Featured SMEs รอบโลก

กำไรน้อยลง แต่สุขมากขึ้น! ลาออกจากงานมาขายโดนัท เริ่มต้นจากครัวในบ้านสู่หน้าร้าน ขายไปแล้วกว่า 2 แสนชิ้น 

หลายธุรกิจเริ่มต้นมาจากความชอบ เช่นเดียวกับเรื่องราวของ “Ariel Tang” เธอชื่นชอบการทำขนมมาตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มหัดทำเล่นๆ ตั้งแต่อายุ 14 ปี 

ความชอบนี้จริงจังมากขึ้น เมื่อเธอตัดสินใจลงเรียนหลักสูตรวิทยาศาสตร์การประกอบอาหาร พร้อมหารายได้เสริมจากการขายคัพเค้กและบราวนี่ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษจีนและคริสมาสต์ และใช้เวลา 2 ปี หาประสบการณ์ในร้านเบเกอรีหลังเรียนจบ

อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นคงในชีวิตทำให้ Ariel บนเข็มไปเรียนต่อปริญญาตรีด้านการสื่อสารมวลชนแทน และทำงานในสายประชาสัมพันธ์ (PR) ที่มีความเครียมสูง ทำให้เธอหันมาทำขนม โดยหาแรงบันดาลใจและดูสูตรในอินเตอร์เน็ต

ขนมที่ Ariel เลือกทำคือ บอมโบโลนี หรือโดนัทสไตล์อิตาเลียน รูปทรงกลม ผิวกรอบสีเหลืองทอง ซึ่งได้ปรับสูตรดั้งเดิมมาใช้ยีสต์ธรรมชาติ ทำให้ขนมมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเป็นเอกลักษณ์ จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และเพื่อนๆ ก็กลายเป็นแฟนคลับกลุ่มแรกที่ขอให้เธอเริ่มขายขนมนี้ โดยเปิดขายออนไลน์จากครัวในบ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน The Fat Kid Bakery

Image credit: The Fat Kid Bakery
Image credit: The Fat Kid Bakery

ขายออนไลน์จากครัวในบ้าน แต่กระแสตอบรับดี

ในตอนแรก Ariel พยายามแบ่งเวลาทำงานประจำควบคู่ไปกับการขายบอมโบโลนี บางครั้งถึงกับทำงานยาวถึง 24 ชั่วโมง แต่เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น การทำงานสองอย่างจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะขายบอมโบโลนีได้มากถึง 100 ชิ้นต่อวัน เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำในเดือนกรกฎาคม ปี 2020 มาทุ่มเทให้กับร้านเบเกอรีเต็มตัว

ร้านของ Ariel เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นที่สนใจจากสื่อต่างๆ ในช่วงปลายปี 2020 หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้นำเสนอเรื่องราวของ The Fat Kid Bakery ร้านโดนัทที่กำลังมาแรงในสิงคโปร์ ทำให้ยอดสั่งซื้อพุ่งสูงขึ้นในชั่วข้ามคืน เกินกว่าที่ครัวในบ้านของเธอจะรับมือได้

“ฉันตกใจมาก ฉันตื่นขึ้นมามีข้อความมากกว่า 99 ข้อความใน DM ของอินสตาแกรม พอเลื่อนดูก็พบว่ามียอดสั่งกว่า 500 ออร์เดอร์ ทำให้กังวลว่าจะไม่สามารถส่งสินค้าได้ทั้งหมด” แอเรียลเล่าเสริม

ด้วยแรงผลักดันจากกระแสตอบรับที่ล้นหลาม แอเรียลจึงเปิดร้านเบเกอรีแห่งแรกที่ Floral Vista ในปี 2021 ด้วยเงินเก็บถึง 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 3.8 ล้านบาท

Image credit: The Fat Kid Bakery

ย้ายทำเล พัฒนาเมนู หัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ

ตั้งแต่เปิดหน้าร้านแห่งแรก Ariel ได้รับการสนับสนุนจาก Isaac และ Jai สองพาร์ตเนอร์ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

หลังจากร่วมงานกันมาสองปี ทั้งสามคนตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะขยายกิจการร้านเบเกอรีไปในที่พื้นที่ที่ใหญ่กว่า ดังนั้นในปี 2023 จึงย้ายร้านไปอยู่ที่ Amoy Street ย่านใจกลางเมือง ซึ่งมีห้องครัวกว้างขวางและพื้นที่ให้ลูกค้ามากขึ้น

แม้ว่าค่าเช่าจะสูงกว่า แต่เธอบอกว่ามันคุ้มค่ากับการแลกเปลี่ยน เพราะจะได้ลูกค้ามากขึ้นและได้รับการมองเห็นมากขึ้น เพราะทำเลที่ตั้งของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จ

หลังย้ายร้าน เมนูของร้านก็พัฒนาขึ้นมาก จากเดิมที่เน้นไส้หวาน แต่ตอนนี้มีไส้คาวให้เลือกด้วย ทำให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น

ความท้าทายเบื้องหลังความหวาน

Ariel เล่าว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้าน The Fat Kid Bakery ขายโดนัทไปแล้วกว่า 200,000 ชิ้น และสามารถขายได้ถึง 40,000 ชิ้น ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2025 ซึ่งไม่ได้มีแค่ลูกค้าทั่วไปมาอุดหนุน แต่ยังให้บริการลูกค้าชื่อดังอย่าง Netflix และ BMW รวมถึงออฟฟิศและชั้นเรียนต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง โดยรับผลิตขนมบอมโบโลนีสูตรพิเศษในปริมาณมาก

แต่แน่นอนว่า การทำธุรกิจเบเกอรีก็มาพร้อมกับความท้าทายมากมาย เพราะต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะเนย แป้ง น้ำมัน และไข่ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรของร้านลดลงเรื่อยๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอก็พอใจที่จะมีกำไรน้อยลง เพราะยังคงสนุกกับการทำบอมโบโลนีและใช้เวลากับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเพื่อนสนิทของเธอ

“ฉันแค่หวังว่าจะหาเงินได้มากพอจ่ายค่าเช่าเดือนนี้” Ariel พูดติดตลก แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่เธอก็ยังคงเข้มแข็งอยู่เสมอ

ข้อมูลจาก 

vulcanpost

Related Posts

กำไรน้อยลง แต่สุขมากขึ้น! ลาออกจากงานมาขายโดนัท เริ่มต้นจากครัวในบ้านสู่หน้าร้าน ขายไปแล้วกว่า 2 แสนชิ้น