“ถ้าเราเล่าว่าสินค้าดีอย่างไรอาจไม่รอด เพราะในจีนไม่มีอะไรที่เขาผลิตไม่ได้ แต่ถ้าเราเล่าผ่านเรื่องราวของประเทศและผูกโยงเข้ากับถิ่นกำเนิดให้ได้ นั่นคือจุดที่เขาจะยอมควักเงินจ่ายให้เรา”
ในแวดวงโฆษณาชื่อของ คุณโอห์ม-ดิศรา อุดมเดช Founder และ CEO ของ Yell Advertising เอเจนซีโฆษณาอิสระสัญชาติไทยที่เติบโตสู่ระดับ Network ในต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับในเรื่องชั้นเชิงกลยุทธ์ ในเวิร์กช็อป “T-Brand to China 2.0” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด คุณโอห์มได้มาร่วมแชร์มุมมองในหัวข้อ “Creative Branding & AI Strategy ปั้นแบรนด์ไทยให้ ‘ชนะใจ’ ลูกค้าจีน ด้วยครีเอทีฟและ AI” เพื่อติดอาวุธให้ SMEs ไทยบุกตลาดแดนมังกรได้อย่างยั่งยืน

มองมุมกลับ จีนไม่ใช่แค่ “ผู้ขาย” แต่คือ “ผู้ซื้อ” รายใหญ่
จากข้อมูลเมื่อประมาณกลางปี 2568 ตัวเลขส่งออกของไทยอยู่ในระดับที่สูง เราเป็นคู่ค้ากับจีน และเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งของออกไปมากที่สุด เวลาเรามองถึคงปีะเทศจีน เราอาจจะนึกถึงของที่มีราคาถูก ที่เราไปซื้อมาขายหรือของที่เขาเอาเข้ามาขายในไทย แล้วทำให้การแข่งขันในฐานะ SMEs มันยากเหลือเกิน แต่อย่าลืมว่า การที่เขาผลิตได้เก่งขนาดนั้น แปลว่าเขาต้องใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลเลยที่เขาต้องซื้อไปใช้ในประเทศเขา
คุณโอห์มอยากให้ผู้ประกอบการทุกท่านลองพิจารณาดูว่า ถ้าเขาเข้ามาหาเราได้วิธีการของเราเองที่จะเข้าไปหาเขาได้ มันก็มีเหมือนกัน แต่จะมีวิธีการอย่างไร
“คนไทยไปเรื่อย” คือต้นทุนที่เลียนแบบไม่ได้
หัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยแตกต่างคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งคุณโอห์มมองว่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนทำงานโฆษณา แต่มันแทรกอยู่ใน DNA ของคนไทยทุกคน ความเป็นคนสนุกสนานหรือ “คนไทยไปเรื่อย” กลายเป็นเสน่ห์ที่คนจีนรัก และคำนี้ไม่เกินจริง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโฆษณาไทยหลายชิ้นที่กลายเป็นไวรัลในจีน เพราะคนจีนไม่ได้มองว่าเป็นแค่โฆษณาแต่มองว่าเป็นเรื่องเล่าที่ตลกและมีเสน่ห์ สิ่งนี้คือต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ลอกเลียนแบบได้ยาก
ขายแค่ “ของดี” ไม่พอ ต้องขาย “ความเชื่อจากถิ่นกำเนิด”
คุณโอห์มยกตัวอย่างเคสการทำ Branding ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในจีน
อย่างแบรนด์ ซอฟต์เฟล (Soffell) ทำไมคนจีนต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาซื้อยากันยุงที่ประเทศไทย? คำตอบคือ “ความเชื่อในศักยภาพของพื้นที่” คนจีนเชื่อว่ายุงทางตอนใต้ของจีน อย่างประเทศไทย มีความดุและกัดเจ็บกว่ายุงในบ้านเขา ดังนั้นยากันยุงจากไทยจึงต้องมีประสิทธิภาพสูงกว่า
หรือแม้แต่ มิสทีน (Mistine) ครีมกันแดดไทยที่ครองส่วนแบ่งการตลาดครีมกันแดดในจีนถึง 8% คิดเป็นมูลค่านับ 3-4 หมื่นล้านบาท ด้วยเหตุผลที่คนจีนเชื่อมั่นว่า “แดดเมืองไทยแรงกว่าจีน” สินค้าที่เอาชนะแดดเมืองไทยได้ ย่อมเอาชนะแดดที่ไหนก็ได้ในโลก
“ถ้าเราเล่าเรื่องสินค้าว่าดีอย่างไรเพียงอย่างเดียว เราอาจจะไม่รอด เพราะในจีนไม่มีอะไรที่เขาผลิตไม่ได้ แต่ถ้าเราเล่าผ่านเรื่องราวของประเทศและผูกโยงสินค้าเข้ากับถิ่นกำเนิดให้ได้ นั่นคือจุดที่เขาจะยอมควักเงินจ่ายให้เรา”
อย่าแข่งในเกมที่ชนะไม่ได้
การบุกตลาดจีนไม่ใช่แค่การแข่งกับตัวแบรนด์คู่แข่ง แต่เป็นการแข่งกับ “Capital Backup” หรือเม็ดเงินสนับสนุนมหาศาลจากรัฐบาลจีนที่ผลักดันแบรนด์ของเขาให้ออกสู่ตลาดโลก
“เวลาเราแข่งกับแบรนด์จีน เราจะไม่ได้แข่งที่ตัวเขาอย่างเดียว แต่เราแข่งกับ Capital Backup ของเขา จากการผลักดันจากรัฐบาลเขาให้ออกมาต่างประเทศ คำถามมีอยู่ว่า แค่แข่งกับแบรนด์เขาอย่างเดียวก็ยากจะแย่อยู่แล้ว แต่ว่าแข่งกับคนที่มีกระเป๋าเงินที่ไม่มีลิมิตยากยิ่งกว่า”
หาก SMEs ไทยเลือกแข่งด้วยสงครามราคาหรืออัดเม็ดเงินโฆษณาแข่งกันตรงๆ เราย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ดังนั้น “Branding” จึงเป็นอาวุธเดียวที่จะทำให้เราอยู่รอดได้
ไม่ว่าคุณจะขายสินค้าหรือบริการอะไร ให้มองหาจุดแข็งจากรากเหง้าหรือสิ่งที่มีเฉพาะในพื้นที่ของเราและเขาสร้างเองไม่ได้ สิ่งนี้คือจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะทำให้แบรนด์ไทยเข้าไปนั่งในใจลูกค้าชาวจีนได้อย่างยั่งยืน
