หากเอ่ยถึงธุรกิจในกลุ่ม “สุขภาพและความงาม” (Health & Beauty) หนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตามอง คือ “found & found” ร้านค้าปลีกสินค้าสุขภาพและความงามนำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลี ในเครือ OR แม้จะเปิดมาได้เพียง 2 ปี แต่เส้นทางการเติบโตของแบรนด์นี้ “ไม่ธรรมดา”
found & found ชู “คอนเซ็ปต์” จำหน่ายสินค้าญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นจุดยืนสำคัญของแบรนด์ ทำให้มีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่น พร้อมวาง “กลยุทธ์” ขยายสาขาผ่านโมเดลหลากหลาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเติบโต 200% ในปี 2570 และขยาย 450 สาขาในปี 2573
ในคอลัมน์ Exclusive Interview “เส้นทางเศรษฐี” พาไปพูดคุยกับ คุณณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮสท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด ถึงเส้นทางของ found & found

ความสำเร็จปีแรก สู่เป้าหมายปี 2026
คุณณัฐพล กล่าวว่า ในปี 2568 found & found สามารถขยายสาขาได้มากถึง 12 แห่ง หากนับรวมกับ 9 สาขาเปิดใหม่ในปี 2569 ทำให้แบรนด์มีสาขาทั้งหมด 21 แห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังมี Shelf in Shop วางจำหน่ายสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต 11 สาขา และจิฟฟี่ อีก 10 สาขา
ซึ่งการขยายสาขายังเป็นเป้าหมายของแบรนด์ในปี 2569 โดยต้องเปิดให้ได้ทั้งหมด 45 สาขาเป็นอย่างน้อย ในขนาดพื้นที่ 22-150 ตารางเมตร โดยมีความมั่นใจที่จะพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายใหญ่ได้ไม่ยาก และในอนาคตหากแบรนด์แข็งแรงอาจได้เห็นโมเดลแฟรนไชส์
found & found มุ่งเปิดสาขาในหลายทำเล ทั้ง Shelf in Shop, ตึกออฟฟิศ, ปั๊มน้ำมัน และคอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงต่างจังหวัด โดยเปิดสาขาในปั๊มวังมะนาว ปั๊มลุงเท่ง ชะอำ หรือปั๊มวังน้อยซึ่งเป็นโมเดลแบบ Shop in Shop พื้นที่เชื่อมระหว่างคาเฟ่ อเมซอน และ found & found นับเป็นแห่งที่ 3 ต่อจาก สาขารามคำแหง 129 และอารีย์
“การที่เราเป็นลูกของ OR ทำให้สปีดการทำงานเร็วขึ้น ตัดสินใจเร็วขึ้น และสามารถพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ให้ OR ได้” คุณณัฐพลกล่าวเสริม

“คอนเซ็ปต์” ชูสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลี และไทย
คุณณัฐพลเผยว่า ปีที่แล้วตลาดความงามมีมูลค่ารวมทุกเซกเมนต์อยู่ที่ 400,000 ล้านบาท เติบโต 8-9% ต่อปี จากการศึกษาตลาดสุขภาพและความงามในไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโต อีกทั้งผู้เล่นที่เป็นเจ้าตลาดมีส่วนแบ่งการตลาดไม่ถึง 10-15% found & found จึงเลือกสร้างความแตกต่าง เน้นจุดยืนนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นและเกาหลีเพื่อสร้าง “คาแร็กเตอร์” ให้แบรนด์
“จะทำยังไงให้ขายได้ เรามองว่า หนึ่ง มีสินค้าต้องแตกต่าง สอง แก้ Pain Point ให้ลูกค้า เพราะฉะนั้นสินค้าญี่ปุ่นเกาหลีก็เป็นเทรนด์ของโปรดักต์ที่เอาเข้ามาเสริมให้มีความแตกต่าง ตั้งราคาให้สมเหตุสมผลใกล้เคียงญี่ปุ่นและเกาหลีเพราะนำเข้าเองเกือบ 500 SKU ไม่รวมกับซัพพลายเออร์ในไทย ไม่ต้องหิ้วไม่ต้องแบกมา ที่สำคัญการันตีของแท้ ซึ่งเป็นปัญหาของคนซื้อของออนไลน์เพราะบางทีซื้อแล้วได้ของปลอม
รวมถึง BA ที่สามารถแนะนำสินค้าได้หลากหลายแบรนด์ ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และที่สำคัญเขามีความสุขกับ BA คือสิ่งที่เราภูมิใจ BA เราทำหน้าที่ได้ดีในการนำเสนอสินค้าแบบเพื่อนบอกเพื่อน”
โดยมีสินค้าให้เลือกกว่า 5,000 รายการ แบ่งเป็นญี่ปุ่นและเกาหลีหลักร้อยแบรนด์จากพาร์ตเนอร์หลัก คือ สุกิ ฟาร์มาร์ซี (SUGI Pharmacy) และ โอลีฟ ยัง (Olive Young) 7 แบรนด์
“สินค้าญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องคุณภาพและเทคโนโลยีการผลิต สินค้าเกาหลีก็มีทั้งคุณภาพ เทคโนโลยีการผลิต และความวาไรตี้”
ขณะเดียวกันมีแบรนด์ไทยเข้ามาวางจำหน่ายเฉียด 50 แบรนด์เช่นกัน เพราะสินค้าไทยต้องอยู่ในร้านคนไทย ไม่ว่าจะเป็น สกินแคร์แบรนด์ ศรีจันทร์ (Srichand) และ มิซูมิ (Miumi) หรือเครื่องสำอางแบรนด์ ลา กลาซ (La Glace) และ เจนเทิล คัลเลอร์ (Gentle Colors) เป็นต้น

แนวคิด Customer Driven ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
ด้วยเปิดในหลายทำเล คุณณัฐพลกล่าวว่า ต้องรู้ “ความต้องการของลูกค้า” ว่ากำลังมองหาสินค้าประเภทไหน เพราะลูกค้าแต่ละโลเคชั่นมีคาแร็กเตอร์และจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน ดังนั้น จึงมีสินค้าเหมือนกันทุกสาขา 70-80% ที่เหลือคือ “สินค้าเฉพาะ” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละโลเคชั่น
“ไม่ใช่ว่าเราจะมุ่งขายสินค้านี้อย่างเดียว ถ้าทำแบบนั้น ก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ เราต้องดูว่าเขาต้องการอะไร ชอบแบบไหน จะนำเสนอสินค้าที่ตรงใจผู้บริโภคแต่ละโลเคชั่นได้ยังไง ยกตัวอย่าง สาขาปั๊มวังมะนาว หรือวังน้อย Travel Set แบบพกพาขายดี คอมมูนิตี้มอลล์ Personal Care ขายดี ตึกออฟฟิศ เครื่องสำอางขายดี โดยช่องทางการซื้อยังเป็นหน้าร้าน 90% ส่วนอีก 10% สั่งออนไลน์”

สิ่งที่ยากที่สุดของ found & found
อย่างไรก็ตาม แม้ found & found เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่คุณณัฐพลกล่าวว่าสิ่งที่ยากที่สุด คือ “การสร้างแบรนด์” เพราะต้องใช้ระยะเวลา ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ตลาดนี้มีขนาดใหญ่เกินไปที่จะตะโกน เพราะฉะนั้นต้องค่อยๆ สร้างแบรนด์แบบซึมตามโลเคชั่น สร้างคอมมูนิตี้คนที่มีความชื่นชอบ found & found ซึ่งแบรนด์มาถูกทางในปัจจุบันจึงไม่ได้ใช้งบประมาณที่สูงในการตะโกน ขณะเดียวกันต้องยืนระยะทำการตลาดออนไลน์ในโซเชียลต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางในการสร้างแบรนด์รูปแบบนี้
“ตลาดท้าทายตั้งแต่ปีแรกที่เรากระโดดเข้ามาแล้ว เพราะมีผู้เล่นรายเดิมอยู่มานาน เขานำหน้าและมีเครือข่ายมากกว่าเรานานแล้ว ดังนั้นต้องหาตัวตนให้เจอว่าจะขายอะไร ความแตกต่างคืออะไร เราก๊อบปี้เขาไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ในการทำแบบนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องมีกลยุทธ์ที่โดดเด่น อาจจะมีสินค้าเหมือนกันได้ แต่เขาไม่สามารถสร้างแบรนด์ที่มีคาแร็กเตอร์แบบเดียวกับเราได้แน่นอน” คุณณัฐพลกล่าวทิ้งท้าย
สรุป Key Success
1. found & found เป็นร้านที่เข้าใจความต้องการผู้บริโภคในแต่ละโลเคชั่น
2. เน้นขายสินค้าญี่ปุ่นและเกาหลีเพื่อสร้างคาแร็กเตอร์ที่แตกต่าง และมีสินค้าแรร์ไอเทมวางขายเฉพาะ found & found
2. จำหน่ายราคาสมเหตุสมผล และให้บริการที่แตกต่างจาก Smart BA ที่สามารถนำเสนอสินค้าได้หลากหลายแบรนด์
4. มีระบบ CRM เชื่อมต่อระบบสมาชิกสามารถใช้บลูพลัส พอยต์สของ OR สะสมคะแนนหรือแลกสิทธิประโยชน์ได้ที่ found & found โดยปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 60,000 คน
