ปัจจุบัน ตลาดอาร์ททอยเติบโตไปมากกว่าแค่กล่องสุ่ม ไม่ใช่แค่แฟชั่นที่มาไวไปไว แต่ได้ฝังตัวลงไปใน Art (Toy) Economy อย่างเต็มตัว มีความเป็นมืออาชีพ มีคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง และกลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผสมผสานระหว่าง ศิลปะ แฟชั่น และการลงทุน อย่างลงตัว

คุณแก้ม-อักษร จันทรโรจน์วานิช ซีอีโอบริษัท Take Toys ได้กล่าวว่า คนวัยทำงานจะชอบซื้อตุ๊กตาหรือของสะสมที่เป็นการ์ตูนที่เขาเคยดูในสมัยเด็ก สะท้อนถึงการตลาดแบบ “Kidult Economy” หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังมีความชื่นชอบของเล่นและตัวละครในวัยเด็ก
โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่เลือกซื้อสินค้าที่เชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีต (Nostalgia) ทำให้สินค้าคาแรกเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก แต่กลายเป็นสินค้าที่สะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความรู้สึกของหัวใจน้อย ๆ ในวัยเด็กที่หายไป
เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมของตลาดอาร์ททอย (Art Toy) ในประเทศไทยปี 2026 ถือว่าอยู่ในยุคที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและพัฒนาไปไกลกว่าแค่กระแสกล่องสุ่ม โดยประเทศไทยกำลังปักหมุดสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค หรือ “Land of ART TOY” ของเอเชีย
กลุ่มผู้ซื้อหลักไม่ใช่เด็ก แต่เป็นกลุ่ม Kidult (ผู้ใหญ่ที่มีความชอบในของเล่นและตัวละครวัยเด็ก) โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ที่ขับเคลื่อนตลาดนี้อย่างรุนแรง เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าอาร์ททอยไม่ได้เป็นเพียงแค่ของสะสมเพื่อเติมเต็มคุณค่าทางจิตใจเท่านั้น แต่ยังถูกยกระดับให้เป็น สินทรัพย์ทางเลือกที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเก็งกำไรได้ในอนาคตด้วย
ส่งผลให้ค่ายต่างๆ เริ่มขยับตัวจากตลาดกล่องสุ่มแบบเดิมๆ ไปสู่การสร้าง Original IP (Intellectual Property) ของตัวเองมากขึ้น หวังสร้างจักรวาลคาแรกเตอร์ที่เติบโตได้ด้วยตัวเองในตลาดสากล แทนที่จะพึ่งพาเพียงกระแสสุ่มโมเดล หรือพึ่งพาแค่ลิขสิทธิ์จากต่างชาติเพียงอย่างเดียว
บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด (Take Toys) คือผู้สร้างแบรนด์ตุ๊กตาไทยและผู้ถือลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ระดับโลกอย่างดิสนีย์ แคร์แบร์ และมอนชิชิ ก่อตั้งโดย คุณอักษร จันทรโรจน์วานิช ได้เปิดตัวคาแรกเตอร์ออริจินัลใหม่สุดน่ารักกับน้อง “ตุ๊ตา” (Tuta) เด็กสาวจากต่างดาว (ดาว TT195) หวังต่อยอดสู่การสร้าง IP ใหม่ในตลาดของสะสมที่จะยกระดับอาร์ททอยให้เป็นมากกว่ากล่องสุ่ม

ไม่อยากให้แค่สินค้าลิขสิทธิ์ต่างชาติที่ดัง เพราะดีไซเนอร์ไทยก็เก่งไม่แพ้ใครเลย การเปิดตัวน้องตุ๊ตาจึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวตุ๊กตาตัวใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งก้าวของ Take Toys ขยับจากผู้ถือครองลิขสิทธิ์ระดับโลก สู่ดีไซน์เนอร์ไทยที่สร้างจักรวาลคาแรคเตอร์ที่สามารถเติบโตในตลาดได้ด้วยตัวเอง คุณอักษรกล่าว
นอกจากนี้ยังเปิดตัวป๊อปอัพสโตร์ “เทสทอยส์ ฟาร์มาซี” ณ ย่านทรงวาด กรุงเทพฯ ซึ่งนำเสนอคอนเซปต์ร้านขายยาจีนที่เปลี่ยนจากการขายยาจีน เป็นการมอบยาใจผ่านตุ๊กตาและสินค้าคาแรกเตอร์สไตล์ Gen Z


ซึ่งการเลือกย่านทรงวาดที่มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ของความวินเทจ ทำให้เหมือนเป็นที่พักใจจากความวุ่นวาย โดยป๊อปอัพสโตร์แห่งนี้ถือเป็นสาขาแรกและเปิดให้บริการเป็นระยะเวลา 3 เดือน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
นอกจากนี้ ยังเล่าถึงถึงแผนการต่อยอดในอนาคต โดยบริษัทมีแนวคิดในการสร้างความร่วมมือ (Collaboration) กับคาแรกเตอร์และอนิเมะจากประเทศญี่ปุ่น แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด
ผลประกอบการของบริษัท เทค ทอยส์ จำกัด ในปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 800 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาทในปีนี้ เนื่องมาจากการขยายตลาดสินค้าคาแรกเตอร์ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ผ่านพื้นที่ Pop-up Store เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่
บทความโดย Thanadol Mechaimart (Kong)
