกงไตปลา จากประเทศไทย คว้าที่ 1 จากการจัดอันดับ 100 อาหารยอดแย่ทั่วโลก โดยครั้งนี้จัดอันดับให้เครื่องดื่ม “ชาไทยหรือชาเย็น” เป็นเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่อร่อยเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย โดย 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. Mango Lassi (มะม่วงลาสซี่) จากอินเดีย 2. Hōjicha (โฮจิฉะ) จากญี่ปุ่น 3. Thai Iced Tea (ชาไทยเย็น) จากไทย 4. Indian filter Coffee (กาแฟกรองอินเดีย) จากอินเดีย 5. Masala Chai (มาซาล่าจาย) จากอินเดีย 6. Salep (ซาเลบ) จากตุรกี 7. Pu Erh (ชาผู่เอ๋อร์) จากมณฑลยูนนาน, จีน 8. Hong Kong-style Milk Tea (ชานมสไตล์ฮ่องกง) จากฮ่องกง, จีน 9. Ceylon Black Tea (ชาซีลอน) จากศรีลังกา 10. Sweet Lassi (สวีทลาสซี่
