Featured
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยในการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและสร้างรายได้ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างเหมาะสม ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพื่อสร้างความสุขให้ประชาชน อย่างยั่งยืน กรมการค้าภายใน ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลปากท้องของประชาชน จึงได้เร่งดูแลให้ความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดหาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพมาจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาประหยัด ไม่ว่าจะเป็นการจัดงาน ธงฟ้า การจัดตั้งร้านธงฟ้าประชารัฐเพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นผู้มีรายได้น้อยมีทางเลือกในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด รวมทั้งการจัดตั้งร้านอาหารหนูณิชย์และ Food Truck เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้มีรายได้น้อยได้ซื้ออาหารปรุงสำเร็จในราคาประหยัดเพื่อลดค่าครองชีพ ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารปรุงสำเร็จราคาประหยัด รวมทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนได้จับจ่ายซื้อสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด
วันที่ 22 ธ.ค. จากกรณี สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เจ๊ไฝ” หรือ สุภิญญา จันสุตะ เจ้าของร้านอาหารเจ้าดังย่านประตูผี ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้ได้รับมิชลินสตาร์ 1 ดาว การันตีความอร่อยอย่างมีคุณภาพ มีความคิดอยากจะคืนดาวมิชลิน โดยสำนักข่าวต่างประเทศอ้างคำสัมภาษณ์ของเจ๊ไฝระบุว่า การได้รับดาวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อเสียคือเหนื่อยมาก นอกจากนี้รัฐบาลยังอยากให้ตนประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ตนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก เวลาต่อมา “ฝ้าย” ยุวดี จันสุตะ ลูกสาวของเจ๊ไฝ เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว ว่าจากกรณีที่มีสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ระบุว่า แม่ของตนมีความคิดที่จะคืนรางวัลมิชลินสตาร์นั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งแม่ของตนไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าวกับสื่อรายใดทั้งสิ้น ทั้งนี้ หลังจากที่เจ๊ไฝได้รับรางวัลดาวมิชลิน ทำให้มีประชาชน นักชิม นักข่าว บล็อกเกอร์ นักรีวิว แห่มาที่ร้านจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากรเดินทางมาตรวจสอบเกี่ยวกับรายได้ของเจ๊ไฝที่ร้านด้วย โดย เจ๊ไฝ ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ สำนักข่าวเอเอฟพี ขณะกำลังทำอาหารให้ลูกค้าว่า “ปกติเจ๊ไฝก็ขายดีอยู่แล้วนะ (พอได้รางวัล) มีทั้งดีและไม่ดี ไ
พระครูปลัดมงคล เจ้าอาวาส วัดมหาโพธิ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางวัดมหาโพธิ ได้เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการสอนงาน “แกะสลักพระไม้” ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่สนใจ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้การดำเนินงานของชุมชน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำหรับความเป็นมาของการถ่ายทอดวิชา “แกะสลักพระไม้” จุดเริ่มมาจากที่ว่า พระพุทธรูปเก่าแก่ของวัดมหาโพธินั้น ทำจากไม้ และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีบุคคลหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการและผู้นำในชุมชน มาร่วมกันทำ “โครงการแกะสลักพระไม้คืนให้เมืองน่าน” จากนั้นได้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยมาเข้าร่วมโครงการ ด้วยการมาช่วยกัน “แกะสลักพระ” จากเศษไม้เหลือใช้ เหลือทิ้งตามป่าข้างทาง ซึ่งนับเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” ให้กับ “ของไม่มีค่า” ได้ทางหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดมหาโพธิ กล่าวต่อว่า หลังจากที่มีประชาชนมาเรียนรู้การแกะสลักพระไม้กันมากหน้าหลายตาแล้ว บ้างก็นำพระไม้ที่แกะออกมาได้นั้นถวายวัด เพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาสมากราบไหว้ ตามความเชื่อที่ว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลอีกทางหนึ่ง และเมื่อมีคนทำและ
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านหมู่ที่ 12 ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ว่ามีครอบครัวหนึ่ง มีสมาชิกจำนวน 6 ชีวิต อาศัยอยู่กลางป่าท้ายหมู่บ้านน้อยพัฒนา มานานกว่า 10 ปี โดยไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าไปในท้ายหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร จึงพบบ้านของนายคำพัน น้อยเจริญ อายุ 50 ปี และนางดำ ภรรยา อายุ 30 ปี ไม่มีเลขที่ สภาพผอมโซ ท่าทางอิดโรย อยู่กลางป่าภายในที่ของทหาร ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ สร้างเป็นกระท่อมประมาณ 4 ตารางเมตร ทำด้วยสังกะสีผุ มีแผ่นผ้าพลาสติกขาดวิ่นจากความเก่ามุงหลังคากันแดด กันฝน กันน้ำค้าง ต้องหาไม้มาค้ำยันกันลมพัดล้ม ภายในบ้านมี 3 ที่นอน ซึ่งมีเพียงที่นอนที่เก็บมาจากกองขยะ และที่ชาวบ้านสงสารให้มาบ้าง โดยมีผู้อาศัยอยู่ที่นี่ถึง 6 ชีวิต และยังมีลูกสาวอายุ 15 ปี ที่พิการทางสมอง ซึ่งครอบครัวนี้อาศัยอยู่ที่นี่นานกว่า 12 ปี โดยปราศจากน้ำและไฟฟ้า สอบถามนางดำ ภรรยานายคำพัน เล่าว่า เมื่อก่อนตนและครอบครัวอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้าน กับน้องชายทั้ง 6 คน โดยมีลูกชายวัย 24 และ 20 ปี ลูกสาววัย 17 ปี และ 15 ปี ซึ่งลูกสาวคนเล
กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียล หลังจากมีการแชร์ภาพตำรวจชั้นผู้น้อยต้องไปต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อปืน พร้อมกันนี้เว็บไซต์ Police News Varieties ได้เผยแพร่บทความระบุว่า ความสง่างามผมหายไปใหน วันนี้ผมต้องขอบคุณตัวเองที่ได้เดินทางไปรับปืนด้วยตัวเองวันนี้ ได้สัมผัสบรรยากาศจริงเจอเหตุการณ์จริง ผมรู้สึกสงสารอาชีพของผมเป็นอย่างมาก ที่ทุกคนยกย่องว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ตำรวจไทยต้องจ่ายเงินเอง เพื่อมีไว้ใช้ชึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับใช้ป้องกันชีวิตและพิทักษ์ทรัพย์สินของประชาชน แต่ทุกท่านรู้ไหมครับ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องออกสตางค์ซื้ออาวุธปืนเองเพื่อมาปกป้องพิทักษ์รับใช้ปวงประชาเองมีใครรู้บ้างไหม แถมยังต้องมานอนค้างอ้างแรมตามข้างๆอาคาร เพื่อรอแย่งชิงการต่อคิวแบบทุลักทุเล เหมือนคนแย่งชิงกันอะไรสักอย่าง เห็นเเล้วสมเพชเวทนาตัวเอง ความสง่างาม ความสมเกียรติ และศักดิ์ศรีในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของตัวผมเองเริ่มมองไม่เห็น เห็นแต่ละคนทุลักทุเล เร่งรีบ รีบร้อน แถมพื้นที่ดำเนินการ แออัดยัดเยียดจนไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรได้แล้ว ผมเดาว่าทุกๆคนก็คงคิดคล้ายๆกับผมเห็นแล้ว ผมรู้สึกอายองค์
เคยโด่งดังมากๆ อายุไม่กี่ขวบก็กลายเป็นตลกเด็กชื่อดัง ไปเล่นที่ไหนก็เรียกเสียงฮา ก่อนห่างหายไปจากวงการ แต่ล่าสุด ตูน บอดี้สแลม ทำให้ตลกลุงหลานได้โคจรมาเจอกัน แถมล่าสุด จตุรงค์ ม๊กจก หรือ ลุงรงค์ โพธาราม ผู้เคยปลุกปั้น น้องพี จนโด่งดัง ก็โพสต์ภาพ น้องพี อดีตตลกเด็กชื่อดัง ที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว นอกจากมาวิ่งก้าวคนละก้าวตามลุงรงค์ไปทุกที่ ล่าสุดยังมาเป็นเด็กเสิร์ฟ ครัวลุงรงค์ ร้านอาหารที่คนแน่นมากๆ ของตลกดังจตุรงค์ด้วย โดย จตุรงค์ โพสต์ไอจี พร้อมข้อความว่า “พนักงานเสิร์ฟคนใหม่..น้องพี มกจ๊ก ใครมาไม่เจอลุง แต่น้องพีเจอได้ทุกวันนะ ถ้ามันไม่เกเรหรือขี้เกียจ ถ่ายรูปได้นะ ขึ้นเคปชั่นว่า ตลกเด็กดังเมื่ออดีต.ปัจจุบันหล่อไม่แพ้ สมจิตร จงจอหอ.. #ครัวลุงรงค์ #จตุรงค์ฟาร์ม จากภาพ..ลาบปลาทับทิม” โดยมีแฟนคลับเข้ามาบอกว่าโตเป็นหนุ่มแล้วหล่อเข้มเลย ที่มา ข่าวสดออนไลน์
สมาชิกเฟซบุ๊ค Sainari Bhoutdathong จากเมืองเวียงไซย แขวงหัวพัน ประเทศลาว โพสต์ภาพสภาพอากาศหนาวเย็นในประเทศลาว โดยมีลักษณะคล้ายแม่คะนิ้งขึ้นเต็มพื้นที่ พร้อมเขียนข้อความบรรยายว่า “ไปเกาหลีมันแพงยู่บ้านกะได้สุดยอด20/12/2017คั้งแลกที่เห็น” ทั้งนี้แขวงหัวพัน เป็นพื้นที่ที่เกิดสภาพอากาศหนาวเย็นเป็นประจำ ตั้งอยู่ห่างจาก จ.เชียงราย ประเทศไทย เพียง 100 กิโลเมตร เท่านั้น ที่มา ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 21 ธ.ค. ที่ แอ็กซ์ สตูดิโอ ปทุมธานี แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล ดาราสาว ให้สัมภาษณ์ในงานพิธีบวงสรวงละคร “เรือนเบญจพิษ” ถึงเรื่องที่ลงรูปโปรโมตรองเท้าของตัวเอง แต่เจ้าตัวดันใส่กางเกงขาสั้นจู๋ ทำให้คนโฟกัสผิดจุด! โดย ‘แป้ง’ กล่าวว่า “กางเกงขาสั้นมองอะไรกัน(หัวเราะ) เอาเป็นว่าแล้วแต่คนมอง คือถ้าใครคิดอกุศลก็คงมองเป็นอย่างอื่น ถามว่าได้อ่านคอมเม้นต์แปลกๆ บ้างมั้ย แป้งเจอคนฝากร้านเยอะมากค่ะ เลยได้อ่านแต่ฝากร้าน ไม่มีโอกาสได้เห็นคอมเม้นต์อื่นๆ ซึ่งก็เอาเถอะค่ะ แป้งไม่เก็บมาคิดหรอก เพราะแป้งรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นกางเกงขาสั้น อีกอย่างแป้งเป็นคนที่ลงรูปแล้วถ้าหากมีคนเข้ามาด่าแป้งก็จะไม่ลบ คือคนมันเห็นไปแล้ว ดังนั้นถ้าหากใครจะคิดแบบไหนมันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ใครจะด่าก็ด่าไปเลยไม่เป็นไร ไม่บล็อกด้วย จะได้เห็นไปเลยว่าใครคอมเม้นต์ยังไง ความคิดของคนคนนั้นเป็นแบบไหน (ยิ้ม)” หลายๆ คนเป็นห่วงเพราะคอมเมนต์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้เกียรติ ดาราสาวกล่าวว่า “แล้วแต่เลยค่ะ จะปีใหม่แล้วคิดดีๆ ดีกว่า จริงๆ ก่อนโพสต์ภาพนั้นแป้งก็ดูก่อนแล้ว แต่มันไม่มีอะไรจริงๆ มันเป็นกางเกงขาสั้น(หัวเราะ) คือขายรองเท้าไง ถ่ายเพราะรอ
เพจ สายตรงกฎหมาย โดยทนายรัชพล ศิริสาคร โพสต์ข้อความว่า ปัญหาในสังคมอีกอันนึง คิดว่าน่าจะเยอะพอสมควร คือไปดาวน์รถกันมา เสร็จแล้วก็ผ่อนไม่ไหว ปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดรถ แล้วก็คิดว่าเรื่องจะจบ ที่ไหนได้ โดนไฟแนนซ์มาเรียกเก็บเงินค่าส่วนต่างอีก แบบนี้ไฟแนนซ์เขาไม่ผิดนะ เพราะเขามีสิทธิ ถ้างั้นทำไงดี จะปล่อยรถแล้วให้เรื่องจบเลย มีวิธีไม่ยากครับ 1.ขายดาวน์ต่อให้คนอื่น สามารถทำได้ แต่ติดต่อขอไฟแนนซ์ก่อนนะครับ เสร็จแล้วก็ให้ไฟแนนซ์เปลี่ยนชื่อให้เรียบร้อย ถ้ายังเป็นชื่อเราอยู่ เดี๋ยวมีปัญหาจะเดือดร้อน อย่าลืมทำสัญญาให้ดี สัญญาต้องระบุให้เราไม่ต้องรับผิดอะไรอีกนะครับ เสร็จแล้วก็ปล่อยให้คนอื่นผ่อนต่อไป ถ้าคนอื่นไม่ผ่อนต่อ เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว เพราะชื่อคนเช่าซื้อไม่ใช่ชื่อเราแล้ว แบบนี้รอดแน่ เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ 14324/2558 พิพากษาว่า ขายดาวน์ให้คนอื่นโดยแจ้งไฟแนนซ์แล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างอีก 2.ส่งรถคืนให้ไฟแนนซ์ กรณีนี้ ควรถามไฟแนนซ์ว่า เราต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมอีกหรือไม่อย่างไร ควรตกลงกันให้ดี ถ้าตกลงได้แล้วอย่าลืมทำเป็นสัญญา สัญญาต้องระบุให้เราไม่ต้องรับผิดอะไรอีกนะครับ (ไม่งั้นโดนแน่) ส
วันที่ 21 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าครอบครัว นายมะอีซอ ดามิ อายุ 35ปี ชาวบ้านในพื้นที่บ้านไร่ หมู่ 5 ต.สะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก และขาดแคลนในทุกๆด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของที่อยู่อาศัย เนื่องจากสภาพบ้านอาศัยผุพัง จนเกือบจะอาศัยอยู่ไม่ได้แล้ว ฝาผนังที่กั้นด้วยไม้ไผ่สานเปื่อยจนใกล้พังเกือบทั้งหลัง ต้องใช้ผ้าถุงหรือวัสดุเหลือใช้มาปิดๆเอาไว้กันลมกันฝน โครงสร้างที่เป็นไม้ก็ถูกปลวกกัดกิน มีโอกาสพังลงมาได้ตลอดเวลา” แต่ครอบครัวของ นายมะอีซอ ก็จำเป็นต้องกินนอนรวมกันอยู่ในบ้าน 5 ชีวิต ทั้งภรรยาและลูก 3 คน คนโตเป็นผู้หญิงอายุ 13 ปี เรียนอยู่ชั้นป.6 คนกลางเป็นผู้ชายอายุ 4 ปี เรียนอยู่ชั้นอนุบาล2 และคนเล็กอายุ 2 ขวบยังเลี้ยงอยู่ที่บ้าน โดยครอบครัวนี้เป็นครอบครัวของ ด.ญ.นัดดา ดามิ หรือน้องนัดดา นักเรียนโรงเรียนบ้านไร่ ที่เป็นเด็กมีน้ำใจ ช่วยอุ้มเพื่อนที่พิการขาทั้งสองข้างมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ป.6 นายมะอีซอ บอกว่า ตนและภรรยามีรายได้จากการรับจ้างกรีดยางและรับจ้างทั่วไปวันละ100-200บาท แต่ต้องอยู่ให้ได้วันไหนฝนตกกรีดยางไม่ได้ หรือไม่มีงานก็ไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน ต้องให้ลูกไ
