เริ่มต้นจากร้านยาตู้กระจก เมื่อปี 2541 ด้วยความตั้งใจให้คนในชุมชนเข้าถึงร้านยาที่ได้มาตรฐาน และช่วยลดภาระของโรงพยาบาล จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมา 28 ปี “ร้านยากรุงเทพ” เติบโตไปกว่า 80 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง
เส้นทางการเติบโตไม่ได้วัดกันแค่จำนวนสาขา แต่ยังปรับบริการให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น ทั้ง Call Center, ระบบ Telepharmacy, แอปพลิเคชัน รวมถึงการเพิ่มสินค้าและขยายพื้นที่ร้านให้ตอบโจทย์การใช้บริการที่เปลี่ยนไป โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 1,296 ล้านบาท
“เส้นทางเศรษฐี” ชวนไปพูดคุยกับ “คุณชูวิทย์ วัยศิริโรจน์” รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพดรักสโตร์ จำกัด ถึงเส้นทางการเติบโตของร้านยากรุงเทพ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น การปรับตัวด้วยเทคโนโลยี ไปจนถึงแผนการพัฒนาธุรกิจในอนาคต

จุดเริ่มต้น “ร้านยากรุงเทพ”
“ร้านยากรุงเทพ” ก่อตั้งโดย นายแพทย์สมเกียรติ นามประดิษฐ และ คุณแก้ว วิศวกรคอมพิวเตอร์ พี่ชายของ คุณชูวิทย์ วัยศิริโรจน์ ด้วยความตั้งใจสร้างร้านยาที่ได้มาตรฐานให้คนในชุมชนเข้าถึงได้ ขณะเดียวกันยังมองไปถึงการลดภาระของโรงพยาบาล เพราะการเจ็บป่วยเบื้องต้นของผู้ป่วยบางคนสามารถปรึกษาเภสัชกรก่อนไปโรงพยาบาลได้
กลายเป็นที่มาของสาขาแรกที่สุขุมวิท 71 ในปี 2541 ซึ่งผ่านการลองผิดลองถูกและเรียนรู้การบริหารจัดการหลายอย่าง ซึ่งคุณชูวิทย์ได้เข้าไปคลุกคลีกับธุรกิจนี้ตั้งแต่ช่วงนั้น ก่อนเข้ารับตำแหน่งในปี 2549 หลังเคยทำงานด้านประกันภัยมาก่อน
โดยเปิดบริการตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ทว่าความครึกครื้นของกรุงเทพฯ ทำให้มีลูกค้าแวะมาซื้อยาหลังเที่ยงคืน จึงเป็นที่มาของการเปิด 24 ชั่วโมง
ก่อนนำโมเดลธุรกิจขยายไปสู่สาขาที่ 2 และ 3 ไปยังสุขุมวิท 101 และสุขุมวิท 103 ตามลำดับ ถึงปัจจุบันเติบโตกว่า 80 สาขา ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีเภสัชกรราว 250 คน แบ่งเป็น ประจำสาขา 220 คน และประจำสำนักงาน 30 คน ซึ่งแต่ละสาขาจะมีเภสัชกรหมุนเวียนราว 2-3 คน โดยยังไม่รวมพาร์ตไทม์
ขณะเดียวกัน ยังไม่มีแผนขยายสาขาในต่างจังหวัด เพราะบุคลากร โดยเฉพาะเภสัชกรที่จะมาประจำในร้านตลอด 24 ชั่วโมงค่อนข้างหายาก
คุณชูวิทย์สะท้อนความท้าทายนี้ว่า “แต่ละปีมีเภสัชกรจบประมาณ 1,500 คน ซึ่งมีอุตสาหกรรมรองรับมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรงงาน โรงพยาบาล ผู้แทนยา จึงเป็นความท้าทายตั้งแต่การสรรหาและการรักษาบุคลากร เราจะให้เข้าใช้วิชาชีพอย่างเต็มที่และทำงานได้สะดวกที่สุด โดยการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การทำบัญชียา”

พัฒนาเทคโนโลยี ตอบโจทย์คนใช้บริการ
แม้จะเน้นเปิดสาขาในย่านชุมชนเป็นหลัก แต่ร้านยากรุงเทพก็ไม่เคยหยุดพัฒนาเพราะ “อยากเป็นร้านยาที่เข้าไปอยู่ในมือทุกคน” จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการบริการ “ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพผ่าน Call Center”
กระทั่งช่วงโควิดระบาด ลูกค้าไม่สามารถออกจากบ้านได้ บริษัทจึงพัฒนา “ระบบเภสัชกรรมทางไกล” หรือ Telepharmacy พร้อมเปิด “แอปพลิเคชันร้านยากรุงเทพ” เพิ่มความสะดวก โดยมีเภสัชกรคอยให้คำปรึกษา สอบถามอาการและจ่ายยา และมีไรเดอร์จากลาลามูฟมารับและจัดส่งถึงบ้านผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง
“ส่วนใหญ่มาปรึกษาปัญหาสุขภาพเบื้องต้น เช่น ปวดหัว ตัวร้อน ปวดท้อง ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก แต่บางทีคนไข้อาจไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคที่ยากกว่า ก็เป็นหน้าที่ของเภสัชกร หากดูแล้วว่าไม่ใช่โรคพื้นฐานก็จะแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์
การยืนยันตัวตนของผู้รับปลายทาง ขั้นต้นเราเชื่อมต่อกับดีลิเวอรีแพลตฟอร์ม โดยขอให้ไรเดอร์ส่งถึงมือลูกค้า ยกเว้นลูกค้าโน้ตไว้ว่าให้ฝากไว้บางที่ อีกทางคือคิวอาร์โค้ดที่แปะบนหน้าซอง ไรเดอร์จะให้ลูกค้าสแกนรับ คนที่สั่งจะสามารถสแกนได้ แต่หากเป็นคนอื่นเอาแอปมาสแกนจะรู้ว่าเป็นคนละคน ขั้นสุดท้ายจะมีเภสัชกรโทรหาลูกค้าว่าได้รับหรือยัง”
ซึ่งเปิดให้ใช้แอปพลิเคชันราวปี 2564 ช่วงเดียวกับโควิดระลอกสองที่ผู้คนเริ่มเข้าใจการรักษาอาการป่วย ทำให้แอปพลิเคชันเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว จนเภสัชกรที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาให้บริการแทบไม่ทัน
โดยสัดส่วนการใช้บริการ Telepharmacy อยู่ที่ 10% ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
คุณชูวิทย์เผยอีกว่า อยากให้แอปพลิเคชันเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem สุขภาพที่เชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์และบริการต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพได้ครบวงจรมากขึ้น
เช่น เชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์แพลตฟอร์ม Telemedicine พบแพทย์ออนไลน์และส่งใบสั่งยามาที่ร้านยากรุงเทพเพื่อจัดส่งให้ผู้ป่วยต่อไป และบริการต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือผู้ป่วยสามารถมาตรวจค่าสุขภาพเบื้องต้นด้วยอุปกรณ์ที่มีในร้าน สามารถพูดคุยกับแพทย์ผ่านอุปกรณ์แท็บเล็ตและรับยากลับบ้านได้
นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลของลูกค้าทุกราย อย่างประวัติการแพ้ยา เพื่อช่วยลดการผิดพลาดของการจ่ายยาเข้ามาเสริมมาตรฐานอีกด้วย

อีกหนึ่งการพัฒนาคือ “ขยายพื้นที่ร้าน” จากเดิมใช้พื้นที่เพียงหนึ่งคูหาสู่การปรับพื้นที่เป็นสองคูหา เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่เข้าใช้บริการ
“จากการพัฒนาระบบ Telepharmacy ทำให้เราสามารถขายผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพได้หลากหลายในแอปพลิเคชัน จึงต้องมีพื้นที่ใหญ่ขึ้น ส่วนการมีลานจอดรถมาจากเสียงของลูกค้าที่ไม่สามารถจอดรถได้
ถ้าให้เล่าลึกๆ คุณพ่อผมบอกว่าทำไมคนไทยรวยจัง มีรถกันหมด พี่ชายผมเลยเข้าไปดูข้อมูลปรากฏว่าคนไทยมีรถกว่า 45 ล้านคัน เราเลยทดลองพัฒนาสาขาให้มีลานจอดรถ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 30 สาขา
โดยยังแบ่งพื้นที่ให้เช่าติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้า หรือแบ่งให้เปิดร้านค้าบ้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่ เรามองเห็นว่าร้านสะดวกซื้อมีการปรับตัวแบบนี้เช่นกัน เลยทดลองกับร้านยาบ้าง” คุณชูวิทย์เล่าเสริม
ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่เพิ่มเข้ามา มีด้วยกันหลากหลาย เช่น อาหารเสริม อุปกรณ์การแพทย์ รถเข็น ไม้เท้า เป็นต้น
โดยมีที่มาจากอินไซต์ ได้แก่ หนึ่ง ความต้องการของลูกค้า สอง คำแนะนำจากแพทย์ที่ทำงานร่วมกับเภสัชกรที่รู้ว่าผู้ป่วยควรใช้อาหารเสริมอะไรที่อาจช่วยดูแลสุขภาพและลดโอกาสการเจ็บป่วย และสาม ผู้ที่สนใจเสนอสินค้าที่มีประโยชน์ มีจุดขายเหมาะกับร้าน
ทำให้สัดส่วนสินค้าภายในร้าน 70% เป็นยารักษาโรคและบรรเทาอาการต่างๆ และ 30% เป็นสินค้ากลุ่มอื่นๆ
“จำนวนลูกค้าค่อยๆ เติบโตขึ้น และมียอดการสั่งซื้อต่อบิลใบเสร็จสูงขึ้น 20% โดยเลือกซื้อสินค้ากลุ่มอื่นนอกจากยาไปด้วย และเราพบว่าตอนเปิดสาขาคูหาเดียวลูกค้ามีการต่อคิวในช่วงเวลาที่คนเข้าใช้บริการจำนวนมาก บางคนไม่รอ ก็ทำให้เสียโอกาส
แต่เมื่อขยายสองคูหาทำให้ลูกค้ามีพื้นที่ สามารถเดินดูของเพื่อรอคิวได้ ทำให้เราไม่เสียลูกค้าไป และได้ยอดขายเพิ่มขึ้น” คุณชูวิทย์เล่าเสริมหลังการเพิ่มสินค้าและขยายพื้นที่บริการ
บสย. ค้ำประกันสินเชื่อต่อยอดธุรกิจ
จากแผนการพัฒนาและการต่อยอดธุรกิจในด้านต่างๆ บริษัทฯ ได้มีการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนค้ำประกันสินเชื่อ จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำให้ได้วงเงินที่เพียงพอในการขยายธุรกิจ
“เราเติบโตมาจากธุรกิจที่ก่อตั้งกันเอง ไม่ได้มีเงินทุนมากมาย ทรัพย์สินก็ไม่ได้มีมาวาง เมื่อต้องการขยายธุรกิจก็ได้ บสย. เข้ามาช่วย โดยเฉพาะช่วงโควิด บสย. ทำให้เราผ่านวิกฤตนั้นมาได้” คุณชูวิทย์เล่า
ร้านยากรุงเทพในอนาคต
ก่อนฉายภาพในอนาคตของร้านยากรุงเทพ ภายใน 1-2 ปีนี้ ตั้งเป้าปรับสาขารูปแบบเดิม จากหนึ่งคูหาเป็นสาขารูปแบบใหม่สองคูหา โดยนับรวมจำนวนสาขาเปิดใหม่และปรับรูปแบบจะอยู่ที่ 10-15 สาขา
และหากมีการขยายสาขาในต่างจังหวัด ตั้งเป้าเปิดในโซนหัวเมืองของแต่ละภูมิภาค โดยมองไปทางฝั่งตะวันออกเป็นอันดับแรก เพราะเป็นโซนที่มีศักยภาพและระยะทางไม่ไกล รวมทั้งจะมีการเปิดโมเดลแฟรนไชส์ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา
ในส่วนของแอปพลิเคชันจะมีการเพิ่มฟังก์ชัน เช่น เตือนกินยา ซึ่งเป็นอินไซต์ของลูกค้าที่มักลืมกินยาหรือลืมว่ากินไปแล้ว ส่วนระบบ Telepharmacy มีแผนจะเข้าไปร่วมให้บริการในแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น LINE MAN และ Shopee เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าไปเป็น Mini App ใน True Money และ ไทยประกันชีวิตเรียบร้อยแล้ว
จากเรื่องราวของร้านยากรุงเทพ สะท้อนให้เห็นว่า การทำธุรกิจไม่ได้มีแค่การขยายสาขา แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าและนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้ร้านยาเป็นมากกว่าสถานที่ซื้อยา แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้คนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น
