ใครจะคิดว่าเจ้าของแบรนด์กระเป๋าที่เปิดพรีออร์เดอร์กี่ครั้งก็เต็ม คือเด็กวัย 15 ปี จากภาพคนฟุบหลับบน BTS สู่ “กระเป๋าหมอน Lostkid” ที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินก้อนแรกเพียง 4,000 บาท
สำหรับคุณ คิดว่าต้องอายุเท่าไหร่ถึงจะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองได้ 18 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น? แต่ถ้าบอกว่ามีเด็กวัย 15 ปีคนหนึ่ง ที่เริ่มต้นธุรกิจกระเป๋าของตัวเอง พร้อมกับยอดพรีออร์เดอร์ที่เปิดกี่รอบก็เต็มทุกรอบ คุณจะเชื่อไหม
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพามาทำความรู้จักกับ “ฟูยุ-ติณกาญจน์ กาญจนพาณิชย์กุล” เด็กวัย 15 ปี เจ้าของแบรนด์ Lostkid ที่สร้างแบรนด์จาก Pain Point ตอนที่เห็นผู้คนฟุบหลับบนรถไฟฟ้า BTS จนเกิดไอเดียทำแบรนด์กระเป๋าหมอนกอดได้
Sleepy Bag Lostkid เป็นกระเป๋านุ่มนิ่มที่ใช้เก็บของและสามารถใช้หนุนนอนได้จริง ซึ่งในตอนนี้มีการเปิดพรีออร์เดอร์ไปแล้ว 3 ครั้ง และขายหมดเกลี้ยงทุกรอบ! แต่กว่าจะมาเป็น Sleepy Bag Lostkid จุดเริ่มต้นเป็นอย่างไร
“ฟูยุ” เติบโตมาจากครอบครัวนักธุรกิจ ก่อนนอนพ่อแม่มักจะเล่าเรื่องการทำงานให้ฟังเกือบทุกคืน จึงทำให้เขามีความฝันอยากเป็นนักธุรกิจ นอกจากนี้ การได้ฟังเรื่องเล่าของพ่อแม่ทุกวัน ยังหล่อหลอมให้เขาเป็นคนชอบเล่าเรื่องอีกด้วย
กระทั่งเกิดเหตุการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ฟูยุต้องอยู่แต่บ้าน เขาจึงเริ่มสร้างช่อง YouTube ของตัวเองในชื่อ “Fuyutin” และทำคอนเทนต์หลากหลายแนวออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ก้าวแรกของการเป็นนักธุรกิจเริ่มขึ้นเมื่อเขาอยากทำเสื้อขาย จึงเริ่มศึกษาวิธีการต่างๆ แต่เนื่องจากยังขาดเงินทุน ฟูยุจึงนำทักษะการทำคอนเทนต์ที่เคยสั่งสมมา ไปลงประกวดทำคลิปจนชนะและได้เงินรางวัลมา 4,000 บาท เมื่อได้เงินทุนก้อนแรก เขาก็ดึงเพื่อนมาร่วมลงทุนรวม 5 คน จนกลายเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ “Lostkid” โดยมีสินค้าตัวแรกเป็นเสื้อยืด
ทว่าต่อมา ธุรกิจทางบ้านของเขาประสบปัญหาจนต้องขายรถยนต์ส่วนตัว ทำให้ฟูยุจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแทน แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ Lostkid ไปโดยไม่คาดคิด
ระหว่างนั่งรถไฟฟ้า ฟูยุสังเกตเห็นชายคนหนึ่งเอากระเป๋ามาหนุนนอน และเมื่อไปโรงเรียน เขาก็เห็นเพื่อน ๆ ชอบนอนฟุบบนโต๊ะในช่วงเวลาพัก เขาจึงลองไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมแล้วพบว่า เด็กไทยใช้เวลานอนต่อวันเพียง 5–6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้ ประกอบกับการพกหมอนไปไหนมาไหนค่อนข้างเกะกะ เขาจึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ถ้ากระเป๋าที่เราพกติดตัว สามารถใช้เป็นหมอนได้ด้วยก็น่าจะสบายน่าดู” ทันใดนั้น ไอเดียสินค้าตัวใหม่ก็เกิดขึ้นมา นั่นคือ Sleepy Bag Lostkid
เขาถ่ายทอดเรื่องราวและไอเดียกระเป๋าของตัวเองลงบน TikTok ช่อง @fuyu_tin จนได้รับความนิยมอย่างมาก และสามารถสร้างฐานลูกค้าได้ตั้งแต่สินค้ายังไม่ได้วางขาย เห็นได้จากยอดรับชมคลิปเกี่ยวกับกระเป๋าหมอน Lostkid ที่แตะระดับ 1 ล้านวิวแทบทุกคลิป จนปัจจุบันมีผู้ติดตามเกือบ 450,000 คนแล้ว
อย่างไรก็ตาม กว่าจะออกมาเป็น Sleepy Bag Lostkid ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ทั้งการวิจัยตลาดที่ค่อนข้างใหม่ ตัวสินค้าต้นแบบที่ยังไม่นุ่มพอจะใช้เป็นหมอน หรือแม้กระทั่งโรงงานผลิตที่มีขั้นต่ำสูงเกินกำลัง จนในที่สุดก็ได้พบกับโรงงานที่มองเห็นศักยภาพ และยอมรับผลิตให้ในจำนวนตามที่ต้องการ
นอกจากตัวกระเป๋าแล้ว ฟูยุยังชวนเพื่อนๆ มาร่วมกันทำ “ที่ห้อยกระเป๋า” แบบแฮนด์เมดด้วยตัวเอง ทั้งเย็บและเก็บรายละเอียดทุกชิ้น เพื่อมอบเป็นคำขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่ผู้ที่สนับสนุน โดยกระเป๋า 100 ใบในล็อตแรก มีที่ห้อยกระเป๋าเพียง 10 กว่าชิ้นเท่านั้น ทำให้แต่ละชิ้นไม่ได้เป็นเพียงของแถม แต่เป็นเหมือนตัวแทนคำขอบคุณที่ตั้งใจทำขึ้นด้วยมือจริงๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ Sleepy Bag Lostkid มีฐานลูกค้าตั้งแต่สินค้ายังไม่วางขาย เกิดจากการประยุกต์ใช้ “กระบวนการสร้างแบรนด์” มาเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์บน TikTok โดยไม่ได้รอให้กระเป๋าเสร็จสมบูรณ์แล้วค่อยเริ่มสื่อสาร แต่เปิดให้ผู้ติดตามได้เห็นเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้น ทั้งการพัฒนาแบรนด์ การออกแบบสินค้า และอุปสรรคระหว่างทาง ทำให้ผู้ติดตามไม่ได้มอง Lostkid เป็นแค่แบรนด์กระเป๋า แต่รู้สึกเหมือนได้เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์
วิธีการนี้สอดคล้องกับแนวคิด Brand Storytelling ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันกับผู้ติดตามก่อนที่สินค้าจะออกสู่ตลาด เมื่อถึงวันที่เปิดขาย Lostkid จึงไม่ต้องเริ่มต้นจากการหาลูกค้าใหม่ทั้งหมด แต่มีผู้ติดตามที่ผูกพันกับเรื่องราวและพร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว แถมยังช่วยลดต้นทุนค่าโฆษณาลงได้อีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของฟูยุอาจเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า การเริ่มต้นธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้อายุมาก มีประสบการณ์สูง หรือมีเงินทุนมหาศาล ขอเพียงกล้าที่จะเริ่มต้นและพร้อมเรียนรู้ระหว่างทาง เพราะสิ่งที่พา Lostkid เดินทางมาได้ไกลขนาดนี้ ไม่ได้มีแค่เงินทุนก้อนแรก 4,000 บาทเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยวินัย ความพยายาม และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญคือการมองเห็นโอกาสจากสิ่งเล็กๆ รอบตัว หรือเรื่องธรรมดาที่หลายคนมองข้าม แล้วนำมาคิดต่อยอดให้กลายเป็นสิ่งใหม่ เมื่อความกล้ามาพร้อมกับความพยายามและสายตาที่มองเห็นโอกาส สิ่งเล็กๆ ที่เริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ก็อาจเติบโตกลายเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ได้มากกว่าที่คิด
ไม่แน่ว่า “ฟูยุ” อาจกลายเป็นหนึ่งใน “อายุน้อยร้อยล้าน” คนต่อไปก็เป็นได้
เรียบเรียงโดย : ธนดล มีชัยมาตร์
