สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้แม้ระดับน้ำจะลดลงมาแล้ว แต่ความกังวลของประชาชนยังคงทวีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่ตามมาคือความเสียหายและภาระหนี้สิน การบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหาย จึงเป็นเสมือนหนทางที่จะช่วยพลิกฟื้นทั้งกำลังใจและเศรษฐกิจในพื้นที่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและสถาบันการเงิน ต่างต้องเร่งออกมาตรการเยียวยาให้ครอบคลุมทั้งด้านการดำรงชีวิต การค้า และหนี้สิน
จากผลสำรวจของ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้มีการดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน ทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ เพื่อศึกษาความรู้สึก ความต้องการ และมุมมองของประชาชน ต่อเหตุการณ์มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยได้สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,142 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2568 พบว่า
“ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.8 เห็นว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ครั้งนี้เป็น “เหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ” ขณะที่ ร้อยละ 24.2 มองว่า “ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย” และยังสามารถป้องกันหรือบรรเทาได้หากมีระบบ”
5 อันดับความต้องการเร่งด่วน ให้ช่วยเหลือ ประชาชนทุกจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม
เมื่อสอบถามถึงความต้องการของประชาชน พบ 5 อันดับแรกของข้อมูลสะท้อนภาวะวิกฤตของประชาชนต้องมีเงินสดทันที โดยความต้องการเร่งด่วน 5 อันดับมีดังนี้
1. เร่งออกเงินเยียวยาค่าใช้จ่ายประจำวัน และเงินช่วยผู้เสียชีวิตทันที
2. ช่วยใช้หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้ธุรกิจ ร้านค้า หนี้ส่วนบุคคล เพราะรายได้หาย
3. ซ่อมแซมบ้าน รถยนต์
4. สร้างงาน สร้างอาชีพ ยกเว้นภาษีรายได้
5. พักชำระหนี้ ลดต้น ลดดอก
จากความต้องการเร่งด่วนของประชาชน สิ่งที่ทำให้เรารับรู้ได้คือ ประชาชนยังกังวลเรื่องการรอรับเงินเยียวยา ตลอดจนเรื่องหนี้สินที่มองดูแล้วคงท่วมไม่น้อยไปกว่าน้ำ ดังนั้น ความหวังของพวกเขาเหล่านั้น คือการได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาจัดการและพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ให้ประชาชนกลับมาลืมตาอ้าปากได้
มาตรการเยียวยาผู้ประสบภัย มีอะไรบ้าง
ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 โดยอนุมัติการช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย ครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ประชาชนสามารถยื่นลงทะเบียนได้ทันทีทั้งช่องทางออนไลน์และหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย
อ่านหลักเกณฑ์และรายละเอียดการลงทะเบียนเพิ่มเติม https://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_318514
สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปิดเผยในการแถลงข่าวของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 68 ว่า รัฐบาลได้อนุมัติเงินปลงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่รายละ 2 ล้านบาท
กรณีที่ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ประกันตนตามสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 หรือมาตรา 39 ทายาทสามารถขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมได้ ดังเช่น
- เงินค่าทำศพ จำนวน 50,000 บาท
- เงินบำเหน็จชราภาพพร้อมผลตอบแทน
- เงินสงเคราะห์กรณีตาย สำหรับผู้ประกันตนที่มีการส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือนขึ้นไป
ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จะขอรับสิทธิประโยชน์ได้ต่างกันตามจำนวนเงินที่ส่งสมทบ โดยสูงสุดคือได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท และได้รับเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมผลตอบแทน
ด้านกระทรวงพาณิชย์ นำโดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายหลังวิกฤตน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคใต้ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือน ร้านค้า และกิจการ จึงเร่งดำเนินมาตรการเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงฟื้นฟูจึงมอบหมายให้ กรมการค้าภายใน เร่งประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้าและห้างวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ได้แก่ ไทวัสดุ โฮมโปร ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ และเมกาโฮม ร่วมจัดแคมเปญลดราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูบ้านเรือน โดยลดราคาสูงสุดถึง 80% ระยะเวลา 1 เดือน
นอกจากการลดราคาสินค้าจำเป็นแล้ว ผู้ประกอบการหลายรายยังได้ขยายบริการเสริมด้านการซ่อมแซมบ้านเรือนและงานโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งการรีโนเวตพื้นที่ภายใน–ภายนอก การทาสี การซ่อมพื้น ผนัง และฝ้าเพดาน
รวมถึงการตรวจสภาพและแก้ไขโครงสร้างบ้านที่ชำรุด ตลอดจนบริการทีมช่างสำหรับงานต่อเติมที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ เพื่อให้พี่น้องประชาชนภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ ฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมทีม War Room กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและดูแลผู้ประกอบการ GI รวมกว่า 108,000 ครัวเรือน เพื่อฟื้นฟูความเสียหายภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง โดยวางแนวทางดำเนินการ 4 ด้านหลัก ได้แก่
1. ด้านการบรรเทาภาระด้านเงินทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ GI
2. ด้านการกระตุ้นตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาด
3. ด้านการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่งผลิตสินค้า GI
4. ขยายเวลาดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มอีก 30 วัน
การพักชำระหนี้สถาบันการเงินที่คุณมีหนี้สินอยู่
แจ้งติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อขอเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ประสบภัยน้ำท่วม เช่น การพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย หรือการลดดอกเบี้ยตามที่ ธปท. ประกาศ
ด้านการเงินและการคลัง มีมาตรการพักหนี้ พักเงินต้น พักดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ เป็นเวลา 1 ปี (ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด) ตลอดจนเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ย 0% สำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือนและร้านค้า
ร้านค้าเสียหาย เคลมได้ไหม แล้วต้องทำอย่างไรต่อ?
สำหรับร้านค้าที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม การเคลมความเสียหายจะขึ้นอยู่กับ การทำประกันภัยทรัพย์สินที่ครอบคลุมภัยน้ำท่วมเป็นหลัก แต่หากไม่ได้ทำประกันไว้ สามารถขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ
1. การเคลมประกันภัย (กรณีที่มีประกัน)
หากผู้ประกอบการร้านค้าได้ทำประกันภัยทรัพย์สินไว้และกรมธรรม์ครอบคลุมภัยน้ำท่วม สามารถยื่นเคลมได้ตามขั้นตอนดังนี้
แจ้งเหตุ
รีบแจ้งบริษัทประกันภัยทันที ที่เกิดความเสียหาย หรือทันทีที่คุณเข้าไปสำรวจร้านค้าได้ โดยแจ้งรายละเอียดความเสียหายเบื้องต้น
ถ่ายรูปหลักฐาน
ถ่ายรูปหรือวิดีโอความเสียหายอย่างละเอียด ก่อนทำความสะอาดหรือขนย้ายสิ่งของ เช่น ระดับน้ำที่ท่วม, สินค้า/อุปกรณ์ที่จมน้ำ, ความเสียหายของอาคาร
รวบรวมเอกสาร
รวบรวมเอกสารประกอบการเคลม เช่น กรมธรรม์ประกันภัย, หลักฐานการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน, บัญชีรายการสินค้าคงคลัง (Stock List) ที่เสียหาย และภาพถ่าย
ประเมินความเสียหาย
บริษัทประกันจะส่ง ผู้สำรวจภัย (Surveyor) เข้ามาประเมินความเสียหายของอาคาร, อุปกรณ์, และสต๊อกสินค้าที่เสียหายตามหลักฐานที่คุณรวบรวมไว้
เจรจาและรับค่าสินไหม
หลังจากประเมินแล้วบริษัทประกันจะเสนอจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทน ซึ่งต้องตรวจสอบและตกลง หากเรียบร้อยจะได้รับเงินชดเชยตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการเร่งรัดการจ่ายสินไหมประกันภัย สามารถประสานงานกับ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ให้บริษัทประกันเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับบ้านและรถที่เสียหายจากน้ำท่วมโดยเร็ว
2. การขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ กรณีที่ไม่มีประกัน หรือต้องการเงินทุนฟื้นฟู
ไม่ว่าจะมีประกันหรือไม่ก็ตาม ร้านค้าที่เสียหายสามารถขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐได้
ขอสินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ
ติดต่อธนาคาร เช่น ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส. หรือ SME D Bank เป็นต้น เพื่อขอสินเชื่อฉุกเฉินหรือสินเชื่อฟื้นฟู สำหรับ SMEs หรือผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมักจะมี อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ เช่น 0% ในช่วงแรก หรือดอกเบี้ยคงที่ 3% 3 ปีแรก เพื่อใช้ซ่อมแซมและซื้อสต๊อกใหม่
หรือบางกรณี แบรนด์ต่างๆ จะรับเคลมสินค้าให้กับผู้ประกอบการเป็นกรณีพิเศษ ตัวอย่างจากคลิป BBC ไทย ได้สัมภาษณ์เจ้าของร้านอาหารเลี้ยงสัตว์แห่งหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เจ้าของร้านเล่าว่า เพิ่งเปิดร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยงไปเมื่อเดือนกันยายน แต่ต้องมาเจอกับวิกฤตครั้งใหญ่ น้ำแรงทำให้กระจกแตกและสินค้าบางส่วนลอยไปกับน้ำ ทำให้ไม่มีหลักฐานที่จะนำไปเคลมสินค้าได้เลย
เมื่อคลิปถูกเผยแพร่ไปยังโลกโซเชียล แบรนด์สัตว์เลี้ยงต่างเข้ามาคอมเมนต์รับเคลมสินค้า อาทิ Dog Days & Clover ได้เข้ามาคอมเมนต์ว่า
“สวัสดีครับ แบรนด์อาหารสุนัข Dog Days และ อาหารแมว Clover ขอเคลมสินค้าภายใต้บริษัทฯ ใหม่ทั้งหมดให้คุณลูกค้า โดยไม่ต้องหาซากสินค้ามาเคลมนะครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเราเชื่อว่า คุณไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่คือเพื่อนร่วมทาง”
หรือแบรนด์ Dogster Catster ได้เข้ามาคอมเมนต์ต่อว่า
“สวัสดีค่ะ Dogster และ Catster ผลิตภัณฑ์ฟรีซดรายสุนัขและแมวนะคะ สำหรับสินค้าของทางเราที่ทางร้านได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบ เรายินดีช่วยเหลือและดำเนินการเคลมให้ทั้งหมดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ค่ะ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้นะคะ”
การเข้ามารับเคลมสินค้าให้กับร้านที่เสียหาย นับว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่ทำให้ผู้ประกอบการมีกำลังใจในการที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการและการรับเคลมสินค้าเหล่านี้จะช่วยครอบคลุมตั้งแต่เงินเยียวยาเบื้องต้น การแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง และการปรับลดภาระหนี้สินในระยะยาว เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ คืนความคล่องตัวให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบให้มีชีวิตที่ดีขึ้นจากวิกฤตมหาอุทกภัยครั้งใหญ่นี้ไปได้
ขอบคุณข้อมูล
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2898767
https://www.bbc.com/thai/articles/ceq19l37pq3o
