“ผมแค่อยากพาครอบครัวไปทานอาหารแล้วไม่ต้องดูราคา ผมแค่อยากใช้ชีวิตสบายๆ แต่คำว่าสบายมันต้องใช้เงิน” ประโยคที่ฟังดูจริงใจ ไม่ปรุงแต่งนี้ คือคำพูดแรกของ คุณจี-จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” เมื่อถูกขอให้เล่าถึงเส้นทางธุรกิจจากศูนย์ ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรร้านอาหาร 400 ล้านบาทในปีนี้ จากอดีตพนักงาน HR Business Development ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CP ประจำภาคเหนือ เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความฝันว่าอยากจะรวย อยากสบาย กลายเป็นสิ่งผลักดันให้เขากล้าลอง กล้าเริ่ม กล้าล้ม คุณจีเริ่มเล่าว่า ตนเองเป็นนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นนักจิตวิทยาสายคลินิก กับคนที่มาสายองค์กรเพื่อพัฒนาสายธุรกิจ ตอนที่เป็นพนักงานประจำก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานยังไม่มีรถยนต์ขับ ที่บ้านไม่ได้มีธุรกิจ พ่อเป็นข้าราชการ แม่ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง หลังเรียนจบมาก็มาเป็นพนักงานประจำอยู่ในสาย HR ล้วน 7 ปี “ผมอยากรวยครับ อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ซึ่งคำว่าสบายๆ นี้มันต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่ามันนี่ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ไม่สบาย” เมื่อตอนสิบปีที่แล้วนั้น เงินเดือนสตาร์
กระแสอาหารไทยโบราณยังแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมนูประจำฤดูร้อนอย่าง “ข้าวแช่นารา” ของ NARA Thai Cuisine ที่สร้างยอดขายกว่า 10,000 เซ็ต ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน กลายเป็นเมนูอันดับหนึ่งของร้านในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ภายใต้แคมเปญ “สำรับไทย..ไว้ใจนารา” หรือ TASTE NARA – TASTE OF THAILAND ตอกย้ำจุดยืนการยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการนำเสนอสำรับไทยโบราณในรูปแบบร่วมสมัย เบื้องหลังความสำเร็จของ ข้าวแช่นารา โดยปีนี้นาราไทย คูซีน ยังได้นางเอกซุปตาร์อย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นตัวแทนถ่ายทอดเสน่ห์สำรับไทยประจำฤดูกาล ผ่านเมนู ‘ข้าวแช่นารา’ จนสามารถขยายฐานกลุ่มนักชิมสู่คนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ปลุกกระแสความนิยมอาหารไทยโบราณให้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง นอกจากกระแสตอบรับจากนักชิมชาวไทยแล้ว ล่าสุดยังได้รับความสนใจจากบุคคลระดับโลก เมื่อ จูเลีย มอร์ลีย์ ประธานและซีอีโอองค์กรมิสเวิลด์ พร้อมด้วย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก หรือ แม่ปุ้ย TPN ผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวด Miss World Thailand และเวทีนางงามระดับนานาชาติ ร่วมรับประทานอาหารไทย โดยมี คุณยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้บริหารนารา กรุ๊ป ให้การต้อนรับที่ร้านนาราไท
ตี๋น้อยบาร์บีคิว คือร้านปิ้งย่างภายใต้อาณาจักรสุกี้ตี๋น้อย แต่ทำไม ถึงยังเลือกเปิดร้านปิ้งย่างอีกร้าน จะไม่แย่งลูกค้ากันเองหรือ? คำถามที่หลายคนคงคิดเมื่อเห็นข่าวการเปิดร้านปิ้งย่างใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” ในเมื่อสุกี้ตี๋น้อยมี “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” อยู่แล้ว ทำไมถึงยังลงทุนเปิด “นายพรานหมูกระทะ” เพิ่มอีกแบรนด์หนึ่ง ทั้งที่ดูเผินๆ แล้วต่างก็เป็นธุรกิจปิ้งย่างบุฟเฟต์เหมือนกัน ในทางการตลาด นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของแนวคิด Brand Cannibalization หรือ “การกินส่วนแบ่งตลาดกันเอง” ซึ่งปกติแล้วเป็นสิ่งที่หลายบริษัทพยายามหลีกเลี่ยง แต่สำหรับบางองค์กร การยอมให้แบรนด์ในเครือแข่งขันกันเอง อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าปล่อยให้คู่แข่งจากภายนอกเข้ามาแย่งลูกค้าไป Brand Cannibalization คืออะไร Brand Cannibalization คือสถานการณ์ที่แบรนด์หนึ่งของบริษัทเข้าไปดึงยอดขายจากอีกแบรนด์หนึ่งของบริษัทเดียวกัน ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าที่เคยกินตี๋น้อย บาร์บีคิว เปลี่ยนมากินนายพรานหมูกระทะแทน รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง เพราะเป็นการย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา โดยปกติแล้ว นักการตลาดมักมองว่าการ Cannibalization เป็นเรื่อง
“เช้าสวมบูทลุยฟาร์ม เย็นสวมไข่มุกรับลูกค้า” เรื่องราวของ New Chepter อย่างเพนนี โบเวอร์ส-เชบัล (Penny Bowers-Schebal) หญิงแกร่งวัย 55 ปี ผู้เปลี่ยนบทบาทจากเกษตรกรเลี้ยงแพะในเมืองลับตาคน ให้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจชุดเจ้าสาวที่สร้างรายได้หลักสิบล้านบาทต่อปี Business Model ที่เฉียบคม เปลี่ยน “ความไร้ค่า” ให้เป็น “มูลค่ามหาศาล” ท่ามกลางทุ่งหญ้าในออสตินเบิร์ก รัฐโอไฮโอ เพนนีเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดูแลแพะและนกยูง ก่อนจะขับรถเพียง 7 นาทีเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อสวมบทซีอีโอแห่ง Formality Bridal ร้านชุดเจ้าสาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโบสถ์เก่าสุดคลาสสิก หัวใจของธุรกิจนี้คือ Smart Strategy เพนนีมองเห็นช่องว่างในอุตสาหกรรมวิวาห์ เธอรับซื้อชุดตัวอย่างจากรีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่ทั่วอเมริกา แล้วนำมาจำหน่ายต่อในราคาที่ใครก็เอื้อมถึง ไม่เกิน 999 ดอลลาร์ (ราว 35,000 บาท) ซึ่งถูกกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัว เธอบริหารความเสี่ยงอย่างเหนือชั้นด้วยการสร้างพันธมิตรกับร้านค้าที่อยู่ไกลออกไป เพื่อไม่ให้กลายเป็นคู่แข่งกันเอง กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่วิน-วินทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ความสำเร็จที่วัดจาก “ความสุข” ไม่ใช่แค่ “ตัวเลข” แม้ตั
จากยาดมหลอดเล็กที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 90 ปี วันนี้“ยาดมตราโป๊ยเซียน” กำลังก้าวสู่บทใหม่ของการเติบโต ด้วยการวางหมุดหมายสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า ภายใต้วิสัยทัศน์ “100 ปีแห่งความยั่งยืน” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ยาดมตรา “โป๊ยเซียน” เปิดเผยว่า การก้าวผ่านวาระครบรอบ 90 ปี และเข้าสู่ปีที่ 91 ไม่ได้เป็นเพียงอีกหนึ่งหมุดหมายของธุรกิจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมสู่ศตวรรษใหม่ของแบรนด์ โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การเติบโตของแบรนด์เกิดขึ้นได้จากความไว้วางใจของผู้บริโภค พนักงาน คู่ค้า และสังคมรอบข้าง แบรนด์เชื่อว่าความสำเร็จของธุรกิจไม่ควรวัดจากตัวเลขทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสะท้อนถึงคุณค่าที่องค์กรสามารถส่งมอบกลับคืนสู่สังคมได้ด้วย” ปัจจุบัน ยาดมตรา “โป๊ยเซียน” สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง ด้วยยอดขายที่ท
Public Garden หนึ่งใน Design Market อิสระที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในสิงคโปร์ จะกลับมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 1-2 ชั้น 5 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น. โดยมีแบรนด์จากทั้งประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วเอเชียเข้าร่วมงานกว่า 150 แบรนด์ เปิดโอกาสพิเศษให้ลูกค้าได้ค้นพบสินค้าที่ผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันจากแบรนด์และดีไซเนอร์อิสระหลากหลายแขนง ทั้งงานศิลปะจากฝีมือของศิลปิน สินค้าทำมือ สินค้าแฟชั่น งานเซรามิก เครื่องประดับ สินค้าไลฟ์สไตล์ และอีกมากมาย จาก flea market ช่วงสุดสัปดาห์ สู่ชุมชนคนทำงานสร้างสรรค์ Public Garden ก่อตั้งขึ้นในสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2554 โดยกลุ่มเพื่อนที่ชื่นชอบการช้อปปิ้งและงานดีไซน์ โดยเริ่มต้นจากการจัดงานในรูปแบบ flea market ช่วงสุดสัปดาห์ โดยนำผลิตภัณฑ์จากเพื่อนๆ นักออกแบบและร้านค้าอิสระมาจัดจำหน่าย งานครั้งแรกที่จัดขึ้นได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นทั้งจากลูกค้าและแบรนด์ที่เข้าร่วมงาน จนทำให้ผู้จัดงานตัดสินใจจัดงานขึ้นอีกหลายครั้งในแต่ละปี ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา Public Garden ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งใน Design Market ซึ่
หลายธุรกิจเริ่มต้นมาจากความชอบ เช่นเดียวกับเรื่องราวของ “Ariel Tang” เธอชื่นชอบการทำขนมมาตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มหัดทำเล่นๆ ตั้งแต่อายุ 14 ปี ความชอบนี้จริงจังมากขึ้น เมื่อเธอตัดสินใจลงเรียนหลักสูตรวิทยาศาสตร์การประกอบอาหาร พร้อมหารายได้เสริมจากการขายคัพเค้กและบราวนี่ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษจีนและคริสต์มาส และใช้เวลา 2 ปี หาประสบการณ์ในร้านเบเกอรีหลังเรียนจบ อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นคงในชีวิตทำให้ Ariel เบนเข็มไปเรียนต่อปริญญาตรีด้านการสื่อสารมวลชนแทน และทำงานในสายประชาสัมพันธ์ (PR) ที่มีความเครียมสูง ทำให้เธอหันมาทำขนม โดยหาแรงบันดาลใจและดูสูตรในอินเตอร์เน็ต ขนมที่ Ariel เลือกทำคือ บอมโบโลนี หรือโดนัทสไตล์อิตาเลียน รูปทรงกลม ผิวกรอบสีเหลืองทอง ซึ่งได้ปรับสูตรดั้งเดิมมาใช้ยีสต์ธรรมชาติ ทำให้ขนมมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเป็นเอกลักษณ์ จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และเพื่อนๆ ก็กลายเป็นแฟนคลับกลุ่มแรกที่ขอให้เธอเริ่มขายขนมนี้ โดยเปิดขายออนไลน์จากครัวในบ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน The Fat Kid Bakery ขายออนไลน์จากครัวในบ้าน แต่กระแสตอบรับดี ในตอนแรก Ariel พยายามแบ่งเวลาทำงานประจำควบคู่ไปกับกา
“ผมแค่อยากพาครอบครัวไปทานอาหารแล้วไม่ต้องดูราคา ผมแค่อยากใช้ชีวิตสบายๆ แต่คำว่าสบายมันต้องใช้เงิน” ประโยคที่ฟังดูจริงใจ ไม่ปรุงแต่งนี้ คือคำพูดแรกของ คุณจี-จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” เมื่อถูกขอให้เล่าถึงเส้นทางธุรกิจจากศูนย์ ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรร้านอาหาร 400 ล้านบาทในปีนี้ จากอดีตพนักงาน HR Business Development ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CP ประจำภาคเหนือ เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความฝันว่าอยากจะรวย อยากสบาย กลายเป็นสิ่งผลักดันให้เขากล้าลอง กล้าเริ่ม กล้าล้ม คุณจีเริ่มเล่าว่า ตนเองเป็นนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นนักจิตวิทยาสายคลินิก กับคนที่มาสายองค์กรเพื่อพัฒนาสายธุรกิจ ตอนที่เป็นพนักงานประจำก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานยังไม่มีรถยนต์ขับ ที่บ้านไม่ได้มีธุรกิจ พ่อเป็นข้าราชการ แม่ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง หลังเรียนจบมาก็มาเป็นพนักงานประจำอยู่ในสาย HR ล้วน 7 ปี “ผมอยากรวยครับ อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ซึ่งคำว่าสบายๆ นี้มันต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่ามันนี่ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ไม่สบาย” เมื่อตอนสิบปีที่แล้วนั้น เงินเดือนสตาร์
ในโลกของแฟชั่น คนจำนวนมากซื้อเสื้อผ้าเพียงเพื่อใส่ไม่กี่ครั้ง ก่อนจะปล่อยให้มันกลายเป็นขยะ โดยไม่ทันตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านั้นยังมีคุณค่าเหลืออยู่หรือไม่ และสิ่งที่หลายคนแทบไม่หยิบกลับมาใช้อีกเลยคือ “เนกไท” สำหรับบางคน เนกไทอาจเป็นเพียงเครื่องแต่งกายของวัยทำงาน เป็นของที่ถูกเก็บไว้ท้ายตู้ หรือไม่ก็ถูกปล่อยขายต่อในตลาดมือสองราคาหลักสิบ หากใครเคยไปเดินตลาดสินค้ามือสอง ภาพของเนกไทเก่าๆ ที่แม้จะเป็นยี่ห้อดัง แต่ถูกทิ้งแล้วนำมาวางขายอยู่เกลื่อนกลาด สิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่า ‘ขยะ’ ที่คนอื่นมองข้ามไปนั้น กลับมีคนคนหนึ่งเลือกมองต่างออกไป คนนั้นคือ “บูม-คมิก วาจาเจริญกิจ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ @re.b0ut หากคุณเลื่อนฟีดในโซเชียลคงคุ้นหน้ากับเขาไม่น้อย คุณบูมคือคนทำคอนเทนต์ “เนกไทติดแกลม” ชุบชีวิตเนกไทมือสองให้กลับมาดูแฟชั่น เต็มไปด้วยเรื่องราว มีเอกลักษณ์จนหลายคนต้องแย่งกันซื้อ ทันทีที่วางขายก็ Sold Out ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้เขาจะเรียนจบด้านแฟชั่นดีไซน์มาโดยตรง แต่หลังเรียนจบกลับไม่ได้ทำงานในสายอาชีพที่เรียนมา เพราะกลัวความกดดันจากวงการแฟชั่นที่แข่งขันกันสูง สุดท้ายจึงเลือกเดินออกไปลองทำหลายอย่าง
ซีพี ออลล์ จับมือ กระทรวง พม. เปิดตัว “โครงการผู้ใหญ่ใจดี ซีพี ออลล์” เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตวัยเก๋า เปิดรับสมัครผู้สูงอายุ (อายุ 60-75 ปี) จำนวน 1,000 อัตรา ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมรายได้และการมีงานทำอย่างยั่งยืน โครงการผู้ใหญ่ใจดี ใส่ใจทุกช่วงวัย ก้าวไปพร้อมๆ กัน ตำแหน่ง : พนักงานดูแลพื้นที่ขาย คุณสมบัติ ตำแหน่ง : พนักงานดูแลลานจอดรถ คุณสมบัติ รายได้ : 400 บาท/วัน สมัครได้ที่ : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf6pwN9lkGC4v1X1rzXTpf-LvvVjgfrXX5wxTnYn8xoR5kjXQ/viewform ช่องทางการติดต่อ
