Exclusive Featured SMEs

ชีวิตพลิกผันจากวิกฤตต้มยำกุ้ง! อดีตผู้กำกับโฆษณา สู่บทบาท ‘ลุงชงชา’ ที่ทำชาอบควันเทียนจนคว้ารางวัลที่ฝรั่งเศส

จากอดีตผู้กำกับโฆษณา สู่บทบาท “ลุงชงชา” เจ้าของคาเฟ่สุดฮิตย่านห้วยขวาง พี่เอ๊ง-สาโรจน์ สุวัณณาคาร ผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งชาที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมานั่งชงชาเช่นนี้ แต่เมื่อทุกอย่างต้องเปลี่ยนก็พร้อมที่จะลองทำดู แม้จะเหนื่อยบ้างในบางครั้งแต่ก็มีความสุขกับการได้ทำสิ่งที่รัก

พี่เอ๊ง บอกว่า การชงชาแต่ละแก้วไม่ต่างจากการสร้างสรรค์งาน Production ที่เคยทำ และส่งมอบให้ลูกค้า เขาเชื่อว่า “ตราบใดที่คุณตั้งใจทำมันทุกแก้วๆ ผมเชื่อว่าคนดื่มจะรู้สึกกับคุณ” 

จุดเริ่มจากภูเก็ต 

“ลุงเกิดและโตที่จังหวัดภูเก็ตในยุคที่ยังไม่มีโรงแรมริมหาด เราจึงได้สัมผัสความงามของท้องฟ้า ทะเล สายลม แสงแดด ที่กระทบกับคลื่นและพระอาทิตย์ยามเย็น”

พี่เอ๊ง เล่าถึงบรรยากาศความโรแมนติกของภูเก็ตสมัยก่อน ที่แม้ว่าในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ความรู้สึกในวันนั้นยังคงเป็นความทรงจำที่สวยงาม และพิเศษสุดๆ

ความรู้สึกของความซนที่เกิดขึ้นในวัยนั้นเป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้เอาแต่เรียน แต่มันคือประสบการณ์ที่สั่งสมมา ตั้งแต่ไม่มีข้าวกินกระทั่งกินของอร่อย แล้วก็เมากันตั้งแต่เช้ายันเย็น นั่นคือชีวิตเหลวแหลกที่ผ่านมา แต่สำหรับลุงแล้วมันไม่ได้เป็นสิ่งที่เหลวแหลก เพราะมันจะเป็นประสบการณ์ของเราในวันนี้ 

พลิกชีวิตสู่โลกโฆษณา

ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากเข้าสถาปัตย์แต่ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ไม่ได้ พี่เอ๊งจึงตัดสินใจเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงตามเพื่อนๆ แม้ที่บ้านจะห่วงกลัวจะเรียนไม่จบ แต่เขาก็ให้คำมั่นว่า “4 ปี เดี๋ยวจบให้ดู”

ตอนปี 3 พี่เอ๊งได้เข้าร่วม Creative Workshop ที่จัดโดย Creative Director ในวงการโฆษณา แต่ด้วยความที่มีเวลาเยอะจากการเรียนที่รามฯ เขาจึงมีเวลาทุ่มเทกับการทำผลงาน ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี จนกระทั่งเมื่อจบ Workshop ก็เริ่มทำ Portfolio และเดินสายสมัครงานตามบริษัทโฆษณามากมาย

ซึ่ง บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ที่พี่เอ๊งอยากทำ ได้เรียกไปสัมภาษณ์ ซึ่งเป็น Creative Director ชาวต่างชาติ ที่ให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่าชื่อสถาบัน โดย MD ของบริษัทถึงกับพูดกับพี่เอ๊งว่า “ดิฉันไม่รู้ว่าคุณมีอะไรดี แต่คุณแบรี่ โอเว่น อยากได้คุณมาก ดิฉันต้องรับคุณเอาไว้”

คำพูดนี้เปรียบเสมือนคำสบประมาทที่ทำให้พี่เอ๊งต้องแสดงให้เห็นว่าตนนั้นมีอะไรดี กระทั่งทำไปประมาณ 3 ปีครึ่ง ก็มีบริษัท เอชดีเอ็ม ดีวายอาร์ มาซื้อตัวไป จากเงินเดือน 8,000 บาท เป็น 28,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อ 40 ปีที่แล้ว

หลังจากทำงานได้ระยะหนึ่ง พี่เอ๊งก็พบกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยน เมื่อ Production House แห่งหนึ่งปฏิเสธที่จะทำโปรเจ็กต์ใหญ่ที่เขานำเสนอ โดยบอกว่า “พี่ว่าแม่งทำไม่ได้ว่ะ เอ๊งไปคิดใหม่” 

ทำให้พี่เอ๊งคิดขึ้นมาทันทีเลยว่า “ไอเชี่ย ถ้ามึงไม่อยากทำ มึงก็บอกกูมา อย่าดองไว้ 3 เดือน” ด้วยความเชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้ ลุงจึงตัดสินใจลาออกไปเรียนฟิล์ม

โดยเริ่มไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับอยู่ 2 ปี จากเงินเดือน 28,000 บาท เหลือเพียง 7,000 บาท จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่ UCLA Extension อีก 2 ปี ซึ่งการได้เรียนรู้จากผู้รู้จริงทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เคยสงสัย และรู้สึกอยากจะนำความรู้มาสอนคนไทย จึงตัดสินใจเปิดบริษัททศกัณฐ์ฟิล์ม

วิกฤตต้มยำกุ้งและการพลิกผันสู่ “ผู้กำกับโฆษณา”

บริษัททศกัณฐ์ฟิล์ม ก่อตั้งในปี 2539 ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเพียงปีเดียว ทำให้บริษัทไม่มีงานและไม่มีเงินจ่ายพนักงาน ตัดสินใจใช้เงินที่เหลือ 2 แสนบาท ซื้อฟิล์มและจ้างนักแสดงมา 1 คนที่มีผมสวย เพื่อทำหนังสั้นเกี่ยวกับผมที่ไม่เหมือนใคร ด้วยฉากหลังสีดำที่ไม่ต้องจัดแสงมากนัก และความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่สวยงามด้วยมุมมองของตัวเอง

กระทั่งบริษัทลาวีนัส ของคาโอ ซึ่งเป็นลูกค้าเจ้าแรก ประทับใจ และตั้งแต่วันนั้นก็กลายเป็น “ผู้กำกับทำหนังผม และทำหนังผิว” มาโดยตลอด 

พี่เอ๊งได้รับโอกาสให้ทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น เสนอราคาไป 20,000 เหรียญ ราว 800,000 บาท ซึ่งพวกเขาก็กล้าจ่าย การทำงานกับญี่ปุ่นต่อเนื่องกว่า 10 ปี ทำให้บริษัทเติบโต ลูกได้เรียนต่อ และกลายเป็นคนรวยคนหนึ่ง

จนกลับมาเมืองไทย และได้มาเจอกับเหตุการณ์ Digital Disruption ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้พี่เอ๊งพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่เลิกจ้างพนักงาน แม้จะต้องใช้เงินส่วนตัวจากการขายบ้านมาลงทุนก็ตาม

จุดกำเนิด “ตามใจคาเฟ่”

“ผมขายบ้าน 1 หลัง เอาเงินมาทำตรงนี้ โดยใช้เงินของตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พัดลม เก้าอี้ ต่างๆ นานาที่คุณเห็น นั่นคือเงินผมทั้งหมด เปลี่ยนแปลงเป็นตามใจคาเฟ่”

พอเริ่มเปิดบ้านหลังนี้ซึ่งเป็นเรือนไทยที่ไม่เคยเปิดมา 20 กว่าปี ให้คนเข้ามาจริงๆ ทุกคนก็เข้ามาว่าห้วยขวางมีแบบนี้ด้วยเหรอ มีต้นไม้ด้วยเหรอ จึงกลายเป็นที่พักใจของใครหลายคนที่มาห้วยขวาง

เมื่อพนักงานต้องมาทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อเปิดคาเฟ่ พี่เอ๊งก็รู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ที่ตัวเองจะนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างแล้วคอยชี้สั่งงาน เขาจึงถามตัวเองว่า “เรามีอะไรดี?” และพบคำตอบว่า “ผมชงชาอร่อย” ซึ่งเขาบอกว่าถ้าผมจะทำชา คงต้องบ้ากว่านี้ว่ะ จึงเริ่มสะสมชาทั้งโลก โดยเริ่มสะสมของฝรั่งเศสก่อน

จากนั้นก็เปิดมุมเล็กๆ สำหรับร้านชา ที่ชื่อว่า “ลุงชงชา” ที่แม้ในช่วงแรกจะขายชาได้เพียงไม่กี่กา แต่ก็ไม่ย่อท้อ ตัดสินใจทำคลิปลง TikTok นำกล้องมาถ่ายคลิปพูดเรื่องชา โดยทำคลิปพูดในแบบลุงชงชา ที่ต้องการให้คนฟังได้พักผ่อน

“บางคนเขาต้องการแค่มาถ่ายรูปกับลุง กินชาลุงสักแก้วหนึ่ง มันก็สนุกดีนะ ในโลกแห่งสิ่งที่เราไม่เคยปรากฏมาก่อนในวงการโฆษณาที่เราเรียนมา มันเกิดขึ้นใหม่ในโลกใบนี้ ซึ่งเราไม่รู้ตัว”

หลังจากชิมไป 300 กว่าตัว ผมก็รู้ว่าชาคืออะไร ก็เริ่มทำ “ชาชุดอบควันเทียน” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโขน โดยจะมี หนุมาน พระราม พระลักษณ์ และนางสีดา ที่มีคาแร็กเตอร์ของชาแต่ละตัวที่แตกต่างกัน เช่น ชานางสีดาที่ใส่กลีบบัว คาโมมายล์ และบานไม่รู้โรย สะท้อนถึงความสวยงามและการพักผ่อน และมีการส่งประกวดที่ฝรั่งเศส จนได้รับรางวัล และมีการจัดชิมชาหน้าร้านตลอดเวลา ทำให้คนชิมก็รู้สึกถึงความแปลกใหม่ 

เมื่อถามพี่เอ๊งว่าดื่มชาแล้วได้อะไร?

เขาก็ตอบทันทีเลยว่า “ก็ได้ดื่มอ่ะ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณมีความสุขนั่นคือการที่คุณได้พักผ่อน ได้หยุดตัวเอง เป็นการที่ทำให้หัวสมองว่างลง”

โดยพี่เอ๊งเชื่อว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ฮีลใจให้ใครหลายคน และสิ่งที่ทำให้พี่เอ๊งดีใจได้มากกว่ากระแส คงเป็นเรื่องของผู้คนที่กลับมาเยือนที่แห่งนี้อีกครั้ง หรือกลับมาอยู่เรื่อยๆ

ช่องทางการติดต่อ

Facebook : ตามใจคาเฟ่, ลุงชงชา 

สถานที่ : ตามใจคาเฟ่ ซอยประชาอุทิศ 23 (เหม่งจ๋าย)

เปิด : วันอังคาร-วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์)

เวลา : 09.30-18.00 น.

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ วันที่ 11 ก.ค. 2568

Related Posts

"ละลายช้า อร่อยถึงคำสุดท้าย" จุดแข็งที่พา "Blendies"เจลาโต้สัญชาติไทยโตเร็ว จนไปเข้าตาฮ่องกงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิด
“ทำไป เรียนรู้ไป” วิธีคิดของ “บาส Go Went Go” ที่พาคอนเทนต์ และร้านข้าวมันไก่เติบโต
“อย่าหมิ่นเงินน้อย กำไรหลักสิบ รวมกันก็เป็นร้อยเป็นพัน” ป้าตือ ถอดสูตรสร้างธุรกิจให้โตยาว