Featured
การเติบโตมาในร้านโจ๊กแต้จิ๋วของพ่อแม่ ทำให้ ลิม หยวนหมิง (Lim Yuan Ming) วัย 24 ปี และ แบรนดอน (Brandon) พี่ชายวัย 29 ปี เห็นวิถีชีวิตการค้าขายของร้านหาบเร่แผงลอยมากมาย ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้งคู่ร่วมกับ โอ ชิน เจี๋ย (Oh Chin Jie) วัย 31 ปี เปิดร้าน “What The Puff” ขายกะหรี่ปั๊บ โดยรวบรวมเงินลงทุน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 2.5 แสนบาท เปิดร้านที่ศูนย์อาหาร Changi Village Hawker Centre ในเดือนธันวาคม 2024 ก่อนที่ธุรกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างรายได้ 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 12.7 ล้านบาทในปี 2025 สองพี่น้องซึมซับวิถีชีวิตการค้าขายมาจากร้านโจ๊กของพ่อแม่ที่เปิดมากว่าสิบปีในย่านเบด็อก (Bedok) พวกเขาช่วยคิดเงิน ใส่เครื่องเคียงที่มีมากถึง 20 อย่าง ซึ่งต้องเตรียมไว้ตั้งแต่เช้ามืด ธุรกิจนี้จึงไม่ใช่โมเดลที่อยากทำเท่าไหร่นัก พ่อเลยแนะนำให้ลองทำ “กะหรี่ปั๊บ” และให้ลองทำสูตรใส่ชีสลงไปในไส้ผัดผงกะหรี่ดู เพราะเป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างแปลกใหม่ และได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทรนด์ข้าวซอยแกงกะหรี่โปะชีส จากนั้นได้พวกเขาได้ชวน โอ ชิน เจี๋ย เพื่อนที่มีประสบการณ์ด้านการทำอาหารจากร้านสลัดชื่อด
ช่วงนี้เราอาจได้เห็นของเล่นหน้าตาเหมือนขนมปังจริง เนยจริง เต็มฟีดโซเชียลมีเดีย คนนำมาบีบเล่นโชว์หน้ากล้อง เป็นคอนเทนต์ที่เราต้องหยุดดูทุกครั้งที่เลื่อนมาเจอ ทำไมของเล่นพวกนี้ถึงกลับมาฮิตในโลกออนไลน์อีกครั้ง อันที่จริง ของเล่นบีบได้นี้เคยโด่งดังตั้งแต่ปี 2016 ก้อนนุ่ม ๆ ที่บีบเล่นได้พวกนี้ เรียกว่า “Squishy Toys” หรือของเล่นบีบคลายเครียด กำลังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่ไวรัลที่สุดบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น NeeDoh, TabaSquishy หรือ Squishy รูปอาหารต่าง ๆสินค้าประเภทนี้ถูกพูดถึงเต็ม TikTok และ Instagram บางรุ่นขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ บางร้านถึงขั้นต้องหยุดขายชั่วคราว เพราะลูกค้าแย่งซื้อกัน ทำไมของเล่นที่ดูไม่มีอะไรถึงกลายเป็นสินค้าระดับไวรัลได้ขนาดนี้ การกลับมาของของเล่นปลอบใจ โดยเฉพาะในตลาดจีน มีร้านที่เปิดจำหน่ายสกุชชี่แล้วประดับร้านด้วยขนมของเล่น ซึ่งตกแต่งหน้าร้านเหมือนร้านขายอาหาร แต่อาหารเหล่านั้นคือของเล่นสกุชชี่ทั้งหมด แท่งเนยสีเหลืองขนาด 4 ออนซ์ที่มีกลิ่นเหมือนเนยเค็มจริง ๆ รายละเอียดสมจริงขั้นสุด กำลังเป็นคอนเทนต์ที่กำลังฮอตในต่างประเทศ หลายช่องทำรีวิวบีบโชว์ ด้วย
เด็กหลายคนเติบโตมากับภาพของ “วู้ดดี้” คาวบอยหนุ่มนายอำเภอ กับ “บัซ ไลท์เยียร์” นักบินอวกาศผู้เชื่อว่าตัวเองคือฮีโร่แห่งกาแล็กซี แต่มีคนไม่มากนักที่รู้ว่า ก่อน Toy Story จะกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอนิเมชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล มันเคยเป็นโปรเจกต์ที่เสี่ยงจะพา Pixar ล้มละลายมาแล้ว และที่น่าอึ้งกว่านั้นคือ แม้แต่ทีมผู้สร้างเองยังออกปากว่า มันคือ “ภาพยนตร์ที่คุณภาพแย่ที่สุด” ที่พวกเขาเคยทำมา แต่สุดท้าย หนังที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบนี้ กลับถูกจดจำในฐานะแอนนิเมชั่นระดับตำนาน จุดเริ่มต้นของ Pixar บริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครแน่ใจว่าจะรอด ย้อนกลับไปในปี 1986 Pixar ยังไม่ใช่สตูดิโอยักษ์ใหญ่แบบทุกวันนี้ ในตอนนั้นมันเป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ ที่เพิ่งถูกซื้อโดย Steve Jobs ด้วยเงินประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ Pixar ยังไม่เคยสร้างภาพยนตร์ยาวเลยด้วยซ้ำ ผลงานส่วนใหญ่เป็นเพียงหนังสั้นและโฆษณา ผลงานที่ทำให้พวกเขาเริ่มถูกพูดถึงคือ “Luxo Jr.” หนังสั้นเกี่ยวกับโคมไฟตั้งโต๊ะที่มีชีวิต ซึ่งกลายเป็นต้นแบบโลโก้ของ Pixar ในเวลาต่อมา แต่ถึงแม้จะเริ่มมีชื่อเสียงในวงการเทคโนโลยีแอนิเมชันบ้างแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อจริง ๆ ว่
“ความตั้งใจจริงๆ ของลุง ไม่ได้กะทำเป็นการค้า แค่อยากทำให้บั้นปลายชีวิตมีความสุข มีมุมเล็กๆ ให้พรรคพวกมานั่งสังสรรค์ เราอายุขนาดนี้ ถ้าเราทำแบบนี้ได้ ถือว่ามันประสบความสำเร็จแล้ว” คำบอกเล่าของ คุณเสาว์ชัย เหลืองชูฤทธิ์ หรือ ลุงใหญ่ วัย 70 ปี เจ้าของร้าน sao.home.matcha ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ใน จ.ราชบุรี อาชีพเดิมของลุงใหญ่คือการค้าขายรองเท้ามานานเกือบ 20 ปี แต่ได้เลิกกิจการไปในช่วงหลังโควิด ทำให้เขามีเวลาว่าง ประกอบกับมีพื้นที่หน้าบ้าน จึงได้ปรับเป็นมุมให้พรรคพวก กลุ่มแอโรบิกกับโยคะ ที่ตนเองและภรรยา (ป้าไก่-วชิราวลัย เหลืองชูฤทธิ์ วัย 68 ปี) เป็นครูสอนมานาน 30 ปี ได้มานั่งสังสรรค์กัน โดยมีชา กาแฟ และขนมมาเลี้ยง แบบไม่ได้ทำเป็นการค้ามานาน 2 ปี “ความตั้งใจจริงๆ ไม่ได้กะทำเป็นการค้า แค่อยากทำให้บั้นปลายชีวิตมีความสุข มีมุมเล็กๆ ให้พรรคพวกมานั่งสังสรรค์กัน เพราะลุงกับป้าอยู่กันแค่ 2 คน แล้วไม่ชอบเที่ยว ลูกก็บอกว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ชอบเที่ยวก็เอาบ้านนี่แหละมาสร้างความสุข ไม่ต้องเหนื่อยนั่งรถ และความสุขที่ได้มันก็คุ้มค่า ตอนหลังพรรคพวก ลูกศิษย์เห็นใจ ครูก็เปิดขายไปเลยสิ ในเมื่อพ
ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหญ่ของวงการเทคโนโลยี เมื่อ Apple ประกาศแต่งตั้ง จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ โดยจะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายนนี้ ขณะที่ ทิม คุก (Tim Cook) จะผันตัวไปรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัย 15 ปีของ คุก ในฐานะหนึ่งใน CEO ด้านเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โดยที่ผ่านมา จอห์นเป็นผู้ดูแลโปรเจ็กต์ฮาร์ดแวร์ที่เดิมพันอนาคตของ Apple มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ AirPods รวมถึงเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่ช่วยปลุกยอดขายคอมพิวเตอร์ตระกูล Mac ให้กลับมาคึกคักและชิงส่วนแบ่งการตลาดกลับคืนมาได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผลงานล่าสุดที่เป็นที่ฮือฮาคือ การเปิดตัว iPhone Air ซึ่งถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ที่สุดของ iPhone นับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ทำความรู้จัก “จอห์น เทอร์นุส” ผู้นำเจนใหม่ บรรดานักวิเคราะห์และคนใน Apple ต่างมองว่าจอห์น คือตัวเต็งอันดับหนึ่งมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ เจฟฟ์ วิล
หากพูดถึงแบรนด์เครื่องสำอางที่มาแรงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ SHEGLAM คือหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบน TikTok และโซเชียลมีเดียทั่วโลก Key Success มีแค่ ‘คอนเทนต์ไวรัล’ และ ‘พลัง Gen Z’ จากจุดเริ่มต้นในปี 2019 ที่ทีมงานเพียง 5 คน นั่งช่วยกันระดมสมอง คิดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออกมาเป็น SHEGLAM แล้วเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มีสินค้าจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศ พร้อมยอดขายสุทธิแตะระดับ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ไม่มีภาพลักษณ์แบรนด์ลักชัวรี ไม่ต้องดูไฮเอนด์ มีเพียงสิ่งเดียวคือ ดูดีถูกใจ Gen Z ก็พอ ถอดกุญแจความสำเร็จที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้เร็วขนาดนี้ 1. ใช้สูตร Fast Fashion มาสร้าง Fast Beauty SHEGLAM คือแบรนด์ของประเทศจีน โดยผู้สร้างแบรนด์ SHEIN เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์คือการนำแนวคิดแบบ SHEIN มาใช้กับธุรกิจเครื่องสำอางอย่างเต็มรูปแบบ แทนที่จะใช้เวลาพัฒนาสินค้านานหลายเดือน แต่ SHEGLAM เลือกใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เทรนด์ TikTok และความคิดเห็นของลูกค้า มาพัฒนาสินค้าอย่างรวดเร็ว เมื่อมีเทรนด์ไหนกำลัง
จาก “มายเนมอิสไบรอัน” ถึงท่อนแรปไวรัลที่ใครก็ร้องตามไม่ถูก “อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ไม่ไหว อ้าว บ้านนี้มันน่ากลัว กลัวกลัวกลัว อร๊าย” ปรากฏการณ์นี้กำลังบอกอะไรเรา ในแต่ละวัน ผู้คนต่างต้องเผชิญสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดมากมาย ทั้งการเรียน การทำงาน เพื่อน ครอบครัว จนบางครั้งก็รู้สึกราวกับความเครียดนั้นโจมตีมาทุกทิศทาง สิ่งนี้อาจทำให้คนเราอยากหาทางหลีกหนีจากทุกสิ่ง หายตัวไปสักพักเพื่อพักหัวใจอันเหนื่อยล้า แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะก็ตาม แต่การจะปลีกตัวในยุคนี้ก็แสนยาก เพราะมองไปทางใดก็เจอแต่คอนเทนต์สั่งให้ต้องแอคทีฟ 24 ชั่วโมง หรือบังคับให้เราต้องหาความรู้อยู่ตลอดเวลา แต่ในวันที่สมองเราเหนื่อยล้าจากเรื่องเครียด ใครก็ล้วนแต่อยากปล่อยใจจอย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัวเพิ่มทั้งนั้น ความคิดเช่นนี้จึงนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Escapism” การหลีกหนีความจริง เพราะโลกความจริงแสนเหนื่อยล้า การหลีกหนีความจริง หรือ Escapism คือกลไกการรับมือที่ตัวเราออกแบบมาเมื่อต้องการหลีกหนีจากมรสุมปัญหา อาจมองได้ว่าเป็นการปิดกั้นความหมายออกจากจิตใจ และปล่อยตนเองให้ไร้ซึ่งการตระหนักรู้ชั่วข
“สิ่งที่ทำให้ผมมาได้จนถึงทุกวันนี้ คือผมไม่หยุดทำแม้แต่วันเดียว กาแฟอยู่ในสมองผมตลอดเวลา” ใครจะไปรู้ว่า จากเด็กมหาวิทยาลัยที่นั่งคั่วกาแฟในกระทะใบจิ๋วอยู่หลังหอพัก จะเติบโตมาเป็นเจ้าของคาเฟ่และโรงคั่วกาแฟที่สามารถส่งเมล็ดกาแฟขายได้กว่า 4 ตันต่อเดือน นี่คือเรื่องราวของ Young Entrepreneur ไฟแรง คุณเต้ย-เฉลิมชาติ สีเขียว วัย 30 ปี เจ้าของร้าน Momento Coffee Roaster จุดเริ่มต้นจากเด็กใต้ที่ไม่ได้มีฝันยิ่งใหญ่ คุณเต้ย เล่าว่า เขาเป็นคนใต้ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ชีวิตในวัยเด็กไม่ได้มีฝันที่เจาะจงว่าต้องเป็นอาชีพใด เพียงแต่ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะกลับไปหาอะไรทำที่บ้าน เนื่องจากมีสวนเกษตรอยู่แล้ว จุดพลิกผันที่ทำให้คุณเต้ยก้าวเข้าสู่วงการกาแฟเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เหตุผลที่เริ่มสนใจกาแฟจริงๆ คือการที่ต้องดื่มกาแฟบ่อยๆ เพื่ออ่านหนังสือ แต่เมื่อได้ดื่มด่ำไปเรื่อยๆ ก็เกิดความอยากรู้ว่ารสชาติของกาแฟนั้นมีอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่าที่เคยสัมผัสหรือไม่ “เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่มมีกาแฟดริป ทำให้เริ่มเห็นการคั่วขึ้นมา เ
เคยลองมองชีวิตตัวเองเป็นหน้าปัดนาฬิกาหรือไม่ หากเด็กน้อยวัยแรกเกิดคือนาฬิกาที่เพิ่งเดินผ่านเวลาเที่ยงคืนไปไม่นาน และผู้สูงวัยคือนาฬิกาที่เข็มกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เที่ยงคืนอีกครั้ง แล้วตอนนี้ ชีวิตของคุณอยู่ที่กี่โมงแล้ว? ในช่วงเดือนมิถุนายน ที่หลายคนกำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับครึ่งปีที่ผ่านไป วันที่ชีวิตดูเอื่อยเฉื่อยจนไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเดินหน้าอยู่หรือเปล่า มีบทความเก่า ๆ ชิ้นหนึ่งที่ชวนให้กลับมามองชีวิตด้วยสายตาใหม่เสมอ บทความนั้นมีชื่อว่า Life Is Like a Clock ของ Guthrie Chamberlain นักเขียนและนักจัดพอดแคสต์ชาวสหรัฐฯ แนวคิดของบทความเรียบง่ายมาก แต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด โดยชวนให้เราลองนำอายุของตัวเองมาเปรียบเทียบกับเวลาในนาฬิกาที่มี 24 ชั่วโมง อ้างอิงจากอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ที่ประมาณ 78.4 ปี เมื่อเราย่อชีวิตทั้งชีวิตให้เหลือเพียงหนึ่งวัน จะช่วยให้เห็นบางอย่างชัดขึ้น เห็นว่าชีวิตไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด และเห็นว่าเวลาที่เหลืออยู่มีค่ามากเพียงใด หากคำนวณตามแนวคิดนี้ แล้วคุณล่ะ ตอนนี้นาฬิกาชีวิตกำลังบอกเวลากี่โมง คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรากังวลว่าเวลาที่เหลืออยู่มีน้อยเพียงใด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ รายงาน Economy Overview 2026 สะท้อนภาพที่น่ากังวลอย่างชัดเจน โดยกว่า 56% ของผู้บริหารมองว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ยาก และคาดว่า GDP ไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 0.9% ซึ่งถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการคาดการณ์โดย MAT เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว งบประมาณการตลาดจึงกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนที่หลายองค์กรเลือกปรับลด นักการตลาดกว่า 70% มีแนวโน้มคงงบหรือปรับลดงบประมาณ ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาอาจติดลบประมาณ 1% สื่อดั้งเดิมหลายประเภทได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่คาดว่าจะหดตัวกว่า 20% และเม็ดเงินโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ซื้อออนไลน์กว่า 75% เลือกทิ้งสินค้าไว้ในรถเข็นโดยไม่ชำระเงิน และการค้นหาแบรนด์ผ่าน Search Engine ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้คนเริ่
