Exclusive Featured SMEs

สูตรลับยอดขายโต “ใครไม่กุ๊ย ข้าวต้มกุ๊ย” แบรนด์เล็กๆ ที่ใช้ Data มัดใจลูกค้า สร้างรายได้จากหลักพันสู่หลักแสนต่อเดือน!

แม้ “ใครไม่กุ๊ย ข้าวต้มกุ๊ย” จะเป็นแบรนด์เล็กๆ ปรุงแบบโฮมคุก และขายออนไลน์ แต่กลับเติบโตสร้างรายได้จากหลักพันสู่หลักแสนบาทต่อเดือน และความสำเร็จนี้ก็ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่เกิดจากการนำ Data มาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ 

โดยคู่รักจากวงการดิจิทัลเอเยนซี คุณซี-ลภน อัครขจรไชย และ คุณกล้วย-ศิวพร เดือนแจ้ง ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานถึง 13 ปี และกำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 2 ในฐานะเจ้าของแบรนด์ใครไม่กุ๊ย ข้าวต้มกุ๊ย ที่มีเป้าหมายใหญ่ ปั้นแบรนด์ข้าวต้มกุ๊ยให้เป็นฟาสต์ฟู้ด

เริ่มต้นสร้างแบรนด์ของตัวเอง

คุณซีและคุณกล้วย เปิดบริษัทด้านดิจิทัลเอเยนซีของตัวเอง พัฒนาธุรกิจให้ลูกค้ามากมายตั้งแต่ SMEs ไปจนถึง Global Brand ตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร แฟชั่น และอสังหาฯ ให้ประสบความสำเร็จไปแล้วหลายเจ้า จนเริ่มมองเห็นโอกาสในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง 

ก่อนตกผลึกเป็น ข้าวต้มกุ๊ยดีลิเวอรี เมนูที่ชอบกินและยังไม่มีใครทำขายในรูปแบบนี้ 

แต่ด้วยทั้งคู่ไม่ใช่เชฟมืออาชีพ เป็นแค่คนที่ทำอาหารได้ การเสาะหารสชาติ จึงเป็นเรื่องแรกที่ต้องทำ ด้วยการตระเวนชิมข้าวต้มกุ๊ยร้านต่างๆ จำรสชาติและนำมาปรับเป็นรสชาติที่ตัวเองชื่นชอบ และคิดว่าถูกปากลูกค้าด้วย 

คุณซี เล่าเสริมว่า “วัฒนธรรมการกินข้าวต้มกุ๊ยอยู่กับเมืองไทยมานานมาก ทุกคนคุ้นชินกับภาพเดิมๆ ถ้าเราจะต้องทำข้าวต้มกุ๊ยออนไลน์ มันจะต้องเกิดอะไรขึ้น ต้องทำอะไร พัฒนาอะไรบ้าง ใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไรเข้ามา

หนึ่ง คือแพ็กเกจจิ้งแบบ 3 ช่อง ให้ลูกค้าสั่งเป็นเซต ซึ่งข้าวต้มกุ๊ยที่เป็นเซตหาในเมืองไทยไม่ค่อยมี สอง เราดูเรื่องของการตลาด Lonely Marketing คนอยู่คนเดียวเยอะขึ้น คนโสดเยอะขึ้น เรามองว่าอันนี้มันตอบโจทย์ทั้ง 2 อย่าง 

เวลากลับมาจากที่ทำงานเหนื่อยๆ ไม่ต้องไปนู่นไปนี่ สั่งที่เดียวจบ ลูกค้าจะสนุกกับการเลือกเป็นเซตเมนู 3 อย่าง สามารถกินได้ทุกวัน 1 เดือนไม่ซ้ำกันได้เลย เพราะมันสามารถ Combination ไปได้เรื่อยๆ”

โดยคุณกล้วยรับผิดชอบในเรื่องของเมนูอาหารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การคิดเมนู สูตร การปรุง ส่วนคุณซีดูแลในเรื่องของกลยุทธ์ การตลาด การสร้างแบรนดิ้ง และเป็นลูกมือช่วยคุณกล้วยเตรียมวัตถุดิบ ปรุงอาหาร และชิมรสชาติด้วยเช่นกัน 

ใครไม่กุ๊ย ข้าวต้มกุ๊ย
ใครไม่กุ๊ย ข้าวต้มกุ๊ย

พัฒนาเพื่อเติบโต 

การคิดเมนูของ ใครไม่กุ๊ย ข้าวต้มกุ๊ย เริ่มจากเมนูที่คุณซีและคุณกล้วยชอบกินก่อน และต้องเป็นเมนูที่อยู่ในเซตแล้วดูน่าทาน ดูดีในระดับหนึ่ง เมนูออริจินอลที่เริ่มขายจึงเป็นผัดผักบุ้ง ยำเกี้ยมฉ่าย และผัดไชโป๊

“เริ่มแรกเรามีเมนูน้อย อันนี้เป็นจุดบอดที่ผู้ประกอบการหลายคนไม่รู้ เวลาขายออนไลน์พวกฟู้ดดีลิเวอรีต่างๆ ถ้าเมนูน้อย ระบบจะไม่นำส่งให้คนเห็น ต้องมีเมนูมากกว่า 3-4 เมนูขึ้นไป” คุณซี เล่าเสริม

จากนั้นจึงได้พัฒนาจนมีเมนูมากกว่า 11 รายการ ไม่ว่าจะเป็น หมูสับผัดหนำเลี้ยบ เต้าหู้คั่วพริกเกลือ ยำไข่เค็ม ยำกุนเชียง ยำปลากรอบ หมูหย็อง ไข่เจียว แล้วก็หมูสับปลาเค็ม เป็นต้น ขายราคาเริ่มต้น 118 บาทต่อเซต

ซึ่งเมนูเหล่านี้ต่อยอดด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า “CAPS” ต้องตอบโจทย์ตั้งแต่ 1. Complete Task เมนูที่ทำได้จริง 2. Attractiveness หน้าตาต้องดูดี ไม่ได้สวยแต่รูป 3. Profit ต้องคุ้มทุน สามารถส่งเสริม และหมุนเวียนวัตถุดิบได้ และ 4. S-Solve Customer’s Needs ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภค

คุณกล้วย บอกว่า “บางทีเราก็ได้ไอเดียจากลูกค้า เขาบอกเราน่าจะมีเมนูนี้นะ เราก็พยายาม เดี๋ยวหนูไปลองดูนะ ต้นทุนมันยังไง”

นำ Data มาใช้เป็นกลยุทธ์

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะทำให้รู้ว่าลูกค้าชอบกินอะไร เมนูไหนยอดฮิต นั่นคือ Data ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการทำธุรกิจ โดยคุณซีและคุณกล้วยได้นำมาปรับใช้ทำให้ร้านของพวกเขามียอดขายเติบโต

“จากการที่เราทำดิจิทัลเอเยนซี เรารู้ว่า Data คือสิ่งสำคัญ ถ้างั้นบริษัทใหญ่หรือร้านอาหารเชนใหญ่ๆ เขาไม่ใช้ Data ทำธุรกิจหรอก เรามี Data อยู่ในมือผ่านช่องทางดีลิเวอรี เอามาใช้ ไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีสวยหรูหรือแอดวานซ์ต่างๆ แต่ผมมองว่า ให้เปลี่ยน Mindset ตัวเองว่า Data คือสิ่งสำคัญ 

สมมติเริ่มจากความถี่ในการสั่ง ช่วงเวลา วันที่สั่ง เมนูที่สั่งยอดฮิต อันนั้นเป็นสิ่งเริ่มต้น พอเราเก็บ Data ได้เยอะ เราจะอ่านเป็น พออ่านเป็นค่อยพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

เราดูเลยว่าวันจันทร์ วันอังคาร คนสั่งเยอะไหม ช่วงแรกเราทำโปรโมชันเฉพาะวันจันทร์ถึงวันพุธที่สั่งน้อย ก็ทำให้ลูกค้าเริ่มเข้ามาเรื่อยๆ มันเป็นการกระตุ้นมากกว่า

เราไม่ได้มองว่าส่วนลดคือสิ่งสำคัญ แต่เป็นกลยุทธ์ที่จะให้ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง หรือ Customer Centric เพื่อจะตอบโจทย์ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่เรื่อยๆ แล้วสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ รสชาติเราอาจจะถูกปากเขา เกิน 70% เป็นลูกค้าเก่าทั้งหมด และมีลูกค้าใหม่เราเข้ามาเรื่อยๆ” คุณซี เล่าให้ฟัง 

ด้านคุณกล้วย เสริมว่า “ยอดขายเดือนแรกเริ่ม 8,000 บาท ออร์เดอร์แรกที่เข้ามาดีใจมาก มันอาจจะเป็นวันที่ 2-3 ที่เราเปิดในระบบ ถึงตอนนี้จากการนำ Data มาใช้ ทำให้มียอดขายเติบโต 400% และมีรายได้เกือบ 3 แสนบาทต่อเดือน”

นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น การใช้ Data ยังช่วยให้ร้านลดต้นทุนได้มาก

“ในฝั่งการตลาดก็จะดูว่าการซื้อซ้ำเป็นยังไง ในส่วนของคนทำอาหารก็จะรู้แล้วว่าเราต้องสต๊อกอะไรมาก อะไรน้อย เพื่อไม่ให้มันเป็น Waste เราแทบไม่มีอาหารเหลือทิ้ง เพราะรู้ว่าควรจะสต๊อกประมาณไหน พอเรารู้ตัวเลข เราซื้อเยอะ ต้นทุนถูกลง กำไรเราก็เยอะขึ้นอีก” คุณกล้วย แชร์ให้ฟัง

สื่อสารกับลูกค้าทุก Touchpoint

ถึงใครไม่กุ๊ย ข้าวต้มกุ๊ย จะเป็นร้านข้าวต้มออนไลน์ แต่ก็สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุก Touchpoint ด้วยการสื่อสารหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มดีลิเวอรี ที่ลูกค้ากดสั่งซื้อ ตลอดจนรีวิว

ตามมาด้วยการสื่อสารผ่านแพ็กเกจจิ้ง ที่เขียนชื่อลูกค้าทุกครั้ง เพื่อให้รู้ว่าร้านจดจำลูกค้าได้ รวมถึงการแปะสติ๊กเกอร์คิวอาร์โค้ดให้สแกน และมีระบบ LINE OA ให้ลูกค้าสามารถสั่งแบบสมาชิก จะได้ส่วนลด 10% ส่งฟรีในรัศมี 5 กิโลเมตร และคนที่อยู่ใน LINE OA จะได้ทดลองเมนูใหม่ก่อนเสมอ

และอีกช่องทางที่ขาดไม่ได้คือ โซเชียลมีเดีย อย่าง เพจเฟซบุ๊ก และติ๊กต็อก ที่คุณซีกับคุณกล้วยช่วยกันทำ เพื่อสื่อสารกับลูกค้าให้เห็นถึงมุมมองของแบรนด์ผ่านคอนเทนต์ที่น่าสนใจ

แนะนำผู้ประกอบการ ใช้ Data

สำหรับผู้ประกอบการ หรือเจ้าของแบรนด์ที่อยากนำ Data มาปรับใช้กับธุรกิจ คุณกล้วยกับคุณซีแนะนำไว้อย่างน่าสนใจว่า ความจริงแล้ว แพลตฟอร์มดีลิเวอรี อย่างแกร็บ หรือไลน์แมน ที่ใช้เป็นหน้าร้านออนไลน์ คือศูนย์เก็บข้อมูลชั้นดี สามารถนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ธุรกิจได้ 

คุณซี แนะว่า “ไม่จำเป็นต้องมี POS เสมอไป แค่สมัครแกร็บ ไลน์แมน ก็มี Data ให้อยู่แล้ว เราสามารถดึงมาวิเคราะห์ได้หมดเลย แค่ POS มันสามารถคำนวณต่อยอดได้ เช่น วัตถุดิบของเมนูนี้มันใช้ไปเท่าไหร่ ถ้าร้านไหนมีก็แนะนำว่าไปดึงข้อมูลมาวิเคราะห์”

นอกจากนี้ ยังสามารถนำ AI มาปรับใช้ได้เหมือนกัน เช่น ให้ช่วยเขียน Description แนะนำเมนูบนแพลตฟอร์มดีลิเวอรี เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าอยากสั่งมากขึ้น เสริมกับชื่อเมนูที่ชัดเจน และรูปถ่ายที่ดูน่ากิน วางในจานที่เลือกใช้สีเฉพาะของแบรนด์และถ่ายในมุมเดิม เพื่อสร้างการจดจำและคุ้นชินกับมุมนี้ว่าเป็นอาหารของแบรนด์

ก่อนทิ้งท้ายว่า “ผมมองว่าเงินในกระเป๋าของลูกค้ามีจำกัด เขาจะต้องเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเอง ณ การจ่ายครั้งหนึ่ง ถ้าเรามี Data เก็บไว้ดูพฤติกรรมของลูกค้าในการซื้อจ่ายต่างๆ เราก็สามารถเชิญชวนหรือสะกิดให้เขามาหาเราได้ง่ายขึ้น”

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568

Related Posts

สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด
FULLFISH เปิดจักรวาล “Fulltopia” ครั้งแรกบนเวที THAIFEX 2026 ปิดดีลผู้นำเข้าจาก 6 ประเทศ