Featured ข่าววันนี้

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ11เดือน กสิกรฯคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ35.80-36.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ

“เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 11 เดือน ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลง โดยแรงขายของต่างชาติหลังเงินบาทอ่อนค่า”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 11 เดือนที่ 36.07 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงขายสุทธิในหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ยังคงมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในปีหน้า อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มชะลอลงในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากที่นักลงทุนบางส่วนมีการขายทำกำไรเงินดอลลาร์ฯ ออกมาก่อนช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลในช่วงปลายปี

สำหรับในวันศุกร์ (23 ธ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 35.98 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 35.79 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ (16 ธ.ค.)

เงินบาท

 

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (26-30 ธ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 35.80-36.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะอยู่ที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาบ้านเดือนต.ค. ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขายเดือนพ.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค. อย่างไรก็ดี การซื้อขายในตลาด อาจเริ่มเบาบางลงก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดสิ้นปี โดยตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันคริสต์มาส

ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลง โดยแรงขายของต่างชาติหลังเงินบาทอ่อนค่า โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,509.98 จุด ลดลง 0.82% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ลดลง 30.18% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 34,112.76 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 599.03 จุด ลดลง 0.83% จากสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า รวมทั้ง ความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงในตุรกีและเยอรมนี ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ดัชนีปรับฟื้นตัวขึ้นในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อ LTF และ RMF กลับมา หลังราคาหุ้นปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (26-30 ธ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,500 และ 1,485 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,520 และ 1,530 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดเกิดใหม่และแรงซื้อ LTF และ RMF ในช่วงท้ายปี ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน

 

ที่มา มติชนออนไลน์ 

Related Posts

พื้นที่นอนเปื่อย นั่งชิล กับโมเดลธุรกิจฮีลใจ “Quiet Room” ชวนทุกคนมาวางสิ่งที่แบกอยู่ ในวันที่เหนื่อยล้าและวุ่นวาย
Iberry Group
คุยกับ ‘NYŪ’ แบรนด์ไทยคิดต่าง
เริ่มธุรกิจเสริมจาก Pain Point ใกล้ตัว เมื่อหา “ม็อกเทล” ที่ถูกใจไม่ได้ สองแม่ลูกเลยทำขายเอง สร้างรายได้ 16 ล้านในเวลาไม่ถึงปี