เป็นอีกคลิปหนึ่งที่เข้ากับสถานการณ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย หลังการจับกุมประธานอิตาเลียนไทย นายเปรมชัย กรรณสูต และพวก ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ลักลอบเข้าตั้งแคมป์ ล่าสัตว์ พร้อมเจอหลักฐานเป็นซากสัตวป่าหลายรายการ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเพจ BBC One เผยคลิปสารคดีชีวิตสัตว์ป่า ในชุด “Animals with Cameras” โดยช่างภาพ กอร์ดอน บุคคานัน ที่ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ ติดตั้งกล้องวิดีโอบนหัวของสัตว์ป่า เพื่อตามดูชีวิตสัตว์ป่าในมุมมองของสัตว์นั้นๆ อย่างใกล้ชิด โดยชาวเน็ตไทยจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่า หรือการติดตั้งกล้องบนหัวสัตว์อาจจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่อาจนำมาใช้อนุรักษ์สัตว์ป่าคุ้มครองในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไปมากกว่า 3,000 ครั้ง เลยทีเดียว
Latest Posts
จาก “ชาเย็น” สู่ “ชาเขียว” สร้างปรากฏการณ์ชาเย็นที่จริงใจเสร็จ แบรนด์ก็หันมาปั้นชาเขียวต่อ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” คือแบรนด์ชาไทยที่เคยสร้างปรากฏการณ์ฮิตบนหน้าฟีดโซเชียลมาแล้ว โดยช่วงนั้นชาไทยเป็นเครื่องดื่มที่กำลังอยู่ในกระแส คนกำลังนิยมอย่างมาก หันไปทางไหนก็เจอเมนูชาไทย ทั้งเค้กชาไทย ไอศกรีมชาไทย ชานมไข่มุกชาไทย และหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้คนรักชาไทยต้องพูดถึงบ่อย ๆ คือ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ด้วยการทำชาเย็นที่เข้มข้นถึงรสชาเย็นแท้ ทำให้คนรักเมนูนี้ต่างก็ยกให้แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” (everyday.thai.tea) เป็นแบรนด์หนึ่งในดวงใจ เมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้เป็นที่รู้จักกันดี ทั้ง ‘สลัชชี่ชาไทย’ และ ‘ชาเย็นรสเข้มข้น’ ดำเนินการโดย บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งไปเมื่อ 13 ก.ค. 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ในปี 2566 รายได้รวม 14 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.5 ล้านบาท แต่นอกจากฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ปีที่ผ่านมายังได้แตกแบรนด์โกโก้-กาแฟ แบรนด์ “เข้ม” เสริมแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอ กระทั่งเมื่อ April Fool’s Day แบรนด์ได้ร่วมล้อไปกับกระแสแกล้งผู้บริโภคว่าจะเปิดแบรนด์น้องใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า “ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงรุนแรง แต่เมื่อเกิดเหตุ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เพียงอาคาร บ้านเรือน หรือระบบสาธารณูปโภค หากแต่รวมถึงระบบบริการสุขภาพที่อาจเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาวิกฤต ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการเตรียมเพียงอาหาร น้ำดื่ม หรือไฟฉาย แต่ต้องรวมถึง “การเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ” เพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง “เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงพยาบาลอาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถนนอาจถูกตัดขาด ร้านขายยาอาจปิดชั่วคราว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับเราเสมอ คือความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว” ดร.สุภาภรณ์ กล่าว ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีสมุนไพรเป็น “เสบียงสุขภาพ” กระจายอยู่ในทุกชุมชน หลายชนิดปลูกอยู่ในรั้วบ้าน อยู่ในสวนครัว หรือหาได้จากตลาดใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ขิง สำหรับบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วย
วุ้น ขนมหวานคลายร้อนที่หาทานได้ทั่วไป เมื่อก่อนมีอยู่ไม่กี่รสให้เลือกทาน เช่น วุ้นน้ำแดง วุ้นกะทิ และวุ้นมะพร้าวน้ำหอม แพ็กเกจของวุ้น จะเป็นถ้วยเล็กๆ ทรงเรขาคณิตบ้าง ทรงรูปสัตว์บ้าง ซึ่งเป็นแบบธรรมดาทั่วไป ปัจจุบัน ผู้ประกอบการหลายคน เกิดไอเดียนำส่วนผสมต่างๆ อาทิ ขนมไทย ผลไม้ไทย มาเป็นส่วนผสม เกิดเป็นรสชาติใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคได้ลอง อีกทั้งมีการคิดพัฒนาแพ็กเกจให้มีความโดดเด่น เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้แก่ผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าของสินค้า ที่ตลาดนัดแถวศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หน้าร้านร้านหนึ่ง มีลังโฟมใส่กล่องลูกชิ้น แต่ที่แปลกคือ ทำไมถึงแช่ไว้บนน้ำแข็ง จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ กลับไม่ใช่ลูกชิ้นอย่างที่คิด เป็นวุ้นเสียบไม้แทนเสียนี่ “วุ้น*ชิ้น*สด” คือชื่อของวุ้นหน้าตาแปลกใหม่นี้ มีสองสามีภรรยาเป็นเจ้าของแบรนด์ คือ คุณนุ่น-วิภาดา มินาลัย อายุ 43 ปี และ คุณก๊อก-เจษฎา โยธาปาน อายุ 44 ปี คุณนุ่นเล่าให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังว่า เธอจบนิเทศศาสตร์ ส่วนสามีจบบริหารธุรกิจ เมื่อก่อนทำงานประจำ แต่ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ทั้งคู่ โดยคุณก๊อก สามีของคุณนุ่นเป็นคนชอบทำอาหาร ทำขนมจุกจิก จึงคิดอยากจะทำวุ้นข
“เช้าสวมบูทลุยฟาร์ม เย็นสวมไข่มุกรับลูกค้า” เรื่องราวของ New Chepter อย่างเพนนี โบเวอร์ส-เชบัล (Penny Bowers-Schebal) หญิงแกร่งวัย 55 ปี ผู้เปลี่ยนบทบาทจากเกษตรกรเลี้ยงแพะในเมืองลับตาคน ให้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจชุดเจ้าสาวที่สร้างรายได้หลักสิบล้านบาทต่อปี Business Model ที่เฉียบคม เปลี่ยน “ความไร้ค่า” ให้เป็น “มูลค่ามหาศาล” ท่ามกลางทุ่งหญ้าในออสตินเบิร์ก รัฐโอไฮโอ เพนนีเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดูแลแพะและนกยูง ก่อนจะขับรถเพียง 7 นาทีเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อสวมบทซีอีโอแห่ง Formality Bridal ร้านชุดเจ้าสาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโบสถ์เก่าสุดคลาสสิก หัวใจของธุรกิจนี้คือ Smart Strategy เพนนีมองเห็นช่องว่างในอุตสาหกรรมวิวาห์ เธอรับซื้อชุดตัวอย่างจากรีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่ทั่วอเมริกา แล้วนำมาจำหน่ายต่อในราคาที่ใครก็เอื้อมถึง ไม่เกิน 999 ดอลลาร์ (ราว 35,000 บาท) ซึ่งถูกกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัว เธอบริหารความเสี่ยงอย่างเหนือชั้นด้วยการสร้างพันธมิตรกับร้านค้าที่อยู่ไกลออกไป เพื่อไม่ให้กลายเป็นคู่แข่งกันเอง กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่วิน-วินทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ความสำเร็จที่วัดจาก “ความสุข” ไม่ใช่แค่ “ตัวเลข” แม้ตั
