หากย้อนไปไม่กี่ปีก่อน ภาพจำของคนจีนทั้งกลุ่มวัยรุ่น Gen Z และ Millennials คือการประโคมใส่สินค้าแบรนด์เนมที่มีโลโก้เด่นชัดแบบตะโกน เพื่อแสดงถึงความมั่งคั่ง แต่มาวันนี้ พฤติกรรมเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและอัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ที่พุ่งสูง วัยรุ่นจีนตระหนักดีว่าความมั่นคงในชีวิตเริ่มหายาก พวกเขาจึงหันมาใช้จ่ายกับ “Emotional Value” หรือคุณค่าทางอารมณ์ เพื่อเป็นเกราะกำบังความเครียด จนเกิดเป็นกระแสที่เรียกว่า “Xuanxue Economy” (เศรษฐกิจซวนเสวี่ย) หรือเศรษฐกิจสายมูเตลูหรือความเชื่อนั่นเอง
แม้ว่าภาพรวมของตลาดสินค้าหรูในจีนจะหดตัวลง แต่สินค้าแบรนด์เนมที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับ “ความเชื่อและโชคลาภ” กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Xiaohongshu แฮชแท็ก #xuanxue มียอดเข้าชมมากกว่า 5 พันล้านครั้ง
โดยชาวเน็ตจีนได้ร่วมกันสร้างคู่มือ “เครื่องประดับสายมู” ขึ้นมาอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น
- กำไลตะปูสุดหรูของ Cartier ที่เชื่อกันว่าช่วยกันสิ่งชั่วร้ายและคนคิดไม่ดี
- กำไลตัว T ของ Tiffany & Co. ที่เล่าลือกันว่าช่วยปัดเป่าเจ้านายแย่ๆ และเปิดโอกาสการทำงานใหม่ๆ
- สร้อยคอรูปน้ำเต้าของ Qeelin ช่วยเรื่องโชคลาภของครอบครัว
- สร้อยคอใบโคลเวอร์ของ Van Cleef & Arpels ก็ถูกตีความหินแต่ละสีไปตามเรื่องการงาน ความรัก หรือการเงิน
ไม่เพียงแต่แบรนด์หรูเท่านั้น เพราะตลาดเครื่องประดับราคาย่อมเยา อย่าง กำไลหินคริสตัลเสริมพลังงาน ก็มียอดขายออนไลน์พุ่งสูงขึ้นถึง 320% ในปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกับเสื้อผ้า Zen Style ที่กำลังกลายเป็นแฟชั่นยอดนิยมของคนรุ่นใหม่
ความต้องการที่พุ่งสูงนี้ทำให้แบรนด์สินค้ากระแสหลักจับมือกับวัดวาอารามชื่อดังเพื่อออกผลิตภัณฑ์พิเศษ ซึ่งต่างจากในซีกโลกตะวันตกที่การเอาศาสนามาทำพาณิชย์อาจโดนวิจารณ์ แต่ในจีนกลับได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม เช่น
แบรนด์ชาจีน Molly Tea ที่ร่วมมือกับวัดเก่าแก่ 1,700 ปี ในหางโจวทำปลอกแก้วน้ำและเครื่องหอม หรือแม้แต่ Burger King ที่จับมือกับศาลเจ้าลัทธิเต๋า แจกฟิกเกอร์ “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” พร้อมชุดอาหาร
แม้กระทั่งสื่อของรัฐบาลจีนจะออกมาเตือนบ่อยครั้งว่าการพึ่งสายมูเพื่อคลายเครียดนั้นทำได้ แต่อย่าหลงงมงายจนโดนหลอก แต่ดูเหมือนว่าจะหยุดยั้งกระแสนี้ได้ยาก
นอกจากสิ่งของแล้ว “เศรษฐกิจวัดวาอาราม” ในจีนยังมีมูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านหยวน (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) ต่อปี คนรุ่นใหม่หลั่งไหลไปเที่ยววัดไม่ใช่เพราะเคร่งศาสนา แต่พวกเขาไปเพื่อพักหายใจจากความกดดันในชีวิตจริง
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสนี้ยังลามไปถึงโลกออนไลน์ โดยจากผลสำรวจพบว่าแอปพลิเคชันดูดวงและดาราศาสตร์ต่างมียอดดาวน์โหลดพุ่งสูง และในช่วงที่มีการไลฟ์สดจากวัด วัยรุ่นบางส่วนยังยอมจ่ายเงินจำนวนเล็กน้อยผ่านสมาร์ตโฟนเพื่อเวียนเทียนหรือสวดมนต์ออนไลน์ เรียกเทรนด์นี้ว่า Digital Prayers
สำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เทรนด์ได้เปลี่ยนจากการซื้อของนอกกายไปสู่ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ เช่น บริการสปาเสียงบำบัด (Sound Bath) ไปจนถึงคอร์สปฏิบัติธรรม 5 วันที่บาหลี ในราคาหลักแสนบาท เพื่อค้นหาคุณค่าของตัวเองและบำบัดภาวะหมดไฟ
ในยุคที่สูตรสำเร็จเดิมๆ อย่าง “เรียนให้หนัก จบมหาวิทยาลัยดีๆ แล้วจะได้งานเงินเดือนสูง” อาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปในจีน เพราะยุคนี้มีเทคโนโลยี AI เข้ามาสร้างความไม่แน่นอนในอนาคต
การใช้จ่ายไปกับเรื่องจิตวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัยรุ่นจีนในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความงมงายไร้เหตุผล แต่เป็น “การซื้อความสบายใจ” เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองยังสามารถควบคุมชีวิตและอารมณ์ของตัวเองได้ ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง
ที่มา : CNN
