Featured PR News

มอง ‘เศษผ้า’ ให้เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่ขยะ! เบื้องหลังแบรนด์ Eco Supreme เสื้อผ้าพรีเมียมจากวัสดุเหลือใช้ 

จากเศษผ้าหลายรถบรรทุกที่หลายคนมองเป็น “Waste” ที่เป็นภาระ

แต่ความจริงแล้วอาจมี “โอกาส” ซ่อนอยู่!

เมื่อธุรกิจการ์เมนต์ไทยที่ดำเนินกิจการมาเกือบครึ่งศตวรรษ นำเศษผ้า หรือแม้แต่ ขวดพลาสติกรีไซเคิล แหวนเก่า ใบอ้อย ผักตบชวา กากกาแฟ และแกลบข้าว มาเพิ่มมูลค่า ภายใต้แบรนด์รักษ์โลก “Eco Supreme” ภายใต้ “แกรนดี้ อินเตอร์เทรด” ที่คู่ค้าใหญ่ยังต้องต่อคิวซื้อ

เปลี่ยน “ขยะ” เป็นสินค้าพรีเมียม

คุณวีรวุฒิ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด เล่าว่า ในแต่ละปีโรงงานต้องเผชิญกับเศษผ้าจำนวนมากที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเศษผ้าเหล่านี้จะถูกขายออกในราคาต่ำมาก หรือบางส่วนก็กลายเป็นของเสีย ทั้งที่จริงๆ แล้วยังคงมีคุณค่าอยู่ 

ทำให้เกิดคำถามขึ้นในวันนั้นว่าหากสามารถนำเศษผ้าเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง จะสามารถสร้างมูลค่าใหม่ให้ธุรกิจได้หรือไม่

“หลายคนมอง Waste เป็นภาระ แต่เราเห็นเป็นโอกาส บริษัทฯ เริ่มศึกษาการพัฒนาเส้นใยและผืนผ้าจากวัสดุรีไซเคิล ก่อนต่อยอดทำแบรนด์ Eco Supreme ผลิตสินค้าด้วยแนวคิดความยั่งยืน 

นอกจากเศษผ้าแล้ว เรายังนำวัสดุเหลือใช้อีกหลายประเภทมาเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะเป็น ขวดพลาสติกรีไซเคิล แหวนเก่า ใบอ้อย ผักตบชวา กากกาแฟ และแกลบข้าว 

เราไม่ได้มองวัสดุเหล่านี้เป็นขยะ แต่เป็นวัตถุดิบอีกประเภทหนึ่งที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เช่น กระดุมเสื้อ ซึ่งเดิมผลิตจากเรซินหรือพลาสติก เราได้พัฒนานำกากกาแฟและแกลบข้าวมาผสมในเนื้อกระดุม เพื่อลดทั้งการใช้สีสังเคราะห์และปริมาณพลาสติก 

แล้วต่อยอดไปถึงกระดุมที่ผสมเศษซองขนมกรุบกรอบ ซึ่งให้พื้นผิวมันวาวคล้ายกระดุมมุกธรรมชาติ ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงามและการลดขยะพลาสติกไปพร้อมกัน” คุณวีรวุฒิเล่าเสริม

เศษผ้า
เศษผ้า

สร้างมาตรฐานความปลอดภัย

ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลายรายการของบริษัทฯ ได้รับการรับรอง Carbon Footprint Product และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลมีคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานทัดเทียมสินค้าทั่วไป

บริษัทฯ ได้เข้ารับการรับรองมาตรฐาน Thailand Textiles Tag ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ช่วยยืนยันคุณภาพของผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย ทั้งด้านความปลอดภัยในการสวมใส่ ความคงทนของผลิตภัณฑ์ และการเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย

ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก “ดีพร้อม” (DIPROM) ทั้งด้านองค์ความรู้ การยกระดับมาตรฐาน และการพัฒนาธุรกิจ ทำให้บริษัทฯ สามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น และมองเห็นทิศทางใหม่ของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสินค้าไทยที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน 

และในปีนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม Thailand Recycled Textile Tag ภายใต้โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ 

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้ารีไซเคิลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าองค์กร ทั้งด้านความทนทาน การระบายอากาศ ความสบายในการสวมใส่ การดูแลรักษาง่าย และช่วยลดความจำเป็นในการรีดก่อนสวมใส่ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทออย่างต่อเนื่อง

ขวดพลาสติก
ขวดพลาสติก

ไม่ใช่แค่ขายเสื้อ แต่ขาย “คุณค่า” 

คุณวีรวุฒิแชร์มุมมองว่า ในอดีตลูกค้ามักถามเรื่องราคาเป็นหลัก แต่วันนี้ลูกค้าถามว่า สินค้าช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ใช้วัสดุรีไซเคิลกี่เปอร์เซ็นต์ และช่วยให้องค์กรของเขาบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้หรือไม่ 

นั่นทำให้บริษัทฯ ค้นพบว่า สิ่งที่กำลังขายอยู่ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้า แต่คือ “การขายคุณค่าผ่านเสื้อ”

“ปัจจุบันลูกค้าองค์กรที่มีนโยบายลดคาร์บอนสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เป็นเครื่องมือแสดงผลลัพธ์การลดคาร์บอนของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายสินค้าทั่วไป มาเป็นพันธมิตรที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กรลูกค้าโดยตรง

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์ปลายทาง แต่ลงลึกถึงกระบวนการทำงานภายในองค์กรทั้งระบบ ทั้งการคัดแยกขยะ การจัดสรรพื้นที่ทำงานใหม่เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า 

รวมถึงการปรับวิธีทำงานของทีมงานที่ต้องเริ่มทำงานร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อวัตถุดิบสำเร็จรูปมาผลิตเท่านั้น ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ Green Industry Level 2”

แบรนด์รักษ์โลก “Eco Supreme”
แบรนด์รักษ์โลก “Eco Supreme”

ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ประมาณ 1,059,620 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂ eq) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 118,000 ต้น เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ลอนดอนไป-กลับประมาณ 150 เที่ยวบิน 

พร้อใตั้งเป้าลดผลกระทบเพิ่มอีกประมาณ 700,000 kgCO₂ eq ในปี 2569 สะท้อนสัดส่วนการผลิตเสื้อผ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี

“การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมในวันนี้ คือ “ทางรอด” และ “ทางเติบโต” ของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป เพราะทุกธุรกิจล้วนต้องลงทุนอยู่แล้วในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะลงทุนอย่างชาญฉลาดและสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกหรือไม่ 

ปัจจุบันกระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขาย (Vendor) ให้กับบริษัทคู่ค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง เริ่มกำหนดให้แนบเอกสารด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขตั้งแต่ขั้นตอนขึ้นทะเบียน ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดเพิ่มเติมหลังเริ่มทำธุรกิจร่วมกันเหมือนในอดีต 

หากผู้ประกอบการรายใดไม่มีมาตรฐานรองรับ อาจถูกตัดคะแนนหรือสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราไม่ปรับตัวด้านนี้ ธุรกิจก็จะโดนตัดออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันระหว่างคู่แข่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันปรับตัว” คุณวีรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม “Eco Supreme” ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างชัดเจน ซึ่งแนวคิดนี้กำลังได้รับความสนใจจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ใช้ขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยเพื่อเปลี่ยนผ่าน สู่ Green Industry หรืออุตสาหกรรมสีเขียวที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในอดีตความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอาจวัดจากกำลังการผลิต คุณภาพสินค้า และต้นทุนเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้ซื้อ นักลงทุน และประเทศคู่ค้าต่างให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น 

“โลกกำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือทางการค้า ไม่ว่าจะเป็น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป การกำหนดเป้าหมาย Net Zero หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลกกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันด้วยปัจจัยเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม”

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ “ดีพร้อม” เร่งผลักดันผู้ประกอบการให้ก้าวสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม 

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ดีพร้อมสามารถยกระดับผู้ประกอบการได้มากกว่า 3,215 กิจการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,385 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง BCG ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง

Related Posts

มอง ‘เศษผ้า’ ให้เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่ขยะ! เบื้องหลังแบรนด์ Eco Supreme เสื้อผ้าพรีเมียมจากวัสดุเหลือใช้