Featured
นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับรายงานจากสภาเกษตรกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า มีการเปลี่ยนการขนถ่ายพันธุ์ทุเรียนซึ่งเป็นพืชสงวนตาม พระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี 2518 ณ ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ออกไปตรวจสอบบริเวณที่ได้รับการร้องเรียนดังกล่าว โดยพบบริเวณบ้านพักตามที่ได้รับแจ้งมีการกักเก็บต้นพันธุ์ทุเรียนจำนวนมาก รวมถึงต้นพันธุ์มะขาม ลำไย มะนาว ชมพู่ และไม้ผลอื่นๆ แต่ยังไม่พบเห็นการเคลื่อนย้ายต้นไม้ดังกล่าว ในเบื้องต้นได้ข้อมูลว่าผู้ส่งออกเป็นคนไทยพลัดถิ่น (พม่าสัญชาติไทย) และนำต้นพันธุ์ทุเรียนมาจากแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการปลูกทุเรียนเพราะสภาพดินและน้ำไม่เหมาะสม นอกจากนี้ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ศุลกากร ได้รับแจ้งว่าไม่มีการส่งออกพันธุ์ทุเรียนหรือพืชสงวนอื่นๆ แต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีการลักลอบส่งออกต้นพันธุ์ทุเรียนตามที่ได้รับรายงาน เนื่องจากพบเห็นต้นพันธุ์ทุเรียนในเขตด่านสิงขร ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เขตปลูกทุเรียน แล
สังเกตไหมคะ ไปไหนก็เจอ ลูกชิ้นแบรนด์นี้ “ลูกชิ้นทิพย์” ซึ่งเป็นเจ้าตลาดลูกชิ้นหมูปิ้ง “เบอร์หนึ่ง”ของบ้านเราอยู่เวลานี้ มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 10-15 ตัน ต่อวัน หรือราววันละ 7 แสนไม้ ส่วนยอดขายเฉลี่ยแล้วอยู่ที่เดือนละ 60-70 ล้านบาท โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ตัวเลขรายรับทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 600 ล้านบาท คุณศราลี พรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พงษ์-ศรา ดิสทิบิวชั่น จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ ลูกชิ้นหมูปิ้ง ตรา “ลูกชิ้นทิพย์” เล่าว่า ปัจจุบันอายุ 56 ปี มีพื้นเพเป็นคนอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี อาชีพดั้งเดิมของคุณพ่อ-คุณแม่ คือ ทำไร่อ้อยส่งโรงงานน้ำตาลทราย แต่ตัวเธอเองไม่มีโอกาสช่วยมากนัก เพราะอายุยังน้อย คุณศราลี เคยทำงานมาแล้วสารพัด ทั้งรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า เปิดโต๊ะสนุ๊กฯ ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปตามตลาดนัด ซึ่งอาชีพหลังนี้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอพอมีทุน “ลืมตา อ้าปาก”ได้ “ชอบค้าขาย แต่ไม่มีทุนรอนมากมาย อะไรที่พอทำได้ก็ทำไปก่อน เห็นใครทำอะไรดีก็อยากทำบ้าง อย่าง ตอนขายเสื้อผ้า จะไปรับมาจากย่านประตูน้ำหรือสวนจตุจักร ก่อนใส่รถตระเวนไปกับสามีสองคน เปิดแผงขายตามตลาดต่างจังหวัด อย่
คอลัมนิสต์ นิตยสารเส้นทางเศรษฐี คุณศรีนวล ได้เขียนถึง 10 ธุรกิจ รุ่ง – ร่วง มาให้อ่านกันตั้งแต่ เดือนมกราคม 2561 เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เห็นว่า บทความนี้ มีผู้เข้ามาดูอย่างต่อเนื่อง วันนี้ เลยอยากโฟกัสไปที่ 10 ธุรกิจร่วง ลองเช็คดูค่ะ ว่าผ่านมาครึ่งปีแล้ว จริงไหม จากข้อมูล 10 อันดับธุรกิจรุ่ง-ร่วง ประจำปี 2561 จัดทำโดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ธุรกิจร่วง อันดับ1 ยังคงเป็นธุรกิจหัตถกรรม 2. ธุรกิจด้านการผลิตเหมืองแร่ 3. สื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร และวารสาร 4. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องเล่นดีวีดีและซีดี 5. ธุรกิจให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์บ้าน 6. ธุรกิจเคเบิลทีวี 7. ธุรกิจการผลิตสินค้าเกษตร ยาง ปาล์ม ข้าว 8. ธุรกิจร้านขายมือถือมือสอง 9. ธุรกิจร้านค้าแบบดั้งเดิมหรือร้านโชห่วย 10. ธุรกิจร้านอินเตอร์เน็ต ธุรกิจร่วง ก็ไม่ผิดไปตามความคาดหมายเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านให้บริการอินเตอร์เน็ต ที่ถูกนโยบายเน็ตหมู่บ้านรุกไล่จนหมดทางทำมาหากิน หรือธุรกิจขายมือถือมือสอง ถูกพิษการแข่งขันตัดราคา กระแสมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่ออกสู่ตลาดแทบจะทุกเดือน ทำให้ต
เบทาโกร ดัน S-Pure เนื้อหมู-เนื้อไก่-ไข่ไก่ คุณภาพระดับพรีเมี่ยม เลี้ยงผ่านกรรมวิธีตามธรรมชาติ เอาใจตลาดสายสุขภาพ พร้อมรุกตลาดอาหารแปรรูป ลงทุน 750 ล้าน สร้างโรงงานใหม่ Betagro Central Kitchen นวนคร กำลังการผลิต 8,000 ตันต่อปี คาดดันยอดขายอาหารแปรรูปโต 50% สร้างศูนย์นวัตกรรมอาหาร รองรับเทรนด์อาหารในอนาคต พัฒนาสินค้ามากกว่า 1,000 รายการ นายสมศักดิ์ บุญลาภ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เผยถึงทิศทางธุรกิจอาหารปีนี้ว่า เบทาโกรจะเน้นตลาดอาหารสดระดับพรีเมี่ยม โดยปัจจุบัน S-Pure ถือครองส่วนแบ่งตลาดถึง 90% โดยตลาดในประเทศ มุ่งขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น ทั้งในเขตเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว ผ่านร้านค้าปลีกชั้นนำ อาทิ Gourmet Market, Home Fresh Mart, Central Food Hall, Tops Market และ Villa Market เป็นต้น สำหรับตลาดส่งออก มีแผนขยายตลาดไปในประเทศ บาห์เรน กาตาร์ สเปน และโรมาเนีย โดยปีนี้ตั้งเป้าส่งออกเนื้อไก่ 78,000 ตัน เนื้อหมู 5,800 ตัน เพิ่มขึ้น 17% จากปีที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ กล่าวต่อถึง ภาพรวมตลาดอาหารแปรรูปและอาหารพร้อมทานของ
แม้ละคร “บุพเพสันนิวาส” จะลาจอไปแล้ว แต่กระแสยังคงมีให้เห็นอยู่ตลอด ยังมีธุรกิจที่หันมาเกาะกระแสละครดังกล่าวสร้างเม็ดเงินกันยกใหญ่ หยิบจับตัวละคร และเนื้อเรื่อง มาสร้างสรรค์ไอเดียยึดเป็นคอนเซ็ปต์ให้ตัวสินค้ากันสารพัด เหมือนกับร้านเค้กของ คุณแอ้-พีระนุช ดีจิตร วัย 33 ปี ร้านนี้หยิบคาแร็กเตอร์จากตัวละครดังมาทำ Cake Pop แสนน่ารัก โพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊กไปไม่ทันข้ามคืน คอละครให้ความสนใจกันจำนวนมาก สาวเจ้าของร้านเค้กเล่าว่า เปิดร้านเค้กเข้าปีที่ 5 แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ฝ่ายบัญชี ทำได้ 7 ปี พอเข้าช่วงปีสุดท้ายมีความคิดอยากหางานอดิเรกทำ คุณแอ้อาศัยช่วงเวลาปีสุดท้ายของการทำงาน ลงเรียนทำเค้ก เพราะเป็นคนชอบทานขนม ทานเค้ก ฝึกด้วยตนเองบ้างผสมกันไป ซึ่งในระหว่างฝึกมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนจากการโพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊กอยู่บ้าง เมื่อความรู้แน่น ได้สูตรที่ลงตัวจึงลาออกมาเปิดร้านเค้กชื่อร้าน CakeAholics ที่จังหวัดระยอง “แอ้ฝึกทำเค้กธรรมดา พวกเค้กปอนด์ก่อน ฝึกไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าถ้าเปิดร้านแล้วไม่มีความแตกต่าง รูปแบบไม่น่าสนใจอาจไม่เป็นที่นิยม จึงพัฒนามาทำเค้กน้ำตาล งานแฟนซี” ซึ่ง
วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ไร่ของ นายสมพงษ์ สืบวงษ์ อายุ 40 ปี เกษตรกร อยู่บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 8 ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี นำผู้สื่อข่าวชม ต้นทุเรียนหมอนทอง ต้นเตี้ย ที่เจ้าตัวปลูกเอง นายสมพงษ์กล่าวว่า มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ได้ปลูกพืชแบบผสมผสาน มีทุเรียนหมอนทองกว่า 20 ต้น พอต้นทุเรียนได้อายุประมาณ 4 ขวบก็ตัดยอดให้แตกใหม่อยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ต้นทุเรียนมีอายุได้ 6 ปี ลำต้นใหญ่แต่ช่วงต้นจะเตี้ยให้ผลผลิตทุเรียนแล้ว 5-6 ต้น ต้นเตี้ยๆนี้มีลูกทุเรียนมือจับได้สบายไม่ต้องใช้บันได ไม่ต้องใช้ไม้สอยตัด คาดว่าสิ้นเดือนนี้จะเก็บขายได้จำนวนมาก
ที่วัดโพธิ์ญาณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีพระภิกษุสงฆ์ ร่วมกันผลิตขนมปังขึ้นมา เพื่อจำหน่ายให้แก่คนที่มาทำบุญเลี้ยงอาหารปลา บริเวณวังปลาหน้าวัด ติดกับแม่น้ำน่าน ได้เริ่มทำการผลิตตั้งแต่เช้า โดยมีพระภิกษุสงฆ์ ช่วยกันปั่นผสมแป้งและส่วนประกอบ เพื่อทำขนมปังนำมาวางจำหน่ายให้ประชาชนซื้อหาไปรับประทาน หรือนำไปใช้เป็นอาหารปลา โดยตั้งชื่อว่า “ขนมปังรสพระทำ” พระครูสุนทรโรจนคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ญาณ เปิดเผย “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”ว่า แนวคิดเกิดจากตัวอาตมาเอง เริ่มจาก แต่เดิมทางวัดสั่งขนมปังจากตลาด มาขายเป็น “ขนมปังปลา”หน้าวัด แต่หลังจากนั้นไม่นานเกิดปัญหา การส่งไม่สม่ำเสมอ บางครั้งนำของหมดอายุมา ขึ้นราบ่อย ไม่มีมาตรฐาน เลยเกิดความคิดจะทำขนมปัง กันเอง แต่ก่อนลงมือ ลงทุน ได้ไปศึกษาข้อปฏิบัติแล้วว่าเข้ากับระบบงานของคณะสงฆ์ ระเบียบของมหาเถรสมาคม หรือไม่ อย่างไร กระทั่งพบระเบียบคณะสงฆ์ ระบุไว้ วัดใดก็ตามที่อบรมประชาชน ต้องสนองงานคณะสงฆ์ ใน 8 หัวข้อ อาทิ ศีลธรรม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สัมมาชีพ ศึกษาสงเคราะห์ ศาสนสงเคราะห์ เป็นต้น “ขนมปังที่ทำกันเองโดยพระสงฆ์ในวัดนี้ เป็นหนึ่งในระเบียบคณะสงฆ์ หัวข้อ
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร พ.ศ. … โดยให้ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรในอัตราเหมาจ่าย จากเดิมจำนวน 400 บาท/เดือน/บุตร 1 คน เป็นอัตราเหมาจ่าย 600 บาท/เดือน/บุตร 1 คน โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ จากเดิมจำนวนคราวละไม่เกิน 2 คน เป็นจำนวนคราวละไม่เกิน 3 คน มีผลใช้บังคับย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. 2558 เพื่อให้สอดคล้องกับ ม.75 ตรี แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 แก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉ.4) พ.ศ. 2558
กล้วยน้ำว้ายักษ์ จากไร่พัชชา จ.ราชบุรี มี “อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช” เป็นเจ้าของ อ.พัชนี ขณะบรรยาย แม้ว่า ช่วงนี้ กล้วยน้ำว้า ทั่วไป ราคาจะตก แต่ กล้วยน้ำว้ายักษ์ ยังขายได้ในราคา 40 บาทต่อหวี ด้วยขนาดที่ใหญ่โต น้ำหนักต่อหวี เกือบ 4 กก. ซึ่งรูปทรงขนาดนี้ อ.พัชนี บอกว่า นำไปขาย ทำตลาดกล้วยไหว้เจ้าได้สบาย อาจารย์พัชนี เล่าให้ฟังว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเกษตรกรชาวสวนเต็มตัว แต่จุดเริ่มต้นที่มาถึงวันนี้ได้เพราะมีความชอบสะสมที่ดิน แต่เดิมที่ดินแปลงที่ปลูกกล้วยน้ำว้าอยู่นี้ชาวบ้านเคยปลูกมันสำปะหลังอยู่ก่อน แล้วตัวดิฉันก็รับช่วงปลูกด้วยเช่นกัน แต่หลังจากปลูกไปแล้วปรากฏว่าขาดทุนยับเยิน เลยเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดก็ไม่สำเร็จ หรือไปปลูกอ้อยก็ไม่สำเร็จเช่นกัน จึงกลับมาทบทวนดูว่าการทำเกษตรกรรมตามแนวทางเดิมคงไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังต้องผ่านคนกลางด้วย จากนั้นมองว่าควรจะปลูกอะไรดี ก็เห็นว่าที่ดินของเรามีน้ำสมบูรณ์จึงควรลองไปซื้อกล้วยพันธุ์มะลิอ่องเนื้อเยื่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ราคาต้นละ 40 บาทมาปลูก คราวที่เริ่มต้นปลูกจำนวนพันกว่าต้น เมื่อมีผลผลิตเกิดขึ้นก็มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อในสวนในราคาหวี
วันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีข่าวในโซเซี่ยลมีเดียว่า รัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 9% ในวันที่ 1 ตุลาคม 2561 นั้น กรมสรรพากร ได้ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นการนำกำหนดระยะเวลาจากพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) พ.ศ.2560 มาเผยแพร่ ทำให้ประชาชนเกิดการสับสนและตื่นตระหนก ซึ่งตั้งแต่มีการบังคับใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มในปี พ.ศ.2535 ได้มีการตรากฎหมายเพื่อลดอัตราจากอัตราที่กำหนดในกฎหมายเป็น 7% มาอย่างต่อเนื่อง โดยเขียนกฎหมายลักษณะเช่นเดียวกันนี้มาโดยตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี มีเพียงช่วงสั้นๆ ในปี พ.ศ. 2540 เท่านั้นที่มีการปรับอัตราขึ้นเนื่องจากเป็นข้อกำหนดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ผ่านมาได้มีกระแสความเข้าใจคลาดเคลื่อนลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งกรมสรรพากรก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจมาโดยตลอด ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนกหลงเชื่อข่าวดังกล่าวและขอให้ช่วยแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกันต่อๆ ไปด้วย ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการหรือผู้เสียภาษีมีข้อสงสัยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก
