Featured
“สงกรานต์” ยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่ช่วยเติมความคึกคักให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว การเดินทาง การใช้จ่ายด้านอาหารและการสังสรรค์ รวมถึงกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลปีใหม่ไทย ความท้าทายด้านการเงินส่วนบุคคลยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริโภคไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงครามในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถิติปี 2568 สะท้อนพลังการใช้จ่ายช่วงเทศกาล ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2568 มีเงินสะพัดกว่า 134,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 สะท้อนว่าคนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการเฉลิมฉลองและการใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต แม้จะเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่า ตัวเลขการใช้จ่ายในระดับมหภาค ไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินของทุกครัวเรือนจะแข็งแรงเท่า
ในยุคที่อีคอมเมิร์ซแข่งขันกันอย่างดุเดือด และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจคิดว่าสินค้าท้องถิ่นหรือสินค้า OTOP จะก้าวตามโลกดิจิทัลไม่ทัน แต่จริงๆ แล้วปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้า OTOP ปรับตัวเก่งกว่าที่คิด ด้วยการหยิบเอาเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมกับการขายแบบมืออาชีพ และใช้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok Shop เป็นตัวช่วย ทำให้หลายร้านสามารถดันยอดขายให้ปังได้ทั่วประเทศ ท่ามกลางเรื่องราวความสำเร็จมากมาย มีหนึ่งธุรกิจ SMEs ที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ นั่นคือ“กุลแก้วเฮิร์บ” สินค้า OTOP 5 ดาวจากจังหวัดชัยนาท แบรนด์น้ำมันหอมระเหยและสมุนไพรที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากรวย แต่เริ่มต้นจาก “ความเฉียดตาย” ของ คุณผึ้ง-คุณอนากุลชนะ เจ้าของแบรนด์ จากวิกฤตสุขภาพสู่การค้นพบ “ขุมทรัพย์” ทางธรรมชาติ คุณผึ้งเล่าให้ฟังว่า “เมื่อหลายปีที่แล้วเป็นอาหารเป็นพิษจนทำให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน ร่างกายปฏิเสธสารเคมีทุกชนิด ต้องหยุดทำงานขายเครื่องสำอาง และมีอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีกด้านขวา ชีวิตตอนนั้นเหมือนพังทลายลงตรงหน้า” จากวิกฤตสุขภาพในครั้งนั้นเธอที่เคยอยู่ในว
จุดเริ่มคือหญิงสาวจากเกาะเล็กๆ กลางอ่าวไทย ที่หลงใหลในภาษาอังกฤษ หลังเรียนจบปริญญาตรี จึงข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาความรู้เพิ่มเติมถึงสหรัฐฯ ใช้ชีวิตเมืองนอกอยู่ประมาณ 5 ปี ก่อนกลับมาหางานทำที่เมืองไทย ผ่านงานประจำมาหลายอย่าง กระทั่งอายุได้ราว 30 ปีจึงตัดสินใจแต่งงาน “พอมีลูกได้อยู่กับตัวเอง เพิ่งมารู้ตอนนั้นว่าตัวเองชอบทำอาหาร พอวันว่างจะดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับการทำอาหาร ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับอาหาร เมื่อมีเวลาจะไปซื้อของมาทำ วนอยู่อย่างนี้ แต่ไม่คิดว่าจะมาเปิดร้านอาหาร จะมาเป็นเชฟ” คุณแอน-อังคณา เอี่ยมสอาด เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังอย่างนั้น ก่อนคุยต่อ พอลูกคนที่ 2 เข้าโรงเรียนแล้ว ยิ่งว่างมากขึ้น เลยพยายามค้นหาตัวเอง หาว่าตัวเองชอบอะไร Passion คืออะไร จนได้คำตอบ “อยากเปิดร้านอาหาร” เลยไปเทกคอร์สจากหลายสำนัก รวมถึงศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหาร ก่อนตัดสินใจเปิดร้านอาหารร้านแรก สไตล์ “ไทยโอมะกาเสะ” บรรยากาศริมน้ำแถวนครปฐม กระทั่งปัจจุบัน คุณแอน อังคณา กลายเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารหลายสเกล เจาะฐานลูกค้าแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป อย่าง บ้านดาหลา บาย อังคณา เป็นร้านอาหารใต้
เชื่อว่าหลายคนคงเคยตกอยู่ในสภาวะ Quarter-life crisis หรือ วิกฤตหนึ่งส่วนสี่ชีวิต คือภาวะความไม่มั่นคงทางอารมณ์ ความสงสัย และความผิดหวังในชีวิตที่มักเกิดขึ้นในช่วงวัย 20-30 ปี ที่มักจะตั้งคำถามกับชีวิตในวัยยี่สิบกลางๆ เช่นเดียวกับ คอลลีน แมคคาร์ธี (Colleen McCarthy) สาววัย 27 ปี ที่ตัดสินใจทิ้งโต๊ะทำงานในออฟฟิศ เพื่อมาจับกรรไกรตัดดอกไม้ จนกลายเป็นเจ้าของธุรกิจ Colleen Rose Florals ที่กวาดรายได้กว่า 6 ล้านบาท (175,000 ดอลลาร์) ในปีแรก และได้รับเลือกให้จัดช่อดอกไม้ต้อนรับศิลปินระดับโลกอย่าง Sabrina Carpenter และ Katy Perry มาแล้ว จุดเริ่มต้นจาก “ความชอบ” สู่ “ทางที่ใช่” หลังจบด้านสิ่งแวดล้อมและการสื่อสารในปี 2020 คอลลีนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหางานช่วงโควิด เธอลงเอยด้วยการทำงานในเอเจนซี่ PR แห่งหนึ่ง ซึ่งเธอมองว่าเป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว จนกระทั่งความอึดอัดในสายอาชีพทำให้เธอต้องกลับมาถามตัวเองว่า “จริงๆ แล้วเราชอบอะไร เราเก่งเรื่องไหน” คำตอบนั้นอยู่ไม่ไกลตัว คอลลีนคือคนที่ชอบซื้อดอกไม้จากซูเปอร์มาร์เก็ตมาจัดใส่แจกันในอพาร์ตเมนต์อยู่เสมอ เธอจึงตัดสินใจลองลงเรียนคอร์สจัดดอกไม้พื้นฐาน
จากกิจกรรม “T-Brand to China 2.0” เวิร์กช็อปที่จะพาผู้ประกอบการไทยไปบุกตลาดจีน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปดูเนื้อหาที่น่าสนใจ ในหัวข้อ Consumer Insight 2026 เจาะลึกพฤติกรรมคนจีน และโอกาสตลาดเมืองรองที่กำลังโต โดย ดร.เฟิร์น-ปณิชา ประทีปะวณิช Co-founder แมงโก้ กรุ๊ป และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ Social Media China มาร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ ดร.เฟิร์นแชร์กลยุทธ์การเจาะตลาดจีน ต้องเริ่มต้นจาก “รู้เขารู้เรา” เพราะจีนมีเป็นร้อยๆ เมือง จึงต้องรู้ว่าเมืองไหนสนิทกับไทย เมืองไหนเชื่อว่าสินค้าไทยดีมีคุณภาพ และเมืองไหนที่พูดคำว่าสินค้าไทยไปแล้วรู้จัก ซึ่งมีวิธีการเช็กคือ ให้ดู “Direct Flight” ที่เข้าเมืองไทยเยอะที่สุด อันดับหนึ่ง คือ เซี่ยงไฮ้ รองลงมาคือ กว่างโจว ปักกิ่ง เซินเจิ้น และเฉิงตู เมืองนี้น่าสนใจ ถือว่าเป็นเมืองสโลว์ไลฟ์ มีความ Work Life Balance มากที่สุดในจีน ลึกไปกว่านั้นต้องดูว่า “ผู้คนแต่ละเมืองชอบอะไร” ปักกิ่งชื่นชอบอาหารรสหวาน, เซี่ยงไฮ้ชอบสินค้าหรูหรา เช่น เครื่องหอมต่างๆ และชอบสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นหลัก, กวางตุ้งชอบกินน้ำชาไปด้วยคุยการค้าไปด้วย เลยชอบซื้อผลไม้ของไทยเพ
จากคาเฟ่ สู่การปรับโฉมรถกระป๊อ ให้เป็นร้านกาแฟ ที่เปิดมายาวนาน 5 ปี กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำหาดวอนนภา บางแสน ที่ลูกค้าต้องแวะมากินกาแฟตอนเช้า เพราะร้านเปิดตั้งแต่ 06.00-10.30 น. ของทุกวัน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณไนน์-ราชา ตังสุรัตน์ เจ้าของร้าน Triple N เกี่ยวกับการเปิดร้านกาแฟรถกระป๊อ ที่เปิดขายเพียง 4 ชั่วโมงครึ่ง แต่สามารถขายได้เฉลี่ย 250-300 แก้ว จากคาเฟ่ สู่กาแฟรถกระป๊อ คุณไนน์เคยทำงานเป็นเซลส์ขายเครื่องจักร ก่อนเข้าสู่ธุรกิจคาเฟ่จากการชักชวนของพี่สาวและเพื่อนที่ชวนไปเปิดคาเฟ่อีกแห่งซึ่งตั้งอยู่ที่บางแสน ด้วยมีใจรักในงานบริการและชอบพูดคุยกับผู้คน เขาจึงเลือกทำธุรกิจนี้เรื่อยมา ธุรกิจดำเนินมาถึง 1 ปี ก็มีเหตุให้ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะเกิดโควิดระบาด การนั่งทานในร้านถูกจำกัด ขณะเดียวกันยังมีพนักงานที่ต้องดูแล เขาจึงนำทุนหนึ่งก้อนมาเปิดร้านกาแฟรถกระป๊อ เพราะอยากให้พนักงานทุกคนมีรายได้ต่อเนื่อง “เรามีรถกระป๊ออยู่แล้ว เลยเอามาทำเป็นรถกาแฟริมหาดวอนนภา เพราะเป็นทำเลหน้าคาเฟ่ ย้อนไป 5 ปีที่แล้ว ยังไม่ค่อยมีใครทำรถกาแฟแบบนี้ที่บางแสน วันแรกขายได้ 2,000 บาท
แม้จะอยู่ในวงการบันเทิงมานาน แต่ในฐานะคนทำธุรกิจอาหาร ถือว่าเป็นบทบาทใหม่ของนักแสดงชื่อดังอย่าง อาเล็ก ธีรเดช ที่ล่าสุดหันมาจับธุรกิจอาหาร และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ‘คุณภาพของรสชาติ’ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาเพียง 6 เดือน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้สัมภาษณ์ อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ ถึงจุดเริ่มต้นความเป็นมาของ NOOD’S (นู้ดส์) ธุรกิจบะหมี่คลุก ที่เกิดจากหุ้นส่วน 3 คนที่มีความหลงใหลในการกินก๋วยเตี๋ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะเส้น “บะหมี่” จนเกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมเราถึงทำบะหมี่ในรูปแบบกล่องพร้อมกิน และรสชาติยังเป๊ะเหมือนกินที่ร้านไม่ได้” อาเล็กและหุ้นส่วนร่วมกันพัฒนาสูตรบะหมี่กันอยู่นาน เริ่มลองผิดลองถูกกันในครัวบ้านเพื่อน จนได้เป็นเมนู ‘บะหมี่ต้มยำ’ ในรสชาติที่ต้องการ โดยจะมีเส้นให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ บะหมี่เส้นกลม และ บะหมี่เป๊าะ (เส้นแบน) คลุกเคล้าด้วยหมูสับและหมูบะช่อ พร้อมโรยด้วยน้ำพริกหมูกระจก ที่มีให้เลือกทั้งรสออริจินัลและรสเผ็ดมาก “วันแรกทำขาย 100 กล่อง เรากลัวขายไม่หมดด้วยซ้ำ แต่ปรากฏว่ายอดสั่งซื้อถล่มทลายจนหมดภายใน 10 วินาทีแรก จนเรา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคทั่วโลกรวมทั้งคนไทยต่างผชิญความจริงว่า “ค่าครองชีพสูงขึ้นพร้อมกันทุกด้าน” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าพลังงาน ค่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงค่า “ความสุขเล็กๆ” ที่เคยจ่ายได้โดยไม่ต้องคิด แต่วันนี้กลับต้องไตร่ตรองมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า อีกทั้งความไม่สงบระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน รวมถึงค่าขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ต่างเป็นแรงผลักที่ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกว่า “เงินเท่าเดิม ใช้ได้ไม่เท่าเดิมแล้ว” ค่าครองชีพสูงขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แม้อัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2567 จะอยู่ที่เพียง 0.4% ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนการชะลอตัวของราคาสินค้าโดยรวม แต่ในปี 2568 สถานการณ์กลับสวนทางความรู้สึกผู้บริโภคอย่างมาก เพราะอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ -0.14% หรือติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 9 เดือน ซึ่งดูเหมือนว่า “ของถูกลง” แต่แท้จริงแล้วเกิดจากราคาพลังงานและค่าไฟฟ้าปรับลดลง เป็นปัจจัยหลัก ไม่ใช่จากราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ลดลงจริงแต่อย่างใด ในท
“บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด” ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ศรีจันทร์ (SRICHAND)” แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 78 ปี และ “ศศิ (sasi)” ประกาศก้าวสำคัญสู่การเป็น Thai Beauty Leader และตอกย้ำความเป็น “องค์กรไทยที่คนไทยภูมิใจ” และสามารถเติบโตได้ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวอัตลักษณ์องค์กรใหม่ภายใต้ New Corporate Logo ที่ชูตัวอักษร “ศ” เป็น Visual Hero สะท้อนความภูมิใจในรากเหง้าไทยที่ร่วมสมัย พร้อมเผย 5 กลยุทธ์เบื้องหลังที่ใช้ “ความเป็นไทยร่วมสมัย” (Modern Thainess) เป็นพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของธุรกิจอย่างยั่งยืน รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 78 ปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์สหโอสถเติบโตและยืนหยัดได้ด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง การเปลี่ยนโลโก้องค์กรใหม่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนงานดีไซน์ตามยุคสมัย แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ของศรีจันทร์สหโอสถ ที่อยากเป็นตัวแทนความภูมิใจของคนไทย เพื่อพิสูจน์ศักยภาพขององค์กรไทยบนเวทีโลก เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับจากความเชี่ยวชาญในฐานะแบรนด์เครื่องสำอาง สู่การเป็นองค์กรต้นแบบที่เป็น
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประกาศแผนการดำเนินงานประจำปี 2569 ชูกลยุทธ์ “Resilient Growth” ผ่าน 3 แผนธุรกิจสำคัญ ทั้งการยกเครื่องนวัตกรรมวงเงินสินเชื่อดิจิทัล “กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท” การปักธงสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้ามือสองครบวงจรรายแรกในไทย รวมถึงการยกระดับความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงแข็งแกร่ง และยั่งยืน โดยตั้งเป้าดันยอดสินเชื่อใหม่โต 6% หรือ 162,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี นางสาวชญาน์ธิป พันธุ์มณี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยวิจัยกรุงศรี คาดการณ์ว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวราว 2% และอาจปรับลดลงอีก 0.6–0.9% หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้ กรุงศรี ออโต้ คาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 600,000 คัน หรือลดลงราว 3% และยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 1,720,000 คัน หรื
