ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจเข้มข้นจนเกิดภาวะสงครามราคา หรือ Price War รูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมอย่างการสั่งผลิต OEM จากจีนแล้วนำกลับมาขายในไทย กำลังกลายเป็นโมเดลที่ตีบตัน Margins ถดถอย และสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ภาพสะท้อนจากงานเสวนา “China’s Next Chapter: Unlock the Opportunities through the City of Future” ที่จัดโดย H.O.W. (House of Wisdom) ก่อตั้งโดย คุณธนา เธียรอัจฉริยะ และ คุณเรืองโรจน์ พูนผล ร่วมกับผู้นำด้านเทคโนโลยีและผู้แทนรัฐบาลจากนครฉงชิ่ง ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ระลอกใหม่ของโอกาสทางธุรกิจไทยในจีน ไม่ใช่การไปซื้อของมาขาย แต่คือการใช้ศักยภาพไทยร่วมทุนด้านเทคโนโลยี Technology Co-existence”

ฉงชิ่ง เมืองแห่งอนาคตและโอกาสของธุรกิจไทย : ไทยทาวน์
คุณหวัง กั๋วชิ่ง ผู้แทนสภาประชาชนเขตหยูจง นครฉงชิ่ง กล่าวว่า ฉงชิ่งเป็นเขตปกครองตรง ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของจีน มีนักท่องเที่ยวปีละ 500 ล้านคน เป็นต่างชาติเพียง 5 ล้านคน จากนโยบายฟรีวีซ่าปี 2024 ทำให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปฉงชิ่งเพิ่มขึ้นถึง 72% แสดงให้เห็นว่าฉงชิ่งเป็น ‘จุดหมายการท่องเที่ยว’ ที่คนไทยสนใจ
นอกจากการเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนฉงชิ่งแล้ว ในแง่การพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวฉงชิ่ง การที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวจีนซึ่งมีจำนวนไม่มากที่มีโอกาสเดินทางต่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มนี้ต้องการสัมผัสประสบการณ์จากต่างประเทศ
โครงการไทยทาวน์ที่เกิดขึ้นที่ย่านชาซีเซี่ยง (Chashixiang) เมืองฉงชิ่ง จึงมุ่งหาธุรกิจจากประเทศไทยไปลงทุนในการเปิดประสบการณ์แบบต้นฉบับจริงๆ เพื่อให้ประชาชนชาวจีนได้สัมผัสอาหารไทยและกิจกรรมวัฒนธรรมไทยจากฝีมือคนไทยโดยแท้จริง
“โครงการไทยทาวน์ที่เมืองฉงชิ่งกำลังผลักดันอยู่ เป็นการดึงดูดการลงทุนจากธุรกิจไทยไปเปิดธุรกิจที่ฉงชิ่ง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนฉงชิ่ง โดยรัฐบาลฉงชิ่งให้การสนับสนุนด้านอสังหาริมทรัพย์ นโยบาย รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวในโครงการไทยทาวน์ เพื่อให้ธุรกิจไทยที่ไปลงทุนสามารถเติบโตได้
จึงอยากเชิญชวนให้ธุรกิจไทยที่มีความสนใจไปเปิดธุรกิจในประเทศจีน พิจารณาเมืองฉงชิ่งเป็นหมุดหมายการลงทุนด้วย” คุณหลิว ตันจู ผู้ช่วยผู้แทนสภาประชาชนเขตหยูจง นครฉงชิ่ง กล่าว

เทคโนโลยีหุ่นยนต์แห่งอนาคต : Humanoid Robotics
คุณโอเวน จ้าน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หุ่นยนต์ อานฮุย จู๋ชิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่า วงการหุ่นยนต์ของประเทศจีนมีความก้าวหน้าไปมาก โดยล่าสุด มีการพัฒนาหุ่นยนต์จูซิง (ZX) ผลิตที่เมืองอู๋ซี ประเทศจีน ซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายมนุษย์มากขึ้น และสามารถใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้
รวมถึงพัฒนามาเพื่อใช้งานในกิจกรรมชีวิตประจำวันได้ด้วย เช่น สามารถพับผ้า เทขยะ หรืออยู่เป็นเพื่อนกับมนุษย์ได้ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม หุ่นยนต์ดังกล่าวได้รับการพัฒนามาเพื่อใช้ในกระบวนการการผลิต เช่น ยกของหนัก ประกอบชิ้นส่วน ไปจนถึงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงอันตรายเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์ได้
ราคาในปัจจุบันอยู่ที่ 7,000-8,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 235,900-269,600 บาท) ซึ่งคาดการณ์ว่า ในอนาคต อุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นไม่ต่างกับโทรศัพท์มือถือ และรถยนต์ EV อย่างในปัจจุบัน
“หุ่นยนต์จูซิง (ZX) มีการใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น การเตะฟุตบอล การเต้นรำ เพื่อสร้างสีสันให้การแข่งขันกีฬาหรือกิจกรรมการตลาดดึงดูดลูกค้า สามารถใช้เป็นไกด์บรรยายในรถไฟฟ้าใต้ดิน และรัฐวิสาหกิจในประเทศจีน หรือแนะนำสินค้าได้
ซึ่งในอนาคต โดยเป้าหมายไม่ใช่เพื่อให้หุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการใช้หุ่นยนต์เพื่อสร้างความปลอดภัยให้มนุษย์ เช่น ทำงานที่เสี่ยงอันตราย ขณะเดียวกัน การจะพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้ ต้องมีการพัฒนาในหลายภาคส่วนพร้อมกัน เช่น ด้านการศึกษา ประเทศจีนมีหลักสูตรซอฟต์แวร์และเดต้าสำหรับพัฒนาหุ่นยนต์
นอกจากนั้น เรายังมีการสร้างความร่วมมือและการมีพันธมิตร ซึ่งในด้านนี้ การมีพันธมิตรจากประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดสรรอะไหล่เพื่อใช้ประกอบหุ่นยนต์ ไปจนถึงธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้หุ่นยนต์ที่มีมากขึ้น ก็จะมีส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้มากขึ้น” คุณโอเวน จ้าน กล่าว

เทคโนโลยีการคมนาคมแห่งอนาคต : รถยนต์ EV และรถยนต์บินได้
ด้านเทคโนโลยีการคมนาคม คุณซิน หลี่ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ บริษัท CDUI (China Automobile Development United Investment) กล่าวว่า ย้อนหลังไปในปี 2008 ตลาดรถยนต์จีนถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก แต่เทคโนโลยีหลักยังล้าหลังและต้องพึ่งพายุโรปกับสหรัฐอเมริกา
กลยุทธ์ที่รัฐบาลจีนใช้เพื่อยกระดับในเวลานั้นคือ การที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) เชิญบริษัทรถยนต์ 13 แห่งมาร่วมลงทุนจัดตั้ง CDUI นับจากจุดนั้น ทำให้ CDUI กลายเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ทำให้รถยนต์ทั้ง 13 แบรนด์มีเป้าหมายเดียวกัน ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ใหม่ในจีนปัจจุบันเกิน 50% เป็นรถยนต์พลังงานใหม่ (EV) โดยมีมาตรฐานแบตเตอรี่ต้านทานการเจาะเข็ม ไม่ติดไฟ ไม่ระเบิด ชาร์จไฟเพียง 10 นาที วิ่งได้ 500 กิโลเมตร หรือสลับเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้
โดยประเทศไทยมีบทบาทสำคัญใน 3 ด้าน คือ เป็นฐานการผลิต เป็นประตูสู่อาเซียนสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวา รวมถึงการมีอัตราเข้าถึงตลาด EV (Market Penetration Rate) สูงถึง 12%
“ค่ายรถยนต์กว่า 50% ของ CDUI มีฐานการผลิตในประเทศไทย สิ่งที่ต้องการจากพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทยคือ การบริการหลังการขาย ทีมงาน และซัพพลายเชนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการบริการ เพราะคนไทยมีน้ำใจ มีความรับผิดชอบ และใฝ่เรียนรู้” คุณซิน หลี่ กล่าว
นอกจากนั้น คุณซิน หลี่ ยังกล่าวถึงสิ่งที่น่าตื่นเต้นและถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีการคมนาคมแห่งอนาคตที่ประเทศจีนพัฒนาขึ้นคือ รถยนต์บินได้ (EVTOL) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับการทดลอง (Prototype) ซึ่งชาร์จ 1 ครั้ง สามารถบินได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง และรับน้ำหนักได้ 220 กิโลกรัม
สั่งงานประกอบเครื่องบินผ่านแอปพลิเคชันมือถือได้ ส่วนระบบชาร์จอัจฉริยะ รถสามารถขับไปหาตู้ชาร์จ ชาร์จไฟ และถอดปลั๊กเองได้อัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีการคมนาคมของประเทศจีน ได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อย่างมีแบบแผน ส่วนหนึ่งเป็นการจราจร
ในประเทศจีนบนท้องถนนค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว จึงต้องหาน่านฟ้าใหม่ จึงเกิดการพัฒนารถยนต์บินได้ขึ้นมา โดยด้านเทคนิคมีความสมบูรณ์ในการใช้งานแล้ว แต่ต้องอาศัย 3 ปัจจัยที่ช่วยให้เกิดการใช้งานได้อย่างแพร่หลาย ได้แก่ ใบอนุญาตขับขี่รถบิน จุดขึ้น-ลงจอด และระบบปฏิบัติการ โดยคาดว่าภายใน 5-6 ปี จะสามารถเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริง
การยกระดับธุรกิจ : Technology Co-existence ใน 3 กลุ่มโอกาสทางธุรกิจ
คุณเฉา เหวินเซี่ย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ธุรกิจไทยหากต้องการการเติบโตไม่ควรใช้วิธีการทางธุรกิจแบบเดิมที่เป็นการจ้างผลิต (OEM) ในจีนและกลับไปขายที่ไทย แต่สามารถยกระดับธุรกิจได้ผ่านการลงทุนยุคใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีร่วมกัน (Technology Co-existence) ที่สามารถทำได้ใน 3 กลุ่มโอกาสทางธุรกิจ ได้แก่
การเกษตรไทย
ประเทศจีนไม่ได้ขาดแคลนวัตถุดิบทางการเกษตร แต่สิ่งที่ประเทศจีนต้องการ คือวัตถุดิบทางการเกษตรที่อร่อย คุณภาพสูง เพื่อยกระดับให้กลายเป็นอาหารมูลค่าสูงได้ ดังนั้น การมีเทคโนโลยีการเกษตรหรือเทคโนโลยีด้านอาหารที่ยกระดับให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมีคุณภาพสูงได้ จะยิ่งเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศ
การแพทย์ การดูแลผู้สูงอายุ
ประเทศจีนเป็นสังคมผู้สูงอายุ ธุรกิจไทยที่เกี่ยวกับการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในประเทศจีน การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้เพื่อดูแลผู้สูงอายุจึงสามารถเชื่อมโยงธุรกิจของสองประเทศได้ รวมทั้งใช้เป็นพื้นฐานในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย
หัตถศิลป์และซอฟต์พาวเวอร์ไทย
ประเทศไทยมีความคิดสร้างสรรค์ในด้านหัตถศิลป์และซอฟต์พาวเวอร์ เมื่อมาบวกกับเทคโนโลยีดิจิทัลจากจีน จะทำให้การขยายธุรกิจในกลุ่มนี้เติบโตยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะตลาดในประเทศจีนมีขนาดใหญ่ และต้องการความแปลกใหม่ทางความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอด
“หลักความร่วมมือระหว่างพันธมิตรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนคือ การใช้หลักเอาจุดแข็งมาอุดจุดอ่อน (Complementary Strengths) โดยนำความเชี่ยวชาญการบริหาร (Operation) และการบริการ (Hospitality) ของไทย มาเติมเต็มในการพัฒนาเมืองในจีน
และเราพร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจีนสนับสนุนเฉพาะธุรกิจที่สุจริตเท่านั้น” คุณเหอ เลี่ย รองประธานบริหาร คณะกรรมการระหว่างประเทศ สมาคมการลงทุนแห่งประเทศจีน (Investment Association of China – IAC) กล่าว
