Featured รอบโลก

SHEGLAM แบรนด์เครื่องสำอางของ SHEIN ใช้เวลาเพียง 5 ปี มียอดขายหมื่นล้านบาท อาศัยแค่คอนเทนต์ไวรัล และ Gen Z

หากพูดถึงแบรนด์เครื่องสำอางที่มาแรงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ SHEGLAM คือหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบน TikTok และโซเชียลมีเดียทั่วโลก

Key Success มีแค่ ‘คอนเทนต์ไวรัล’ และ ‘พลัง Gen Z’

จากจุดเริ่มต้นในปี 2019 ที่ทีมงานเพียง 5 คน นั่งช่วยกันระดมสมอง คิดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออกมาเป็น SHEGLAM แล้วเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มีสินค้าจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศ พร้อมยอดขายสุทธิแตะระดับ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น

ไม่มีภาพลักษณ์แบรนด์ลักชัวรี ไม่ต้องดูไฮเอนด์ มีเพียงสิ่งเดียวคือ ดูดีถูกใจ Gen Z ก็พอ

ถอดกุญแจความสำเร็จที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้เร็วขนาดนี้

1. ใช้สูตร Fast Fashion มาสร้าง Fast Beauty

SHEGLAM คือแบรนด์ของประเทศจีน โดยผู้สร้างแบรนด์ SHEIN เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์คือการนำแนวคิดแบบ SHEIN มาใช้กับธุรกิจเครื่องสำอางอย่างเต็มรูปแบบ แทนที่จะใช้เวลาพัฒนาสินค้านานหลายเดือน แต่ SHEGLAM เลือกใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เทรนด์ TikTok และความคิดเห็นของลูกค้า มาพัฒนาสินค้าอย่างรวดเร็ว

เมื่อมีเทรนด์ไหนกำลังมา แบรนด์สามารถออกสินค้าใหม่ได้ภายในเวลาเพียง 8-12 สัปดาห์ จึงเป็นเหตุผลที่ SHEGLAM มีสินค้าตามกระแสออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Liquid Blush, Contour Stick, Lip Gloss ทั้งหมดล้วนถูกออกแบบมาเพื่อเกาะกระแสวัฒนธรรมออนไลน์ให้เร็วที่สุด

SHEGLAM จึงไม่ได้ขายแค่เครื่องสำอาง แต่ขายความรู้สึกว่า “ของมันต้องมี” แบบเดียวกับที่ Fast Fashion เคยทำสำเร็จมาแล้ว

2. TikTok คือกล่องดวงใจ

หนึ่งในอาวุธที่ทำให้ SHEGLAM เติบโตแบบก้าวกระโดด คือการใช้ TikTok เป็นเครื่องจักรการตลาดหลัก แบรนด์ลงทุนอย่างหนักกับคอนเทนต์วิดีโอสั้น รีวิวจริง การทดลองใช้สินค้า และการสร้างไวรัลจากผู้ใช้งานจริง

ในปี 2023 SHEGLAM มียอดวิวเฉลี่ยบน TikTok สูงถึง 22.9 ล้านวิวต่อสัปดาห์ และมีอินฟลูเอนเซอร์พูดถึงกว่า 9,800 คน สิ่งสำคัญคือ SHEGLAM ไม่ได้พึ่งแค่เซเลบริตี้ระดับโลก แต่เรียกใช้พลัง Micro Influencer จำนวนมาก เพราะแบรนด์เข้าใจดีว่า ผู้บริโภคยุคนี้เชื่อคนธรรมดาที่ลองใช้จริงมากกว่าโฆษณาที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไป และนี่คือจุดที่ SHEGLAM เข้าไปครองพื้นที่ในใจของ Gen Z ได้อย่างแม่นยำ

3. ไม่ต้อง Luxury แค่ต้องรู้สึก Luxury

แม้ราคาสินค้าส่วนใหญ่ของ SHEGLAM จะอยู่ต่ำกว่า 10 ดอลลาร์ แต่แบรนด์กลับพยายามสร้างประสบการณ์ให้รู้สึกเหมือนกำลังซื้อเครื่องสำอางพรีเมียม ทั้งบรรจุภัณฑ์ เนื้อสัมผัส การตั้งชื่อสินค้า ไปจนถึงการถ่ายภาพสินค้า ล้วนถูกออกแบบให้ดูแพงเกินราคา เป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Affordable Luxury” หรือการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าไม่ได้ซื้อของถูก แต่กำลังซื้อของคุ้มค่า ซึ่งเป็นจิตวิทยาสำคัญของผู้บริโภคยุคเศรษฐกิจชะลอตัว

4. Collaboration Marketing ทำให้แบรนด์สนุกขึ้น

อีกกลยุทธ์คือการทำ Limited Collection ร่วมกับ Pop Culture เช่น Harry Potter, Willy Wonka, The Twilight Saga, Care Bears, Rick and Morty, Marilyn Monroe พยายามขายสินค้าเป็นของสะสม (Emotional Product)

ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพราะจำเป็น แต่ซื้อเพราะอยากครอบครอง กระตุ้น FOMO ซึ่งหลายคอลเลกชันของ SHEGLAM ถูกแชร์บน TikTok ในรูปแบบ Unboxing และ Haul จำนวนมหาศาล

5. ขับเคลื่อนด้วย Data

SHEGLAM ติดตามรีวิวสินค้า คอมเมนต์บน TikTok และ Feedback จากลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งยังไม่เคยพลาดสักเทรนด์ไวรัล เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง 

พูดอีกแบบคือ SHEGLAM ไม่ได้เดาว่าลูกค้าชอบอะไร แต่ใช้ข้อมูลบอกว่าควรทำอะไร นี่คือแนวคิดแบบ Data-Driven Brand อย่างแท้จริง

6. ปังในออนไลน์ ค่อยขยายออฟไลน์

แม้ SHEGLAM จะเริ่มจากออนไลน์ล้วน แต่เมื่อแบรนด์แข็งแรงพอ ก็เริ่มขยายเข้าสู่ร้านค้าจริง โดยปัจจุบัน SHEGLAM วางจำหน่ายใน Target, Amazon, Watsons, Don Quijote รวมถึงร้านค้ากว่า 900 แห่งในตะวันออกกลาง และมากกว่า 6,000 แห่งในญี่ปุ่น รวมถึงเปิด Flagship Store ในดูไบ

แต่การทำการตลาดในโลกออนไลน์กับหน้าร้านแตกต่างกันมาก โจทย์ใหม่ที่ SHEGLAM จะต้องเจอรับรองว่ายากอย่างแน่นอน เนื่องจากช่องทางออฟไลน์มีต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ ค่าบำรุงรักษาสโตร์ ค่าจ้างพนักงาน ซึ่งไม่เหมือนช่องทางออนไลน์ที่มีเพียงการลงทุนกับอัลกอรึธึม

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นยุคดิจิทัล แต่ Physical Experience ก็เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับสินค้า Beauty ที่ผู้บริโภคต้องการทดลองจริง

บทเรียนที่แบรนด์ไทยเรียนรู้ได้จาก SHEGLAM

สรุปแบบให้เข้าใจง่าย ๆ  สูตรสำเร็จของ SHEGLAM เริ่มจาก “Content is the King” การทำสินค้าให้มีภาพลักษณ์ถูกใจ Gen Z เวลานำมาถ่ายคอนเทนต์ต้องมีกิมมิค สร้างกระแสต่อได้ง่าย เมื่อสินค้าดูดี คนในโลกออนไลน์ต่างก็อยากซื้อไปถ่ายทำคอนเทนต์ของตัวเองทั้งนั้น เมื่อคนยิ่งซื้อไปรีวิวเยอะ กลายเป้นกระบอกเสียงในการโฆษณาโดยที่แบรนด์ไม่ต้องลงทุนเองเลย

และแบรนด์เข้าใจกลุ่มเป้าหมายหลักของตนเองดีว่า Gen Z ชอบความใหม่ แปลก แต่ยังไม่ได้มีเม็ดเงินในกระเป๋ามากขนาดนั้น จึงพยายามออกแบบสินค้าให้ดูดี ดูลักซัวรีแต่ยังเอื้อมถึงได้ พร้อมทั้งอาศัยการเล่นกับความรู้สึกคุ้มค่า ความสนุก ไวต่อเทรนด์ แชร์ได้บนโซเชียล

แต่หากจะถามถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน ยอดวิวและเอนเกจเมนท์ในโลกออนไลน์อาจยังไม่ใช่คำตอบที่แบรนด์จะสามารถพึ่งพาได้ เพราะในยุคที่เทรนด์เปลี่ยนเร็ว ความสนใจของผู้บริโภคสั้นลง การแข่งขันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แบรนด์ใหม่ผุดขึ้นยิ่งกว่าดอกเห็ด แบรนด์จะต้องตอบตัวเองให้ได้มากกว่านี้ว่า จุดแข็ง ความแตกต่าง และเอกลักษณ์ของตนคืออะไร

ไม่ใช่ให้คนจดจำได้แค่ในฐานะ “แบรนด์เครื่องสำอางอินเทอร์เน็ต”

อ้างอิง : sheglam, WWW, WWD, dailycomet

Related Posts