Featured
คุณเชา-ชวลิต ประเสริฐ วัยห้าสิบเศษ อดีตผู้รับเหมาวางระบบไฟฟ้า ที่ปัจจุบันหันมาเอาจริงเอาจังกับการทำสวนเกษตรอินทรีย์พื้นที่กว่า 17 ไร่ บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฏร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า จบการศึกษาทางช่างไฟจากเทคนิคสุราษฎร์ฯ พื้นเพเป็นคนเกาะสมุย แต่เป็นเขยเกาะพะงัน และย้ายมาอยู่บนเกาะพะงัน ได้ 22 ปี ก่อนหน้านี้ทำงานหลายอย่าง ทั้งผู้รับเหมาวางระบบไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง ทำเกสต์เฮ้าส์ ร้านค้า ร้านอาหาร ส่วนสวนเกษตรอินทรีย์ในแบบของเขา เริ่มมาได้กว่า 10 ปีแล้ว เกิดจากแนวคิด อยากนำผลผลิตที่ปลูกได้ มาใช้ในร้านอาหารของตัวเอง และทำเป็นแนว “เกษตรอินทรีย์”ตั้งแต่แรก เพราะมั่นใจผลผลิตที่ได้จะดีต่อสุขภาพทั้งคนปลูกและคนทาน แต่ด้วยความที่เรียนมาทางช่างไฟฟ้า จึงศึกษาข้อมูลด้านเกษตรจากการอ่านหนังสือเป็นหลัก พอมาช่วงหลังหันมาใช้ “กูเกิ้ล” ช่วยอีกทาง “บนที่ดิน 17 ไร่ เริ่มจากเลี้ยงไก่ ต่อมา ปลูกมะพร้าว กล้วยหอม ทุเรียน มังคุด ลำไย และ ผักสวนครัว ปริมาณผลผลิตพออยู่ได้ ส่งให้ร้านตัวเองแล้ว หากเหลือก็ขายส่งให้พ่อค้าแม่ค้ารับไปขายต่อ” คุณเชา บอกมาอย่างนั้น ก่อนเล่าให้ฟังต่อ และด้วยความที่มีการปลูกพืชหลากหลายช
คุณจักรพล จันทวิมล ผู้บริหารหนุ่ม วัย 33 ปี ทายาทรุ่นที่สามของธุรกิจผลิตและจำหน่าย “นันยาง” รองเท้าผ้าใบและรองเท้าแตะแบรนด์เก่าแก่อายุในตลาดยาวนานมากว่า 60 ปี ในฐานะเจ้าของเก้าอี้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า รองเท้าแตะนันยาง หรือที่ลูกค้าส่วนใหญ่ เรียกกันติดปากว่า รองเท้าแตะช้างดาว เป็นสินค้าที่แทบไม่ได้ทำการตลาดมาตลอด 60 ปี แต่ยังขายได้เรื่อยๆ ลูกค้ายังถามหา แต่ไม่โตหวือหวาอะไร ซึ่งแม้จะเป็นสินค้าที่ “ยังขายได้” แต่ต้องยอมรับว่า ภาพลักษณ์ด้านหนึ่ง ของรองเท้าแตะช้างดาว นั้น หลายคนอาจมองว่าเชย เป็นของคนมีรายได้น้อย ใส่แล้วดูไม่ดี ไม่เท่ ทำให้คน รุ่นใหม่ไม่เลือกใส่ แล้วจะทำอย่างไร เพราะลูกค้าที่ชื่นชอบมีอยู่ แต่เป็นคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ ถ้าไม่สร้าง “ฐานลูกค้า” กลุ่มใหม่ขึ้นมา สินค้าตัวนี้คงไปต่อไม่ได้ คุณจักรพล กล่าวต่อ ที่ผ่านมา นันยาง พยายามสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ และปรับภาพลักษณ์สินค้าให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ได้ เพื่อเปลี่ยนจากรองเท้า ที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากใส่ ให้กลายมาเป็นรองท้าสำหรับคนมีสไตล
หนุ่มพิษณุโลกนำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพฯ มาปรับปรุงสูตรใหม่จนรสชาติอร่อยกลมกล่อม ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างอร่อยลงตัว โดยบะหมี่จับกังที่ จ.พิษณุโลก 1 ชามใช้บะหมี่ 4 ก้อน ราคาเพียง 40 บาท หลังจากเปิดบริการวันแรก มีลูกค้าอุดหนุนคึกคัก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ วันนี้แนะนำกันที่ จ.พิษณุโลก ที่ได้เปิดบริการขายบะหมี่ เย็นตาโฟหม้อไฟ ที่อร่อยถูกปาก โดยร้านนี้คือ ร้านบะหมี่จับกัง ที่ตั้งอยู่ที่อาคาร@พระลือ เลขที่ 37 ถนนพระลือ ซอย 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีนายสุทธิภัทร ชูสกุลพัฒนา อายุ 47 ปี หรือ เซฟท็อป เป็นเจ้าของร้าน และร้านเปิดให้บริการเมื่อวานนี้ วันที่ 11 พ.ค.เป็นวันแรก มีประชาชนที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่ที่ทราบข่าวต่างเดินทางมารับประทานกันจำนวนมาก ทั้งนี้ ร้านบะหมี่จับกังแห่งนี้มีเมนูเด่น คือ บะหมี่จับกัง เย็นตาโฟหม้อไฟ โดยเฉพาะบะหมี่จับกังที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก เชฟท็อป บอกว่า ร้านของตนได้นำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพฯ จากนั้นได้มีปรับปรุงสูตรเพิ่มเติม จนรสชติอร่อย ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างลงตัว อร่อยกลมกล่อม โดยชามหนึ่งตนจะใช้บะหมี่ 4 ก้อน
จากกรณีข่าว “รีสอร์ตดังโวย ดาราคนดังขอพักฟรี-กินฟรี แลกช่วยรีวิวโปรโมตให้”(คลิกอ่าน) ของ บ้านไร่ไออรุณ นั้น โดยเจ้าของรีสอร์ต โพสต์ถึงการมีดารา คนดัง บล็อกเกอร์ มาขอพักฟรี กินฟรี โดยแลกกับการรีวิวให้นั้น เจ้าตัวบอกว่า อยากให้เห็นใจคนที่ทำงานมาเหนื่อย ทีมงาน คนงานต่างๆ จากเรื่องดังกล่าว เราลองมาทำความรู้จักกับรีสอร์ตแห่งนี้ให้มากขึ้น ว่ากว่าที่เขาจะสร้างขึ้นมาก็ไม่ง่าย บทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้ เป็นเรื่องราว ที่เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เคยได้พูดคุยกับ เจ้าของรีสอร์ตโดยตรง ถึงที่มาที่ไป แรงบันดาลใจ และเรื่องราวการสร้างรีสอร์ต ที่หลายคนชื่นชม ดังนี้ บ้านไร่ไออรุณ ตั้งอยู่ ที่อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ซึ่งมี คุณเบส-วิโรจน์ ฉิมมี วัยสามสิบ สถาปนิกหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิก ซึ่งปัจจุบันเป็นกิจการที่ได้รับการกล่าวขานถึงกันอย่างกว้างขวางถึงความพอดีและพอเพียง จนถูกจัดให้เป็นฟาร์มสเตย์มาแรงสุดในเวลานี้ เพราะมีคนจองคิวยาวเหยียด เต็มตลอดทั้งปี “สิ่งที่ผมกำลังทำเเละเเบ่งปันออกไป ผมไม่ได้อยากเเละมีเจตนาที่จะเชื้อเชิญ หรือให้ทุกคนบนโลกใบนี้เดินทางมาที่บ
คุณสมพรชัย องอาจ อยู่บ้านเลขที่ 280 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เล่าให้ฟังว่า เป็นคนที่ชอบทำเกษตรมาตั้งแต่สมัยเด็ก ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็จะทำเรื่อยๆ แบบทีละเล็กละน้อย ต่อมาเมื่อเข้าสู่ชีวิตคู่จึงได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครปฐมกับภรรยา ก็จะประกอบอาชีพเพาะเห็ด เลี้ยงกบ และตลาดจนการปลูกไม้ผลต่างๆ ไปด้วย “ช่วงนั้นก็ไปอยู่ที่นครปฐมก่อน เราก็จะไปปลูกพวกไม้ผลต่างๆ เอาไว้ ต่อมาก็ผลิตกิ่งพันธุ์ขาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ม่อนเบอรี่ หน่อกล้วยทำหมด คราวนี้พอช่วงที่บึงกาฬเริ่มมีการปลูกยางพารามากขึ้น ก็เลยย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งบริเวณรอบบ้านมันจะมีพื้นที่อยู่ประมาณ 1 ไร่ เราก็คิดว่า ต้องหาอะไรมาทำให้เกิดประโยชน์ และสร้างเงินให้เราให้ได้ ก็ทำแบบผสมผสานไปเลยน่าจะดี” คุณสมพรชัย กล่าว กบในกระชังบก เนื่องจากพื้นที่บ้านของเขาไม่สามารถที่จะทำบ่อสำหรับเลี้ยงปลาได้ เขาจึงได้เลือกเลี้ยงกบแทน โดยนำกบที่อยากเลี้ยงมาออกแบบให้อยู่ในกระชังบก ที่การเลี้ยงไม่มีอะไรยุ่งยากเพียงแค่ใส่น้ำนิดหน่อย และที่สำคัญกระชังบกยังประหยัดเนื้อที่ให้พอมีพื้นที่ว่างปลูกพื้นชนิดอื่นได้อีกด้วย ซึ่งพืชที่ปลูกบริเวณบ้าน
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า “อาหารไทยในเมืองนอก ร้านไหนอร่อยหรือไม่อร่อย เจ้าของเป็นคนไทยแท้หรือเป็นคนต่างชาติ ให้ลองสั่งไข่เจียวมากินแล้วจะรู้คำตอบได้ทันที” ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นๆ นะครับ “ไข่เจียวแบบไทยๆ” ใช้เป็นดัชนีชี้วัดหรือมาตรฐานอาหารไทยได้เป็นอย่างดี เพราะไข่เจียวไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต้องเนื้อฟู กรอบนอกนุ่มใน ไข่ไม่ด้าน มีผิวเกรียมนิดๆ ไข่แดงกับไข่ขาวต้องตีเข้ากันดี ไม่เห็นเป็นชิ้นไข่ขาวหรือไข่แดง ผมเคยสั่งไข่เจียวในร้านอาหารที่เมืองจีน ได้ไข่ด้านๆ หนาๆ ไม่ประทับใจ ครั้งหนึ่งที่ฝรั่งเศส ทัวร์พาเข้าร้านอาหารไทย ให้กินน้ำพริกกะปิ กับไข่เจียว กันลูกทัวร์คิดถึงบ้าน บอกได้คำเดียวว่าไม่ผ่าน ไข่เจียวแฟ่บ เหี่ยว หนังเหนียว น้ำพริกกะปิใสจ๋องแจ๋ว เค็มทางเดียว สอบถามได้ความว่าเจ้าของเป็นชาวเวียดนาม จึงยืนยันสมมติฐาน “ไข่เจียว” ได้ชัดแจ้ง วิชาไข่เจียว จึงเป็นวิชาที่คนทำอาหารไทยทุกคนต้องทำให้เป็นถึงจะสอบผ่านเป็นกุ๊กอาหารไทยได้ โชคดีในข้อสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติไม่ยักกะมีข้อสอบไข่เจียว ไม่งั้นคงตกกันระนาว ไข่เจียว เจียวยังไงให้ฟู นุ่ม กรอบ จะว่ายากก็ยาก ง่ายก็ง่าย ข้อสำคัญต้องห้ามเสียดายของท
ข้าวหลาม ขนมทานง่ายไม่ว่าช่วงไหน “วงษ์สุวรรณ์ ข้าวหลาม” ร้านข้าวหลามชื่อดังจังหวัดนครสวรรค์ มีที่มาไม่ธรรมดา เพราะร้านนี้สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นทวด รุ่นยายแล้ว กระทั่งถึงรุ่นปัจจุบัน โดย คุณธนภัสสร์ ศรีสังข์ หรือ คุณแจ็ค อายุ 41 ปี คุณแจ็ค บอกกับเราว่า ตนเป็นรุ่นที่ 4 มารับช่วงต่อได้ 15 ปีแล้ว ข้าวหลามของทางร้านเป็นสูตรของนครสวรรค์โดยแท้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานเป็นเซลขายยา พอเข้าช่วงอายุหนึ่งจึงกลับมาสานต่อการทำข้าวหลามของที่บ้าน ถามคุณแจ็คต่อว่าทำไมเลือกสานต่อการทำข้าวหลาม เจ้าตัว บอกว่า เห็นว่านำมาเป็นอาชีพ ยึดเป็นรายได้หลักได้ ในรุ่นก่อนนั้น วงษ์สุวรรณ์ ข้าวหลาม มีรสชาติปกติคล้ายกับข้าวหลามทั่วไป หลังจากคุณแจ็คเข้ามาดูแล มีการเพิ่มรสชาติขึ้นให้หลากหลาย ด้วยเพราะต้องการนำข้าวหลามเป็นสินค้า OTOP จังหวัดนครสวรรค์และแข่งดาวกับข้าวหลามเจ้าอื่นๆ “การจะเข้า OTOP เราจะต้องคัดสรรสิ่งดีๆ ดัดแปลง และปรับสูตร เพื่อแข่งดาว การเข้า OTOP ยังทำให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับคนในหมู่บ้าน เพราะมีการรวมตัวกันทำ เรียกได้ว่าหมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านข้าวหลามก็ได้” รสชาติที่บอกว่าทำเพิ่มขึ้น มีดังนี้ ไส้ถั่วดำ ไส
คุณยายวัย 67 สู้ชีวิต สร้างงานให้กับตัวเอง ประดิษฐ์งานฝีมือสานสาดคล้า หรือเสื่อคล้า ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ หวั่นจะกลายเป็นตำนานไร้คนสานต่อ โอดไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาส่งเสริม ที่บ้านเลขที่ 140/1 ม.6 ต.โคกสะบ้า อ.นาโยง จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของ คุณยายจำเรียง คล้ายเถาว์ อายุ 67 ปี นั่งสาละวนและตั้งอกตั้งใจ สานสาดคล้า หรือ สานเสื่อคล้า โดยบริเวณใกล้เคียงคุณยายจำเรียง มีกองต้นคล้าวางเรียงรายเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งสาดคล้าหรือเสื่อคล้า จัดวางอย่างเป็นระเบียบ พร้อมที่จะขายให้กับชาวบ้านที่สนใจเลือกซื้อสาดคล้า ซึ่งเป็นงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง คุณยายจำเรียง เล่าให้ฟังว่าทำงานฝีมือสานสาดคล้ามาตั้งแต่อายุ 17 ปี ได้เรียนรู้การทำเสื่อจากพ่อ ด้วยสภาพแวดล้อมในหมู่บ้านเป็นหนองน้ำ เป็นที่นา ทำให้มีต้นคล้าจำนวนมาก ซึ่งต้นคล้า เป็นไม้ล้มลุก เจริญเติบโตขึ้นเป็นกอมีอายุหลายปี ลำต้นมีทั้งแบบตั้งตรง มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นกลมเป็นสีเขียวเข้มออกเป็นข้อๆ และมีข้อปล้องยาว หากรวมทั้งก้านและใบจะมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อปลูกในที่เป็นน้ำหรือเป็นโค
นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ถึงแนวโน้มตลาดอาหารฮาลาลในกัมพูชา ว่า ปัจจุบันอาหารฮาลาลในกัมพูชามีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนประชากรชาวมุสลิมที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และยังมีการขยายตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่ไปเที่ยวในกัมพูชา แต่ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารตามหลักฮาลาลในกัมพูชายังมีน้อย จึงเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการไทยที่จะส่งออกสินค้าฮาลาลไปยังกัมพูชาได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมา กัมพูชาจะมีการนำเข้าอาหารฮาลาลจากไทยเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม นางจันทิรา กล่าวว่า การส่งออกอาหารฮาลาลไปยังตลาดกัมพูชา นอกจากการผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานฮาลาลแล้ว ผู้ส่งออกจะต้องใส่ใจในเรื่องรสนิยมการบริโภคอาหารในแต่ละพื้นที่ หากทำให้สินค้ามีจุดเด่นเมื่อเทียบกับสินค้าของคู่แข่ง ก็จะทำให้ขยายตลาดได้ ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาได้ออกประกาศพระราชกฤษฎีการับรองมาตรฐานสำหรับอาหารฮาลาลในกัมพูชา เพื่อให้การรับรองว่าอาหารที่ได้รับตรารับรองนี้ เป็นอาหารที่ได้มาตรฐานตามหลักศาสนาอิสลามที่บัญญ
ร้านข้าวหมูแดงนายโอว นครสนุก (เจ้าเก่า) ถนนหลวง ใกล้สี่แยกวรจักร กรุงเทพฯ เปิดขายมานานกว่า 70 ปี คุณเซ้ยหมวย เลิศสำราญพินิจ หรือ เจ๊หมวย เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 บอกว่า ทางร้านทำวัตถุดิบเองทุกอย่าง อาทิ หมูแดง หมูกรอบ กุนเชียง ไข่ไก่ต้มยางมะตูม ทำเองวันต่อวัน โดยเฉพาะน้ำราดที่เข้มข้นตามสูตรโบราณ เคล็ดลับความอร่อยของหมูแดง หมูกรอบ และกุนเชียง เริ่มจากหมูกรอบ เลือกใช้หมูสามชั้นที่มีส่วนเนื้อมากกว่าส่วนมันเล็กน้อย ทำความสะอาดอย่างดี แล้วนำมาพอกด้วยเครื่องปรุงของทางร้าน ก่อนนำไปย่างจนกรอบ หมูสามชั้น 7 กิโลกรัม ย่างจนแห้งสุกจะเหลือ น้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม สำหรับหมูแดง นำมาหมักด้วยเครื่องปรุงสูตรพิเศษทิ้งไว้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง นำมาย่างด้วยเตาถ่าน จนสุกหอมแล้วนำมาหั่นเป็นแว่นๆ ชิ้นพอดีคำ ส่วนกุนเชียง ทางร้านทำครั้งละ 100 กิโลกรัม เพราะสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยใช้วิธีการย่างกุนเชียงเพื่อให้หอมกรุ่น จนออกมาเป็นหมูกรอบเนื้อนิ่ม หนังกรอบ หมูแดงนิ่ม กุนเชียงหอม และน้ำราดหมูแดงที่เข้มข้นรสกลมกล่อม ส่วนข้าวสวย ทางร้านใช้ข้าวสวยเม็ดร่วน เนื้อนิ่ม ที่เหมาะสำหรับทำข้าวหมูแดง เมนูแนะนำของร้าน ถ้าถามคนขายก็ต้
