จากไอเดียเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากความชอบกินไอศกรีมโยเกิร์ต สู่การรวมตัวสร้างแบรนด์ “I Wanna Eat Yogurt” ของ 4 พาร์ตเนอร์ คือ เท็น – พิชญะ ตรีเกษมมาศ, ไอ – อัยยาฎา วัฒนาพณิชยกุล, แม็กซ์ – จุรินทร์ วรรณพงษ์ และ แบ๊ม – จณิสตา ตันศิริ บัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พร้อมสร้างภาพจำด้วย สีเขียว ซึ่งเป็น CI หลักของแบรนด์ ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น วันนี้แบรนด์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเปิดมาได้ 1 ปีครึ่ง โดยสร้างยอดขาย 40,000 ถ้วยต่อเดือน

เริ่มต้นจากความชอบ
จุดเริ่มต้นของ I Wanna Eat Yogurt มาจากความชื่นชอบไอศกรีมโยเกิร์ตของเท็น ประกอบกับความตั้งใจที่อยากทำธุรกิจมาตั้งแต่สมัยเรียน BBA แต่ในตอนนั้นยังไม่มีโอกาสได้ลงมือทำจริง
จนกระทั่งเรียนจบ เท็นใช้เวลาช่วงนั้นพัฒนาสูตรไอศกรีมโยเกิร์ตหวานน้อยเพราะไอศกรีมโยเกิร์ตในตลาดที่เคยทานรสชาติหวานเกินไป อีกทั้งราคายังสูง ซึ่งกว่าจะได้สูตรที่ลงตัว ใช้เวลาลองผิดลองถูกเป็นหลักเดือน
ก่อนจะชวนไอมาลองเปิดบูธที่ธรรมศาสตร์แฟร์ รังสิต ผลปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับดี สินค้าขายได้และขายหมด
เขาจึงชวนแบ๊มและแม็กซ์เพื่อนที่เรียน BBA รุ่นเดียวกันมาเป็นหุ้นส่วนร่วมกันสร้างแบรนด์ เพราะเห็นถึงศักยภาพของสินค้า จึงอยากปรับสเกลธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น
ซึ่งแบ๊มและแม็กซ์ตอบตกลง เพราะอยากทำธุรกิจมาโดยตลอดเช่นกัน

จากงานแฟร์สู่หน้าร้านในห้าง
จากบูธงานแฟร์ ปัจจุบัน I Wanna Eat Yogurt เปิดขายในห้างสรรพสินค้าราว 4 สาขาหลังจากเปิดตัวมาได้ 1 ปีครึ่ง
แต่ก่อนจะเข้าสู่ห้าง พวกเขาเคยเปิดขายตามสำนักงานออฟฟิศมาก่อน โดยเน้นทำสัญญาระยะสั้น และย้ายทำเลไปเรื่อยๆ ก่อนจะคิดได้ว่าควรมีร้านประจำ เพราะการย้ายทำเลไปเรื่อยๆ ใช้พลังงานค่อนข้างเยอะ
พวกเขาช่วยกันตระเวนหาสถานที่ทั้งตึกออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงคอมมูนิตี้มอลล์ กระทั่งได้เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลพระราม 9 เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
“แบรนด์ต้องมีภาพลักษณ์ที่สามารถเข้าห้างได้ หลังจากนั้นถ้าห้างเห็นศักยภาพ เขาก็จะตอบรับเรา” เท็นเล่าเสริม
ภาพลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของ I Wann Eat Yogurt คือเป็นไอศกรีมโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกส์ 4 ชนิด ได้แก่ Bifidobacterium Lactis, Lactobacillus rhamnosus, Lactobacillus bulgaricus และ Streptococcus thermophilus
ขายในราคาเข้าถึงง่าย เริ่มต้น 59 บาท ไซซ์ S แบบไม่ใส่ท็อปปิ้ง ขนาด 100 กรัม 55 กิโลแคลอรี ท่ามกลางสินค้า Overprice ในตลาด
เท็นเสริมว่า “เราแค่รู้สึกว่าราคาในตลาดมันแพงจริงๆ เราสามารถทำราคานี้โดยที่ไม่ได้ Suffer อะไร แล้วลูกค้าก็เป็นอิสระกับการกิน เพราะซื้อง่าย เลยได้มาเป็นราคานี้”
ด้านแบ๊มเสริมถึง “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้แบรนด์น้องใหม่เป็นที่รู้จักและต่อยอดมาเรื่อยๆ ว่า “ตอนไปขายที่ธรรมศาสตร์แฟร์มีคนรู้จักเราในกลุ่มหนึ่ง คือน้องๆ ที่กินแล้วอร่อยจนไปบอกต่อเพื่อนๆ
พอเข้าห้างแล้ว ช่วงแรกก็ไม่มีใครรู้จักเพราะเป็นแบรนด์น้องใหม่ และตั้งอยู่ชั้น 7 เพราะพื้นที่ชั้นล่างไม่ว่าง คนเดินถึงแต่ไม่ใช่โซนขายของหวาน เลยเป็นชาเลนจ์อย่างหนึ่งทำให้ยอดขายนิ่ง
แต่ก็มีจุดเปลี่ยนคือลูกค้ามารีวิวให้เราแบบออร์แกนิกใน X ว่าเจอแล้ว ร้านโยเกิร์ตหวานน้อยที่จริงใจ ซอสพิตาชิโอ้อร่อย ทำให้บูมขึ้นมา มีคนรู้จักแบรนด์เราขึ้นเยอะมาก ต่อแถวกันยาวเหยียด”

การตลาด กระตุ้นยอดขาย
ในด้านของการตลาด I Wanna Eat Yogurt ใช้คาแร็กเตอร์ความสนุกสนานของแบรนด์สร้างกิจกรรมสนุกๆ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย
โดยกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำของลูกค้า คือ “ไอติมโยเกิร์ตฟรี! แค่กล้ามาโหนบาร์” กับ “เต้นบราซิล รับฟรี 1 ท็อปปิ้ง”
“เราจะมีโปรโมชันเรื่อยๆ ทุกเดือนให้ลูกค้ามาเล่นกิจกรรมและยังมีเอนเกจเมนต์กับเราตลอด ให้ลูกค้าสนุกไปกับแบรนด์” แบ๊มเล่าเสริม
ในการคิดกิจกรรม ช่วงแรกคิดจากอินไซต์ลูกค้า โดยก่อนเข้าห้างทางแบรนด์ก็เคยสร้างโปรโมชันสุดแมส คือ “อยากลาออก” เกิดจากแม็กซ์ไปดูดวง ซึ่งมีโปรโมชันกินไอศกรีม ฟรีดูดวง ลูกค้าที่มาดูดวงก็จะชอบมาดูว่า “เมื่อไหร่จะได้ออกจากงาน” จึงนำมาปรับใช้กับกิจกรรมของแบรนด์
หลังจากนั้นก็ปรับจากทั้งอินไซต์ เทรนด์ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ของทีมรวมกัน จนกลายเป็นกิจกรรมหลากหลายให้ลูกค้าได้ร่วมสนุก หากเป็นแคมเปญใหญ่จะใช้ระยะเวลา 1 เดือน หากเป็นฟรีท็อปปิ้งเล็กๆ อาจจะจัดราว 1 อาทิตย์หรือจัดเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าโปรโมชันนั้นเป็นอย่างไร
ทว่า ในช่วงหนึ่งทีมเคยรู้สึกหลงทางกับการทำการตลาด ไม่รู้ว่าควรจะไปทิศทางไหน แต่สุดท้ายแล้วก็มาถูกทาง สะท้อนจากกิจกรรมการตลาดที่ทางแบรนด์จัดขึ้น ทั้งโหนบาร์ หรือเต้นบราซิล ที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

การทำธุรกิจกับเพื่อน
จากการรวมตัวของทั้ง 4 คน ที่เป็นทั้งพาร์ตเนอร์ เพื่อนและแฟน เท็นสะท้อนถึงข้อดีให้ฟังว่า พวกเขาทั้งหมดมีความคิด มีเป้าหมายตรงกัน การทำธุรกิจจึงเป็นไปได้ด้วยดี
ส่วนบทเรียนที่ได้จากการทำธุรกิจ “เริ่มทำไปก่อน และคอยแก้ปัญหา เรียนรู้ไปเรื่อยๆ และต้องบริหารจัดการพัฒนาระบบให้เราสามารถดูแลทั้ง 4 สาขาได้ โดยที่คุณภาพไม่ตก” เท็นเสริม
ส่วนแบ๊มเผยว่า “ถ้าเราไม่ทำธุรกิจ ก็จะไม่รู้เลยว่าเจอปัญหาอะไรบ้าง ตอนที่เข้ามาทำก็เจอปัญหาทุกวันให้แก้ อยากสร้างระบบหลังบ้านให้เดินต่อได้อย่างแข็งแรง สุดท้ายแล้วทำให้แบรนด์ดังแค่ไหน แต่โปรดักต์เราต้องดีจริงๆ ถ้าไม่ดีลูกค้าก็ไม่มาซื้อซ้ำ หัวใจของแบรนด์จริงๆ คือโปรดักต์ ให้ลูกค้าลองแล้วติดใจ ซื้อซ้ำมากกว่าการลองครั้งเดียวแล้วไป”
จากเรื่องราวของ I Wanna Eat Yogurt สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจสำคัญคือ โปรดักต์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ราคาเข้าถึงง่าย และการตลาดที่สร้างสีสัน จนเกิดการบอกต่อและสร้างฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
