ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดและมีเงินในกระเป๋าลดลง แบรนด์เครื่องสำอางระดับตำนานอย่าง Mistine (มิสทิน) ได้ปรับตัวและวางหมากรุกทางธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งการตอบโจทย์กลุ่ม Gen Z การพัฒนาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ
แม้ตลาดบิวตี้และสกินแคร์จะมีการแข่งขันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการรุกคืบอย่างหนักของแบรนด์จากประเทศจีน (C-Beauty) แต่มิสทินแบรนด์เครื่องสำอางไทยระดับตำนาน ได้เปิดเผยถึงมุมมอง ทิศทาง และกลยุทธ์การปรับตัวเพื่อครองใจผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน
ชูศักยภาพการปรุงสูตรของไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแบรนด์จีนมีความเชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดียสูงมาก ทั้งการใช้ KOL และการยิงแอดโฆษณาที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเติบโตมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ (Skincare) การจะเปลี่ยนให้ผู้บริโภคมาเปิดใจใช้แบรนด์ที่ไม่รู้จักนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเกิดจากการทดลองใช้จริง ซึ่งนี่คือจุดที่ประเทศไทยยังคงมีข้อได้เปรียบ
แม้สารสกัดสำคัญ (Ingredients) หรือเทคโนโลยีใหม่อย่าง PDRN จะเป็นเทรนด์ระดับโลกที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ แต่ความเก่งกาจของโรงงานไทยคือ ความสามารถในการสกัดและผสมผสานสารต่าง ๆ ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ Pain Point ของผิวคนไทยและคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CLMV) ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Longevity ที่ช่วยดูแลผิวให้ดูอ่อนเยาว์และมีอายุยืนยาวขึ้น
ปรับไซส์ ปรับราคา ตอบโจทย์ Gen Z
หากแบ่งผลิตภัณฑ์ของ Mistine ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก จะเห็นทิศทางการเติบโตและกลยุทธ์ที่ชัดเจน ดังนี้
- กลุ่มเมคอัพ ตลาดนี้ยังคงเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคหน้าใหม่และกลุ่ม Gen Z ทางแบรนด์เน้นย้ำเรื่องราคาที่จับต้องได้ เพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขนาดเล็ก (Small Size) นอกเหนือจากขนาดมาตรฐาน เพื่อเจาะกลุ่มตลาดแมส (Mass Market) ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นแม้ในยามที่กำลังซื้อลดลง
- กลุ่มสกินแคร์ (ครีมกันแดด, แป้ง) ตลาดนี้กำลังมาแรงมาก ผลิตภัณฑ์เด่นของ Mistine คือ ครีมกันแดด ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในระดับสากล ทั้งแบบ In Vitro และ In Vivo (การทดสอบจริงกับผิวหนังมนุษย์) มั่นใจได้ว่าให้การปกป้องที่มากกว่า SPF 50 สามารถใช้ได้ในทุกกิจกรรม ไม่ระคายเคืองตา
เดินหน้าเจาะตลาดเด็ก (Baby & Kids Market)
ขุมทรัพย์ใหม่ที่บริษัทไม่อยากมองข้าม นอกเหนือจากการรุกตลาดสกินแคร์และเมคอัพในกลุ่มผู้ใหญ่แล้ว ปัจจุบันมิสทินกำลังให้ความสำคัญกับตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก(อายุกลุ่มแรกเกิด – 3 ปี) เน้นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ เช่น ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ Head to Toe และสกินแคร์บำรุงผิว ปรับสูตรให้เหมาะกับเด็กที่เริ่มโตและมีกิจกรรมมากขึ้น โดยแยกผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) และดูแลเส้นผม (Haircare) ออกจากกันอย่างชัดเจน ทั้งในไทย จีน และเวียดนาม เนื่องจากพฤติกรรมของคุณแม่ยุคใหม่ หากทดลองใช้แบรนด์ไหนกับลูกตั้งแต่แรกเกิดแล้วดี ไม่แพ้ ก็มักจะมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) สูงมากและไม่กล้าเปลี่ยนแบรนด์ง่าย ๆ
จาก Gen Y สู่ Gen Z ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เด็กลง
จากข้อมูล Social Voice และการทำวิจัยพบว่า ภาพลักษณ์ของมิสทินในปัจจุบันเริ่มมีความเด็กลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสามารถดึงดูดกลุ่ม Gen Z ให้เข้ามามีส่วนร่วม (Engagement) กับแบรนด์มากขึ้น ผ่านการไลฟ์ สด และกิจกรรม CRM ต่าง ๆ
โปรเจกต์สำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนคือ “แป้งหลิงหลิง” (หลิงหลิง คอง) ที่ตั้งเป้าหมายสัดส่วนผู้บริโภคไว้ที่ Gen Y 50% และ Gen Z อีก 50% เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ควบคู่ไปกับการเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างคุชชัน เพื่อตอบโจทย์วัยรุ่นยุคนี้ โดยที่แบรนด์ยังคงไม่ทิ้งฐานลูกค้า Gen Y เดิม ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ฮีโร่อย่างโลชั่น ครีมกันแดด และแป้งเค้กที่มีพรีเซนเตอร์ระดับแม่เหล็กช่วยดูแลอยู่
กลยุทธ์ Omni-Channel บุกตลาดออนไลน์ 100%
ปัจจุบันโครงสร้างรายได้หลักของมิสทินยังคงมาจากช่องทางออฟไลน์ประมาณ 90% ครอบคลุมทั้ง Mistine Beauty Shop, ร้านค้าปลีกดั้งเดิม (TT), ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (MT) เช่น Eveandboy, Watsons, Boots, Beautrium รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ส่วนช่องทางออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 10%
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มิสทินได้ทดลองกลยุทธ์ใหม่ด้วยการส่งแป้งหลิงหลิงบุกตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ 100% โดยไม่มีการวางขายที่อื่นเลย ก่อนที่จะเริ่มกระจายสินค้าเข้าสู่ออฟไลน์ทุกช่องทางในเดือนถัดไป
นอกจากนี้ มิสทินยังปรับกลยุทธ์ออฟไลน์ด้วยการเน้นทำ Pop-up Store ตามชุมชนและห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ แบบหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ แทนการเปิดหน้าร้านถาวร (Stand-alone) เพื่อให้ยืดหยุ่นและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำตามกระแสผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
พลิกโฉม “สาวมิสทิน” สู่การเป็น Creators & Affiliates
สำหรับช่องทางขายผ่านแคตตาล็อกที่เป็นตำนานอย่าง “สาวมิสทิน” ปัจจุบันยังมีฐานผู้ใช้งานที่เหนียวแน่นอยู่ในหลักแสนราย (ส่วนใหญ่ประมาณ 70% อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด) ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ได้มองมิสทินเป็นแค่ที่ซื้อของ แต่เป็นพื้นที่ในการพูดคุย ปรึกษา และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน
เพื่อต่อยอดและปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล มิสทินมีแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transform) สาวมิสทินเหล่านี้ โดยการจัดตั้งหน่วยงาน MCN (Multi-Channel Network) เพื่อพัฒนาและผลักดันให้สาวมิสทินผันตัวมาเป็น Creators และ Affiliate ช่วยขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และไลฟ์คอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่จะช่วยสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนในอนาคต
